Home สารบาญ Chapter 1 English Version อนุสัญญา
ว่าด้วยการบินพลเรือนระหว่างประเทศ๑คำปรารภ
โดยที่วิวัฒนาการของการบินพลเรือนระหว่างประเทศในอนาคตสามารถก่อให้เกิดและ รักษาไว้ซึ่งมิตรภาพและความเข้าใจต่อกัน ในระหว่างชาติและพลเมืองของโลก แต่อย่างไรก็ดี การฝ่าใช้การบินพลเรือนก็จะกลายเป็นภัยต่อความมั่นคงทั่ว ๆ ไป และ
โดยที่เป็นที่ปรารถนากันในอันที่จะหลีกเลี่ยงการกระทบกระเทือนกันและจะส่งเสริม การร่วมมือระหว่างชาติและพลเมืองซึ่งสันติภาพของโลกจะมีได้ก็ด้วยการร่วมมือเช่นนั้น
ฉะนั้น บรรดารัฐบาลที่ลงนามไว้ข้างท้ายนี้ได้ตกลงในหลักการและข้อตกลงบางประการ เพื่อให้การบินพลเรือนระหว่างประเทศได้วัฒนาการไปในทางที่ปลอดภัยและมีระเบียบและเพื่อให้ บริการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศได้จัดตั้งขึ้นโดยได้รับโอกาสอย่างเสมอภาคเป็นมูลฐาน และให้ดำเนินการไปในทางที่มั่นคงและถูกต้องตามหลักเศรษฐกิจ
จึงได้กระทำอนุสัญญานี้ขึ้นเพื่อให้ได้ผลดังกล่าว
ภาค ๑ - การเดินอากาศ
หมวด ๑
หลักการทั่วไป และการใช้อนุสัญญานี้
ข้อ ๑
อธิปไตยบรรดารัฐผู้ทำสัญญายอมรับนับถือว่าทุกรัฐมีอธิปไตยโดยเฉพาะและสมบูรณ์ เหนืออวกาศ๒ บนอาณาเขตของตน
ข้อ ๒
อาณาเขตเพื่อความมุ่งประสงค์แห่งอนุสัญญานี้ อาณาเขตของรัฐหนึ่งให้หมายความว่า พื้นที่ดินและทะเลในอาณาเขตที่ติดต่อกับพื้นที่ดินนั้น ซึ่งอยู่ภายใต้อธิปไตย อธิราชย์ อารักขา หรืออาณัติของรัฐนั้น
ข้อ ๓
อากาศยานพลเรือนและอากาศยานราชการ(ก) อนุสัญญานี้ให้ใช้บังคับแก่อากาศยานพลเรือนเท่านั้น มิให้ใช้บังคับแก่อากาศยานราชการ
(ข) อากาศยานที่ใช้ในบริการฝ่ายทหาร ศุลกากร และตำรวจ ให้ถือว่าเป็นอากาศยานราชการ
(ค) อากาศยานราชการของรัฐผู้ทำสัญญารัฐใดจะบินเหนืออาณาเขตของอีกรัฐหนึ่ง หรือลงบนอาณาเขตนั้นมิได้ นอกจากจะได้รับอนุญาตโดยความตกลงพิเศษหรือโดยวิธีอื่น และจะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดในความตกลงหรือวิธีเช่นว่านั้น
(ง) บรรดารัฐผู้ทำสัญญารับรองว่า ในการออกข้อบังคับสำหรับอากาศยานราชการของตน ตนจะคำนึงถึงความปลอดภัยของการเดินอากาศของอากาศยานพลเรือน๓
ข้อ ๓ ทวิ๔
(ก) บรรดารัฐผู้ทำสัญญายอมรับนับถือว่าทุกรัฐต้องละเว้นจากการใช้อาวุธต่ออากาศยาน พลเรือนในขณะทำการบิน และในกรณีที่มีการสกัดกั้น อากาศยานและชีวิตของบุคคลบนอากาศยาน และความปลอดภัยของอากาศยานจะต้องไม่ตกอยู่ในภยันตรายบทบัญญัตินี้มิให้ตีความไปในทางแก้ไข เปลี่ยนแปลงสิทธิและข้อผูกพันของรัฐต่าง ๆ ตามที่ปรากฏในกฎบัตรแห่งสหประชาชาติ
