Home สารบาญ Chapter 2 English Version

อนุสัญญา
ว่าด้วยความผิดและการกระทำอื่นๆ บางประการ
ที่กระทำบนอากาศยาน



รัฐภาคีแห่งอนุสัญญานี้
ได้ทำความตกลงกันดังต่อไปนี้

หมวด ๑  ขอบข่ายแห่งอนุสัญญา

ข้อ ๑

            ๑. อนุสัญญานี้ให้ใช้ในส่วน

                    ก. ความผิดต่อกฎหมายอาญา

                    ข. การกระทำ ไม่ว่าจะเป็นความผิดหรือไม่ก็ตาม ซึ่งอาจเป็นหรือเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของอากาศยาน หรือบุคคล หรือทรัพย์สินในอากาศยาน หรือซึ่งเป็นอันตรายต่อระเบียบและวินัยอันดีบนอากาศยาน

            ๒. เว้นแต่ที่ได้บัญญัติไว้ในหมวด ๓ อนุสัญญานี้ให้ใช้ในส่วนความผิดที่ได้กระทำ หรือการกระทำที่ทำโดย บุคคลหนึ่งบุคคลใดบนอากาศยานใด ๆ ซึ่งได้จดทะเบียนไว้ในรัฐผู้ทำสัญญาในขณะที่อากาศยานนั้นกำลังบินอยู่ หรืออยู่เหนือผิวพื้นทะเลหลวง หรือพื้นที่อื่นใดภายนอกอาณาเขตของรัฐใด ๆ

            ๓. เพื่อความมุ่งประสงค์แห่งอนุสัญญานี้ ให้ถือว่าอากาศยานกำลังบินอยู่นับแต่ขณะที่ใช้พลังเพื่อความมุ่งประสงค์ ที่จะบินขึ้น จนถึงขณะที่การลงสู่พื้นดินสิ้นสุดลง

            ๔. อนุสัญญานี้มิให้ใช้แก่อากาศยานที่ใช้ในบริการทางทหาร ศุลกากร หรือตำรวจ

ข้อ ๒

            โดยมิให้เป็นผลเสียหายต่อบทบัญญัติในข้อ ๔ และเว้นแต่เมื่อเป็นความจำเป็นต่อความปลอดภัยของอากาศยาน หรือบุคคล หรือทรัพย์สินบนอากาศยาน บทบัญญัติแห่ง อนุสัญญานี้มิให้ตีความเป็นการให้อำนาจหรือสั่งให้ดำเนินการใด ๆ ในส่วนความผิดต่อกฎหมายอาญาที่มีลักษณะทางการเมือง หรือความผิดที่อาศัยการเลือกประติบัติทางเชื้อชาติ หรือศาสนาเป็นมูลฐาน

หมวด ๒  อำนาจศาล

ข้อ ๓

            ๑. รัฐที่มีการจดทะเบียนอากาศยาน มีอำนาจหน้าที่ที่จะใช้อำนาจศาลเหนือความผิด และการกระทำที่ได้กระทำบนอากาศยาน

            ๒. รัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐจะดำเนินมาตรการตามที่จำเป็นเช่นเดียวกับรัฐที่มีการจดทะเบียน เพื่อสถาปนาอำนาจศาลของตนเหนือความผิดที่ได้กระทำบนอากาศยานซึ่งได้จดทะเบียนไว้ในรัฐเช่นว่านั้น

            ๓. อนุสัญญานี้มิได้กันออกไปซึ่งอำนาจศาลในคดีอาญาใด ๆ ที่ใช้ตามกฎหมายแห่งชาติ

ข้อ ๔

            รัฐผู้ทำสัญญาซึ่งมิใช่รัฐที่มีการจดทะเบียนไม่อาจเข้าแทรกสอดในอากาศยานที่กำลังบินอยู่เพื่อที่จะใช้ อำนาจศาลในคดีอาญาของตนเหนือความผิดที่ได้กระทำบนอากาศยาน เว้นแต่ในกรณีต่อไปนี้