(ข) บรรดารัฐผู้ทำสัญญายอมรับนับถือว่าในการใช้อธิปไตยของตนนั้น ทุกรัฐมีสิทธิที่จะกำหนด ให้อากาศยานพลเรือนทำการบินลง ณ สนามบินที่กำหนดได้ ถ้าอากาศยานพลเรือนนั้นทำการบินอยู่ เหนืออาณาเขตของตนโดยมิได้รับอนุญาต หรือหากมีเหตุผลอันสมควรที่ชี้ให้เห็นว่า ได้มีการใช้ อากาศยานพลเรือนนั้นเพื่อความมุ่งประสงค์ใด ๆ ที่ขัดกับจุดประสงค์ของอนุสัญญานี้ ทุกรัฐสามารถสั่งอากาศยานนั้นให้ปฏิบัติตามคำสั่งอื่นใดได้อีกด้วยเพื่อยุติการฝ่าฝืนเช่นว่านั้น ด้วยความมุ่งประสงค์นี้ รัฐผู้ทำสัญญาจะต้องใช้วิธีการที่เหมาะสมซึ่งสอดคล้องกับกฎหมาย ระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องแห่งอนุสัญญานี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งวรรค (ก) แห่งข้อนี้ รัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐตกลงที่จะจัดพิมพ์ระเบียบของตนที่ใช้บังคับเกี่ยวกับการสกัดกั้น อากาศยานพลเรือน
(ค) อากาศยานพลเรือนทุกลำจะต้องปฏิบัติตามคำสั่งตามวรรค (ข) แห่งข้อนี้ด้วยเหตุนี้ รัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐจะต้องตราบทบัญญัติที่จำเป็นขึ้นไว้ในกฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับของตน เพื่อบังคับให้อากาศยานพลเรือนที่จดทะเบียนในรัฐของตนหรือที่ทำการบินโดยผู้ประกอบการซึ่งมีถิ่นที่ ในทางธุรกิจสำคัญหรือมีถิ่นที่อยู่ถาวรในรัฐของตนถือปฏิบัติรัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐจะต้องถือว่าการฝ่าฝืน กฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับเช่นว่านั้นมีโทษสถานหนักและจะต้องยื่นเรื่องราวเสนอต่อเจ้าหน้าที่ ผู้มีอำนาจตามกฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับของตน
(ง) รัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐจะต้องกำหนดมาตรการที่เหมาะสมเพื่อห้ามการจงใจใช้อากาศยาน พลเรือนที่จด ทะเบียนในรัฐของตน หรือที่ทำการบินโดยผู้ประกอบการซึ่งมีถิ่นที่ในทางธุรกิจ สำคัญหรือมีถิ่นที่อยู่ถาวรในรัฐของตน เพื่อความมุ่งประสงค์ใด ๆ อันไม่สอดคล้องกับเจตนารมย์ แห่งอนุสัญญานี้ บทบัญญัตินี้จะไม่กระทบกระเทือนวรรค (ก) หรือทำให้วรรค (ข) และ (ค) แห่งข้อนี้ลดความสำคัญลง
ข้อ ๔
การเขวใช้การบินพลเรือนรัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐตกลงว่าจะไม่ใช้การบินพลเรือนเพื่อความมุ่งประสงค์ใด ๆ ที่ขัดกับจุดประสงค์ของอนุสัญญานี้
หมวด ๒
การบินเหนืออาณาเขตของรัฐผู้ทำสัญญาข้อ ๕
สิทธิของการบินที่ไม่มีกำหนดรัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐตกลงว่า บรรดาอากาศยานของรัฐผู้ทำสัญญาอื่น ๆ ซึ่งมิได้ดำเนินบริการ เดินอากาศระหว่างประเทศประจำมีกำหนด ย่อมมีสิทธิที่จะทำการบินเข้ามาในอาณาเขตของตน หรือบินผ่านอาณาเขตของตนโดยไม่แวะลง และแวะลงมิใช่เพื่อการค้าได้โดยไม่จำเป็นต้องขอรับอนุญาต ล่วงหน้า แต่จะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดแห่งอนุสัญญานี้ และรัฐที่อากาศยานนั้นทำการบินอยู่เหนือ มีสิทธิที่จะสั่งให้แวะลงได้แม้กระนั้นก็ดี รัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐสงวนไว้ซึ่งสิทธิที่จะสั่งอากาศยาน ซึ่งปรารถนาจะบินไปเหนือภูมิภาคที่ไม่มีทางเข้าไปถึงหรือที่ไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกในการเดินอากาศ เพียงพอให้ทำการบินตามเส้นทางบินที่กำหนดไว้ หรือให้ขอรับอนุญาตพิเศษสำหรับการบินเช่นว่านั้น ทั้งนี้เพราะด้วยเหตุผลเกี่ยวกับความปลอดภัยของการบิน ถ้าอากาศยานเช่นว่านั้นทำการรับขน คนโดยสาร สินค้า หรือไปรษณีย์ภัณฑ์๕ โดยได้รับสินจ้างหรือค่าเช่าแตกต่างกับบริการเดินอากาศ ระหว่างประเทศประจำมีกำหนดภายใต้บทบัญญัติข้อ ๗ อากาศยานนั้นย่อมมีเอกสิทธิที่จะขนถ่าย คนโดยสาร สินค้า หรือไปรษณีย์ภัณฑ์ขึ้นหรือลงได้ด้วย แต่เมื่อมีการขนถ่ายขึ้นลงเช่นว่านั้น รัฐมีสิทธิที่จะวางข้อบังคับ เงื่อนไข หรือข้อจำกัดในการนี้ได้ตามที่พิจารณาว่าจำเป็น
ข้อ ๖
บริการเดินอากาศประจำมีกำหนดบริการเดินอากาศระหว่างประเทศประจำมีกำหนดจะดำเนินการบินเหนือหรือเข้าไปในอาณาเขต ของรัฐผู้ทำสัญญามิได้ นอกจากจะได้รับอนุญาตพิเศษหรืออนุญาตอย่างอื่นจากรัฐนั้น และจะต้อง ปฏิบัติตามข้อกำหนดในใบอนุญาตเช่นว่านั้น๖
ข้อ ๗
กาโบตาจรัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐย่อมมีสิทธิที่จะบอกปฏิเสธการอนุญาตให้อากาศยานของ รัฐผู้ทำสัญญาอื่น ๆ รับคนโดยสาร ไปรษณีย์ภัณฑ์ และสินค้าที่รับขนขึ้นภายในอาณาเขตของตน เพื่อสินจ้างหรือค่าเช่า ซึ่งคนและของเหล่านั้นมีปลายทางไปยังอีกจุดหนึ่งภายในอาณาเขตนั้น
รัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐรับรองว่าจะไม่ทำข้อตกลงใด ๆ ซึ่งให้เอกสิทธิเช่นว่านั้นโดยชัดแจ้งแก่รัฐอื่นใด หรือแก่สายการบินของรัฐอื่นใดโดยเฉพาะและรับรองว่าจะไม่ขอรับเอกสิทธิพิเศษเฉพาะเช่นว่านั้น จากรัฐอื่นใด๗
ข้อ ๘
อากาศยานไม่มีนักบินอากาศยานที่สามารถบินได้โดยไม่มีนักบินจะทำการบินเหนืออาณาเขตของรัฐผู้ทำสัญญา โดยไม่มีนักบินไม่ได้ นอกจากจะได้รับอนุญาตพิเศษจากรัฐนั้นและได้ปฏิบัติตามข้อกำหนด ในใบอนุญาตเช่นว่านั้น รัฐทำสัญญาแต่ละรัฐรับรองว่าในภูมิภาคที่เปิดให้อากาศยานพลเรือน ทำการบินได้ ตนจะได้จัดการควบคุมการบินของอากาศยานที่ไม่มีนักบินเช่นว่านั้นมิให้เป็น อันตรายแก่อากาศยานพลเรือน
ข้อ ๙
เขตหวงห้าม(ก) รัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐอาจกำกัดหรือห้ามโดยสม่ำเสมอกันมิให้อากาศยานของรัฐอื่น บินเหนือเขตบางแห่งในอาณาเขตของตน พราะเหตุที่มีความจำเป็นทางการทหารหรือทาง ความปลอดภัยสาธารณะ แต่ทั้งนี้จะต้องไม่จำแนกปฏิบัติผิดแผกกันระหว่างอากาศยาน ของรัฐที่เป็นเจ้าของอาณาเขตซึ่งดำเนินสายการบินระหว่างประเทศประจำมีกำหนดกับอากาศยาน ของรัฐผู้ทำสัญญาอื่น ๆ ซึ่งดำเนินสายการบินเช่นเดียวกันขอบเขตและการกำหนดบริเวณของ เขตหวงห้ามเช่นว่านั้น จะต้องชอบด้วยเหตุผลโดยมิให้รบกวนการเดินอากาศโดยไม่จำเป็น รัฐผู้ทำสัญญาจะต้องทำการติดต่อแจ้งคำพรรณาเกี่ยวกับบรรดาเขตหวงห้ามเช่นว่านั้นภายในอาณาเขต ของตนไปยังรัฐผู้ทำสัญญาอื่น ๆ และไปยังองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่จะมีขึ้นภายหลัง