            (ก) ความผิดนั้นมีผลในอาณาเขตของรัฐเช่นว่านั้น

            (ข) ความผิดนั้นได้กระทำโดย หรือกระทำต่อคนชาติหรือผู้มีถิ่นที่อยู่ถาวรของรัฐเช่นว่านั้น

            (ค) ความผิดนั้นเป็นปฏิปักษ์ต่อความมั่นคงของรัฐเช่นว่านั้น

            (ง) ความผิดนั้นประกอบด้วยการฝ่าฝืนหลักเกณฑ์หรือข้อบังคับใด ๆ เกี่ยวกับการบิน หรือการดำเนินงานของ อากาศยานที่ใช้บังคับอยู่ในรัฐเช่นว่านั้น

            (จ) การใช้อำนาจศาลนั้นเป็นการจำเป็นเพื่อจัดให้มีการปฏิบัติตามข้อผูกพันใด ๆ ของรัฐเช่นว่านั้น ภายใต้ความตกลงพหุภาคีระหว่างประเทศ

หมวด ๓  อำนาจของ
ผู้ควบคุมอากาศยาน

ข้อ ๕

            ๑. บทบัญญัติในหมวดนี้มิให้ใช้แก่ความผิดและการกระทำที่ได้กระทำหรือใกล้จะได้กระทำโดยบุคคลหนึ่ง บุคคลใดบนอากาศยานที่กำลังบินอยู่ในน่านอากาศของรัฐที่มีการจดทะเบียนหรือที่กำลังบินอยู่เหนือทะเลหลวง หรือพื้นที่อื่นใดภายนอกอาณาเขตของรัฐใด ๆ นอกจากว่าจุดสุดท้ายในการบินขึ้นหรือจุดถัดไปที่ต้องการลง สู่พื้นดินจะตั้งอยู่ในรัฐอื่นซึ่งมิใช่รัฐที่มีการจดทะเบียนหรืออากาศยานจะได้บินต่อไปในน่านอากาศของรัฐอื่น ซึ่งมิใช่รัฐที่มีการจดทะเบียน โดยบุคคลเช่นว่านั้นยังอยู่บนอากาศยานนั้นด้วย

            ๒. แม้ว่าจะมีบทบัญญัติไว้ในข้อ ๑ วรรค ๓ แล้วก็ตาม เพื่อความมุ่งประสงค์แห่งหมวดนี้ ให้ถือว่า อากาศยานกำลังบินอยู่ในเวลาใด ๆ นับแต่ขณะที่ประตูด้านนอกของอากาศ-ยานทุกบานได้ปิดแล้วภายหลังที่ผู้โดยสารขึ้น จนถึงขณะที่ประตูนั้นบานใด ๆ ได้เปิดออกเพื่อให้ผู้โดยสารลง ในกรณีที่มีการลงสู่พื้นดินโดยเหตุบังคับ บทบัญญัติแห่งหมวดนี้ให้คงใช้ต่อไปในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดและการกระทำที่ได้กระทำบนอากาศยาน จนกว่าเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของรัฐจะได้เข้ารับผิดชอบในอากาศยานและในบุคคลและทรัพย์สินบนอากาศยาน

ข้อ ๖

            ๑. เมื่อผู้ควบคุมอากาศยานมีเหตุอันควรจะเชื่อได้ว่าบุคคลใดได้กระทำ หรือใกล้จะได้กระทำความผิดหรือกระทำการ บนอากาศยานดังที่ได้ระบุไว้ในข้อ ๑ วรรค ๑ ผู้ควบคุมอากาศยานอาจตั้งมาตรการอันควรบังคับต่อบุคคลเช่นว่านั้นได้ รวมทั้งการควบคุมตัวซึ่งเป็นการจำเป็นเพื่อ

                    (ก) คุ้มครองความปลอดภัยของอากาศยาน หรือของบุคคล หรือทรัพย์สินในอากาศยาน หรือ

                    (ข) รักษาระเบียบและวินัยอันดีบนอากาศยาน หรือ

                    (ค) ช่วยให้ตนสามารถส่งตัวบุคคลเช่นว่านั้นให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ หรือนำตัวบุคคลนั้นลงตามบทบัญญัติ แห่งหมวดนี้

            ๒. ผู้ควบคุมอากาศยานอาจสั่งหรือให้อำนาจคนประจำอากาศยานอื่น ๆ และอาจขอร้องหรือให้อำนาจ แต่มิให้สั่งผู้โดยสาร ให้ช่วยเหลือในการควบคุมตัวบุคคลใด ๆ ซึ่งตนมีสิทธิควบคุมตัว คนประจำอากาศยานหรือผู้โดยสาร ใด ๆ อาจดำเนินมาตรการในทางป้องกันอันควร โดยไม่ต้องมีการให้อำนาจเช่นว่านั้นก็ได้ เมื่อมีเหตุอันควรจะเชื่อได้ว่า การกระทำเช่นว่านั้นจำเป็นจะต้องกระทำทันทีเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของอากาศยาน หรือของบุคคลหรือ ทรัพย์สินในอากาศยาน

ข้อ ๗

            ๑. มาตรการในการควบคุมตัวที่ตั้งบังคับต่อบุคคลตามข้อ ๖ นั้น มิให้มีต่อไปเมื่อพ้นจุดที่อากาศยานลงสู่พื้นดินจุด
ใด ๆ นอกจากว่า

                    (ก) จุดเช่นว่านั้นอยู่ในอาณาเขตของรัฐที่มิใช่รัฐผู้ทำสัญญา และเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นปฏิเสธที่จะอนุญาต ให้นำบุคคลนั้นลง หรือได้มีการตั้งมาตรการบังคับตามข้อ ๖ วรรค ๑ (ค) เพื่อช่วยให้สามารถส่งตัวบุคคล นั้นให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ

                    (ข) อากาศยานลงสู่พื้นดินโดยเหตุบังคับ และผู้ควบคุมอากาศยานไม่สามารถส่งตัวบุคคลนั้น ให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ หรือ

                    (ค) บุคคลนั้นตกลงให้พาตัวต่อไปได้โดยมีการควบคุมตัว

            ๒. ผู้ควบคุมอากาศยานจะแจ้งโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะกระทำได้ และหากเป็นไปได้,จะแจ้งก่อนลงสู่พื้นดิน ในอาณาเขตของรัฐใด,ๆ พร้อมกับบุคคลซึ่งถูกควบคุมตัวตามบทบัญญัติในข้อ ๖ ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเช่นว่านั้น ทราบข้อเท็จจริงว่ามีบุคคลบนอากาศยานถูกควบคุมตัวอยู่ และเหตุผลของการควบคุมตัวเช่นว่านั้นด้วย

ข้อ ๘

            ๑. เท่าที่เป็นการจำเป็นเพื่อความมุ่งประสงค์ของอนุวรรค (ก) และ (ข) แห่งวรรค ๑ ของข้อ ๖ ผู้ควบคุมอากาศยาน อาจนำตัวบุคคลใด,ๆ ลงในอาณาเขตของรัฐใด,ๆ ซึ่งอากาศยานลงสู่พื้นดินได้ เมื่อมีเหตุอันควรจะเชื่อได้ว่า บุคคลนั้นได้กระทำ หรือใกล้จะได้กระทำการบนอากาศยาน  ดังที่ระบุไว้ในข้อ ๑ วรรค ๑ (ข)

            ๒. ผู้ควบคุมอากาศยานจะรายงานให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ตนนำบุคคลใด ๆ ลงโดยอนุวัตตามข้อนี้ทราบข้อเท็จจริง และเหตุผลของการนำลงเช่นว่านั้น

ข้อ ๙

            ๑. ผู้ควบคุมอากาศยานอาจส่งตัวบุคคลใด ๆ ให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของรัฐผู้ทำสัญญารัฐใด ๆ ที่อากาศยานลง สู่พื้นดิน ในอาณาเขตของรัฐนั้น เมื่อมีเหตุอันควรจะเชื่อได้ว่าบุคคลนั้นได้กระทำการซึ่งตนเห็นว่าเป็นความผิดร้ายแรง ตามกฎหมายอาญาของรัฐที่มีการจดทะเบียนอากาศยาน

            ๒. ผู้ควบคุมอากาศยานจะแจ้งโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะกระทำได้ และหากเป็นไปได้จะแจ้งก่อนลงสู่พื้นดินในอาณาเขต ของรัฐผู้ทำสัญญาพร้อมกับบุคคลบนอากาศยานซึ่งผู้ควบคุมอากาศยานเจตนาจะส่งตัวตามวรรคก่อน ให้เจ้าหน้าที่ ของรัฐเช่นว่านั้นทราบเจตนาที่จะส่งตัวบุคคลเช่นว่านั้น และเหตุผลแห่งการส่งตัวนั้นด้วย

            ๓. ผู้ควบคุมอากาศยานจะจัดหาหลักฐานและข้อสนเทศ ซึ่งตามกฎหมายของรัฐที่มีการจดทะเบียน อากาศยานอยู่ในความครอบครองของตนโดยชอบด้วยกฎหมาย ให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ที่ได้ส่งตัวผู้ต้องสงสัย ว่ากระทำความผิดให้ตามบทบัญญัติของข้อนี้

ข้อ ๑๐

            สำหรับการกระทำใด ๆ ที่ได้ดำเนินการตามอนุสัญญานี้ ผู้ควบคุมอากาศยาน คนประจำอากาศยานอื่นผู้ใด ผู้โดยสาร ใด ๆ เจ้าของหรือผู้ขับขี่อากาศยาน หรือบุคคลซึ่งการบินเที่ยวนั้นได้ปฏิบัติในนามของบุคคลนั้น จะไม่ต้องรับผิดชอบ ในกระบวนพิจารณาใด ๆ เนื่องด้วยผลประติบัติซึ่งบุคคลผู้ถูกดำเนินการนั้นได้รับ

หมวด ๔  การยึดอากาศยาน
โดยมิชอบด้วยกฎหมาย

ข้อ ๑๑

            ๑. เมื่อบุคคลใดได้กระทำการบนอากาศยานโดยมิชอบด้วยกฎหมายด้วยการใช้กำลังบังคับหรือขู่เข็ญ เข้าแทรกสอด ยึด หรือเข้าควบคุมอากาศยานที่กำลังบินอยู่โดยมิชอบ หรือเมื่อใกล้จะได้กระทำการเช่นว่านั้น รัฐผู้ทำสัญญาจะดำเนิน มาตรการอันเหมาะสมทุกประการ,ที่จะส่งคืนการควบคุมอากาศยานให้แก่ผู้ควบคุมที่ชอบด้วยกฎหมายของอากาศยาน หรือที่จะสงวนการควบคุมอากาศยานของผู้ควบคุมอากาศยานไว้ให้

            ๒. ในกรณีที่ระบุไว้ในวรรคก่อน  รัฐผู้ทำสัญญาที่อากาศยานลงสู่พื้นดินในรัฐนั้นจะอนุญาตให้ผู้โดยสาร และคนประจำอากาศยานเดินทางต่อไปโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะกระทำได้ และจะคืนอากาศยานและสินค้าในอากาศยาน ให้แก่บุคคลผู้มีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย

หมวด ๕  อำนาจและหน้าที่รัฐ

ข้อ ๑๒

            รัฐผู้ทำสัญญาจะต้องยอมให้ผู้ควบคุมอากาศยานที่ได้จดทะเบียนไว้ในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งนำบุคคลใด ๆ ลงได้โดยอนุวัตตามข้อ ๘ วรรค ๑

ข้อ ๑๓

            ๑. รัฐผู้ทำสัญญาจะต้องรับตัวบุคคลใด ๆ ซึ่งผู้ควบคุมอากาศยานส่งตัวให้โดยอนุวัตตามข้อ ๙ วรรค ๑

            ๒. เมื่อเป็นที่พอใจว่าพฤติการณ์มีเหตุผลสมควร รัฐผู้ทำสัญญาอาจควบคุมตัวหรือดำเนินมาตรการอื่นใด เพื่อประกันว่าบุคคลใด ๆ ผู้ต้องสงสัยว่ากระทำการดังที่ระบุไว้ในข้อ ๑๑ วรรค ๑ และบุคคลใด ๆ ซึ่งรัฐผู้ทำสัญญา ได้รับตัวไว้นั้นยังปรากฏตัวอยู่ การควบคุมตัวและมาตรการอื่นใดนั้น ให้เป็นไปดังที่บัญญัติไว้ในกฎหมายของรัฐนั้น แต่อาจดำเนินต่อไปได้เป็นเวลาเท่าที่จำเป็นตามสมควรเพื่อสามารถฟ้องคดีอาญาหรือส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้

            ๓. บุคคลใดที่ถูกควบคุมตัวโดยอนุวัตตามวรรคก่อน จะได้รับความช่วยเหลือให้ติดต่อได้ทันที กับผู้แทน ที่เหมาะสมที่ใกล้ที่สุดของรัฐซึ่งบุคคลนั้นเป็นคนชาติ

            ๔. รัฐผู้ทำสัญญาซึ่งได้มีการส่งตัวบุคคลให้โดยอนุวัตตามข้อ ๙ วรรค ๑ หรือซึ่งอากาศยานได้ลงสู่พื้นดิน ในอาณาเขตของรัฐนั้นหลังจากได้กระทำการดังที่ระบุไว้ในข้อ ๑๑ วรรค ๑ จะทำการสอบสวนข้อเท็จจริงเบื้องต้นโดยทันที

            ๕. เมื่อรัฐได้ควบคุมตัวบุคคลใดโดยอนุวัตตามข้อนี้แล้ว ให้รัฐนั้นแจ้งให้รัฐที่มีการจดทะเบียนอากาศยาน และให้รัฐเจ้าของสัญชาติของบุคคลที่ต้องขังทราบทันที และหากพิจารณาเห็นเป็นการสมควร ก็ให้แจ้งข้อเท็จจริง ที่บุคคลเช่นว่านั้นถูกควบคุมตัว และพฤติการณ์อันมีเหตุผลสมควรให้มีการควบคุมตัวบุคคลนั้นให้รัฐอื่นใด ที่มีส่วนได้เสียทราบด้วย รัฐซึ่งทำการสอบสวนเบื้องต้นดังที่ระบุไว้ในวรรค ๔ ของข้อนี้ จะต้องรายงานผลการสอบสวน ให้รัฐที่กล่าวนั้น ๆ ทราบโดยพลัน  และจะต้องบอกด้วยว่าตนเจตนาที่จะใช้อำนาจศาลหรือไม่

ข้อ ๑๔

            ๑. เมื่อบุคคลใดได้ถูกนำตัวลงตามข้อ ๘ วรรค ๑ หรือถูกส่งตัวตามข้อ ๙ วรรค ๑ หรือได้ลงหลังจากได้กระทำ การดังที่ระบุไว้ในข้อ ๑๑ วรรค ๑ และเมื่อบุคคลเช่นว่านั้นไม่อาจหรือไม่ปรารถนาจะเดินทางต่อไป และรัฐที่อากาศยาน ลงสู่พื้นดินปฏิเสธที่จะยอมรับตัวบุคคลนั้นไว้ รัฐนั้นอาจส่งตัวบุคคลนั้นคืนไปยังอาณาเขตของรัฐที่บุคคลนั้นเป็นคนชาติ หรือเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ถาวร หรือยังอาณาเขตของรัฐที่บุคคลนั้นเริ่มออกเดินทางโดยทางอากาศก็ได้ หากบุคคลผู้นั้น มิใช่คนชาติหรือผู้มีถิ่นที่อยู่ถาวรของรัฐนั้น

            ๒. การนำตัวผู้โดยสารลง การส่งตัว การควบคุมตัว หรือมาตรการอื่นใดดังที่ระบุไว้ในข้อ ๑๓ วรรค ๒ ก็ดี หรือการคืนตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องก็ดี มิให้ถือว่าเป็นการยอมรับตัวไว้ในอาณาเขตของรัฐผู้ทำสัญญาที่เกี่ยวข้อง เพื่อความมุ่งประสงค์ของกฎหมายของรัฐนั้นเกี่ยวกับการเข้ามาและการยอมรับบุคคลให้เข้ามา และอนุสัญญานี้จะไม่เป็นอัน กระทบกระเทือนต่อกฎหมายของรัฐผู้ทำสัญญาเกี่ยวกับการขับบุคคลออกจากอาณาเขตของตนแต่ประการใด

ข้อ ๑๕

            ๑. โดยมิให้เป็นผลเสียหายต่อข้อ ๑๔ บุคคลใดผู้ถูกนำตัวลงตามข้อ ๘ วรรค ๑ หรือถูกส่งตัวตามข้อ ๙ วรรค ๑ หรือได้ลงหลังจากได้กระทำการดังที่ระบุไว้ในข้อ ๑๑ วรรค ๑ และซึ่งปรารถนาจะเดินทางต่อไป ย่อมมีเสรีภาพที่จะเดินทาง ไปยังจุดหมายใด ๆ ตามแต่จะเลือกโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะกระทำได้ นอกจากว่า กฎหมายของรัฐที่อากาศยานลงสู่พื้นดิน จะต้องการให้บุคคลนั้นปรากฏตัวอยู่เพื่อความมุ่งประสงค์ในการส่งผู้ร้ายข้ามแดน หรือการดำเนินคดีอาญา

            ๒. โดยมิให้เป็นผลเสียหายต่อกฎหมายของตนในเรื่องการเข้ามาและการยอมรับบุคคลให้เข้ามาและการส่งผู้ร้าย ข้ามแดน  และการขับออกจากอาณาเขต รัฐผู้ทำสัญญาซึ่งบุคคลหนึ่งบุคคลใดได้ถูกนำตัวลงตามข้อ ๘ วรรค ๑ หรือได้ถูกส่งตัวตามข้อ ๙ วรรค ๑ หรือได้ลงและต้องสงสัยว่าได้กระทำการดังที่ระบุไว้ในข้อ ๑๑ วรรค ๑ ในอาณาเขตของรัฐ ผู้ทำสัญญา รัฐนั้นจะให้ผลประติบัติแก่บุคคลเช่นว่านั้นเพื่อให้ความคุ้มครองและความปลอดภัย เป็นการอนุเคราะห์ ไม่น้อยกว่าที่ได้ให้แก่คนชาติของรัฐผู้ทำสัญญาเช่นว่านั้นในพฤติการณ์อย่างเดียวกัน

หมวด ๖  บทบัญญัติอื่น ๆ

ข้อ ๑๖

            ๑. เพื่อความมุ่งประสงค์ในการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ความผิดที่ได้กระทำบนอากาศยาน ซึ่งได้จดทะเบียนไว้ ในรัฐผู้ทำสัญญา จะได้รับผลประติบัติเสมือนหนึ่งว่าความผิดนั้นได้กระทำลงมิเฉพาะในสถานที่ ที่เกิดการกระทำผิดนั้นเท่านั้น แต่ได้กระทำลงในอาณาเขตของรัฐที่มีการจดทะเบียนอากาศยานนั้นด้วย

            ๒. โดยมิให้เป็นผลเสียหายต่อบทบัญญัติของวรรคก่อน ความในอนุสัญญานี้มิให้ถือว่าก่อให้เกิดข้อผูกพัน ที่จะอนุญาตให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนแต่ประการใด

ข้อ ๑๗

            ในการดำเนินมาตรการเพื่อการสอบสวนหรือจับกุม หรืออีกประการหนึ่งในการใช้อำนาจศาลเกี่ยวกับความผิด ที่ได้กระทำบนอากาศยานนั้น รัฐผู้ทำสัญญาจะคำนึงถึงความปลอดภัยและผลประโยชน์อื่น ๆ ของการเดินอากาศ และจะกระทำการในทางที่จะหลีกเลี่ยงการล่าช้าโดยไม่จำเป็นของอากาศยาน ผู้โดยสาร คนประจำอากาศยาน หรือสินค้า

ข้อ ๑๘

            หากรัฐผู้ทำสัญญาได้สถาปนาองค์การปฏิบัติการขนส่งทางอากาศร่วม หรือทบวงการปฏิบัติการระหว่างประเทศ ซึ่งใช้อากาศยานที่ไม่ได้จดทะเบียนในรัฐหนึ่งรัฐใด รัฐเหล่านั้นจะแต่งตั้งรัฐในระหว่างรัฐนั้น ๆ ขึ้นตามพฤติการณ์แห่งกรณี ซึ่งเพื่อความมุ่งประสงค์แห่งอนุสัญญานี้ ให้ถือว่าเป็นรัฐที่มีการจดทะเบียน และจะแจ้งเรื่องให้องค์การการบินพลเรือน ระหว่างประเทศทราบ ซึ่งองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศจะติดต่อเรื่องการแจ้งนี้ให้รัฐภาคีทั้งปวง แห่งอนุสัญญานี้ทราบต่อไป

หมวด ๗  ข้อบทสุดท้าย

ข้อ ๑๙

            จนถึงวันที่ที่อนุสัญญานี้มีผลใช้บังคับตามบทบัญญัติแห่งข้อ ๒๑ อนุสัญญานี้ให้คงเปิดให้มีการลงนาม ในนามของรัฐใด ๆ ซึ่งในวันนั้นได้เป็นสมาชิกแห่งสหประชาชาติ หรือทบวงการชำนัญพิเศษใด ๆ

ข้อ ๒๐

            ๑. อนุสัญญานี้ให้อยู่ในบังคับแห่งการสัตยาบันโดยรัฐผู้ลงนามตามวิธีดำเนินการตามรัฐธรรมนูญของรัฐนั้น ๆ

            ๒. สัตยาบันสารจะต้องมอบไว้ยังองค์การบินพลเรือนระหว่างประเทศ

ข้อ ๒๑

            ๑. ทันใดที่รัฐ ผู้ลงนามจำนวนสิบสองรัฐได้มอบสัตยาบันสารแห่งอนุสัญญานี้แล้ว อนุสัญญาจะมีผลใช้บังคับ ระหว่างรัฐนั้น ๆ ด้วยกันในวันที่เก้าสิบหลังจากวันมอบสัตยาบันสารฉบับที่สิบสองแล้ว อนุสัญญาจะมีผลใช้บังคับ สำหรับรัฐแต่ละรัฐที่ได้ให้สัตยาบันในภายหลังในวันที่เก้าสิบ หลังจากการมอบสัตยาบันสารของรัฐนั้น

            ๒. ทันใดที่อนุสัญญานี้มีผลใช้บังคับ องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศจะได้ลงทะเบียนอนุสัญญานี้ ไว้กับเลขาธิการแห่งสหประชาชาติ

ข้อ ๒๒

            ๑. ภายหลังที่อนุสัญญานี้มีผลใช้บังคับแล้ว ก็จะได้เปิดให้มีการภาคยานุวัติโดยรัฐสมาชิกแห่งสหประชาชาติ หรือทบวงการชำนัญพิเศษใด ๆ ต่อไป

            ๒. การภาคยานุวัติของรัฐหนึ่งรัฐใด ให้ทำได้โดยการ มอบภาคยานุวัติสารไว้ยังองค์การการบินพลเรือน ระหว่างประเทศ  และจะมีผลในวันที่เก้าสิบภายหลังวันมอบเช่นว่านั้น

ข้อ ๒๓

            ๑. รัฐผู้ทำสัญญาใด ๆ อาจบอกเลิกอนุสัญญานี้ได้ โดยการแจ้งความไปยังองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ

            ๒. การบอกเลิกจะมีผลเมื่อครบหกเดือน,หลังจาก,วันที่องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศได้รับแจ้ง การบอกเลิกแล้ว

ข้อ ๒๔

            ๑. ข้อพิพาทใด ๆ ระหว่างรัฐผู้ทำสัญญาสองรัฐหรือกว่านั้น เกี่ยวกับการตีความหรือการใช้อนุสัญญานี้ ซึ่งไม่อาจระงับได้โดยการเจรจา เมื่อรัฐหนึ่งรัฐใดขอร้อง ก็ให้เสนอให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด หากภายในหกเดือน นับแต่วันที่ได้ขอร้องให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด ภาคีไม่สามารถตกลงกันได้ในเรื่องการจัดตั้งอนุญาโตตุลาการ ภาคีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอาจเสนอข้อพิพาทนั้นต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ โดยการขอร้องตามธรรมนูญของศาล

            ๒. ในขณะที่มีการลงนามหรือการสัตยาบันอนุสัญญานี้หรือการภาคยานุวัติอนุสัญญานี้ แต่ละรัฐอาจประกาศว่า ตนไม่ถือว่าผูกพันตามความในวรรคก่อนก็ได้ รัฐผู้ทำสัญญาอื่น ๆ ก็จักไม่ผูกพันตามวรรคก่อนในส่วนที่เกี่ยวกับ รัฐผู้ทำสัญญาใด ๆ ซึ่งได้ทำข้อสงวนเช่นว่านั้นไว้

            ๓. รัฐผู้ทำสัญญาใดที่ได้ทำข้อสงวนตามวรรคก่อน อาจถอนข้อสงวนนี้เวลาใดก็ได้โดยการแจ้งความไปยัง องค์การการบินพลเรือน ระหว่างประเทศ

ข้อ ๒๕

            เว้นแต่ที่ได้บัญญัติไว้ในข้อ ๒๔ มิให้ทำข้อสงวนใด ๆ ในอนุสัญญานี้

ข้อ ๒๖

            องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศจะบอกกล่าวรัฐสมาชิกทั้งปวงแห่งสหประชาชาติหรือ ทบวงการชำนัญพิเศษใด ๆ ทราบ

            (ก) ถึงการลงนามอนุสัญญานี้ และวันที่ที่ลงนาม

            (ข) ถึงการมอบสัตยาบันสาร หรือภาคยานุวัติสาร และวันที่มอบ

            (ค) ถึงวันที่อนุสัญญานี้มีผลใช้บังคับตามข้อ ๒๑ วรรค ๑

            (ง) ถึงการรับแจ้งการบอกเลิก และวันที่รับแจ้ง และ

            (จ) ถึงการรับประกาศ หรือแจ้งความที่ได้ทำตามข้อ ๒๔ และวันที่รับประกาศหรือแจ้งความนั้น

            เพื่อเป็นพยานแก่การนี้ ผู้มีอำนาจเต็มผู้ลงนามข้างท้ายนี้ ซึ่งได้รับมอบอำนาจโดยถูกต้อง ได้ลงนามอนุสัญญานี้
ทำ ณ กรุงโตเกียว เมื่อวันที่สิบสี่กันยายนคริสตศักราชหนึ่งพันเก้าร้อยหกสิบสาม จัดทำเป็นตัวบทใช้เป็นหลักฐาน รวมสามฉบับ เป็นภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส และภาษาสเปน อนุสัญญานี้ให้มอบไว้ยังองค์การการบินพลเรือน ระหว่างประเทศ ซึ่งตามข้อ ๑๙ จะคงเปิดให้มีการลงนามกับองค์การได้ และองค์การเช่นว่านั้นจะได้ส่งสำเนาที่ได้รับรองแล้ว ของอนุสัญญาไปยังรัฐสมาชิกทั้งปวงแห่งสหประชาชาติ หรือทบวงการชำนัญพิเศษใด ๆ ต่อไป



๑ ราชกิจจานุเบกษา ล.๙๐ ต.๑๘๐ ฉ.พิเศษ, ๓๑ ธ.ค. ๒๕๑๖, น.๑๖๒; อนุสัญญาฉบับนี้มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ และ ณ วันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๔ มีภาคีทั้งหมด ๑๗๑ รัฐ ประเทศไทยได้มอบสัตยาบันสารเมื่อวันที่ ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ ดังนั้น ตามข้อ ๒๒ วรรค ๒ อนุสัญญาฉบับนี้มีผลใช้บังคับสำหรับประเทศไทยเมื่อวันที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๕ อนึ่ง ในการจัดพิมพ์ ได้คงย่อหน้าและเลขข้อของคำแปลภาษาไทยไว้ตามราชกิจจานุเบกษา ซึ่งมีความแตกต่างจากต้นฉบับภาษาอังกฤษพอสมควร Back

คงไว้ตามรูปเดิม คำที่น่าจะเป็น คือ "องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ Back

Home สารบาญ Chapter 2 English Version