(ข) รัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐสงวนสิทธิที่จะกำกัดหรือห้ามการบินเหนืออาณาเขตทั้งหมด หรือแต่ส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นการชั่วคราวได้ด้วย ในเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษผิดปกติ หรือในระหว่าง เวลาฉุกเฉิน หรือเพื่อประโยชน์ความปลอดภัยสาธารณะ การกำกัดและการห้ามเช่นนี้ให้มีผลบังคับได้ ทันที โดยมีเงื่อนไขว่าจะไม่จำแนกสัญชาติอากาศยานของรัฐอื่น ๆ ทั้งหมด
(ค) รัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐอาจสั่งให้อากาศยานลำหนึ่งลำใดที่ผ่านเข้าไปในเขตที่ดำริไว้ในวรรค (ก) หรือ (ข) ข้างต้นลงสู่ท่าอากาศยานที่กำหนดไว้ภายในอาณาเขตของตนโดยเร็วที่สุด เท่าที่ สามารถทำได้หลังจากการผ่านเช่นว่านั้น แต่ทั้งนี้จะต้องเป็นไปตามข้อบังคับซึ่งรัฐนั้นได้วางไว้
ข้อ ๑๐
การลง ณ ท่าอากาศยานศุลกากรนอกจากในกรณีที่อากาศยานได้รับอนุญาตให้บินผ่านอาณาเขตของรัฐผู้ทำสัญญาโดยไม่แวะลง ตามข้อกำหนดแห่งอนุสัญญานี้ หรือแห่งการอนุญาตพิเศษ อากาศยานทุกลำซึ่งเข้าไปในอาณาเขตของ รัฐผู้ทำสัญญาจะต้องลง ณ ท่าอากาศยานที่รัฐนั้นกำหนดเพื่อความมุ่งประสงค์ทางศุลกากรหรือ การตรวจอย่างอื่น ถ้าข้อบังคับของรัฐที่ว่ามีไว้เช่นนั้น
ในการออกจากอาณาเขตของรัฐผู้ทำสัญญาอากาศยานเช่นว่านั้นจะต้องออกจากท่าอากาศยาน ศุลกากรที่กำหนดไว้เช่นเดียวกัน ให้รัฐที่กำหนดท่าอากาศยานศุลกากร โฆษณารายการทั้งหมด ของท่าอากาศยานเหล่านี้ และส่งไปยังองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศซึ่งจัดตั้งขึ้นตามภาค ๒ แห่งอนุสัญญานี้ เพื่อติดต่อแจ้งไปยังรัฐผู้ทำสัญญาอื่น ๆ ทั้งหมด
ข้อ ๑๑
การใช้ข้อบังคับทางอากาศภายใต้บทบัญญัติแห่งอนุสัญญานี้ กฎหมายและข้อบังคับของรัฐผู้ทำสัญญาเกี่ยวกับอากาศยานที่ ดำเนินการ เดินอากาศระหว่างประเทศจะเข้ามาในหรือออกไปจากอาณาเขตของตน หรือเกี่ยวกับ การดำเนินการและการเดินอากาศของอากาศยานนั้น ขณะอยู่ภายในอาณาเขตของตนให้ใช้บังคับ แก่อากาศยานของบรรดารัฐผู้ทำสัญญาโดยไม่จำแนกสัญชาติ และอากาศยานนั้นจะต้องปฏิบัติตาม ในเมื่อเข้ามาใน หรือออกไปจาก หรือขณะอยู่ภายในอาณาเขตของรัฐนั้น
ข้อ ๑๒
กฎจราจรทางอากาศรัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐรับรองว่าจะเลือกใช้กระบวนการต่าง ๆ เพื่อประกันว่าอากาศยานทุกลำ ที่บินเหนือหรือเคลื่อนที่อยู่ภายในอาณาเขตของตนและอากาศยานทุกลำที่มีเครื่องหมายสัญชาติของตน ไม่ว่าจะอยู่ ณ ที่ใด จะปฏิบัติตามกฎและข้อบังคับเกี่ยวกับการบินและการเคลื่อนที่ของอากาศยาน ซึ่งยังคงใช้อยู่ ณ ที่นั้น
รัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐรับรองที่จะรักษาข้อบังคับของตนเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ ให้เป็นอย่างเดียว กับข้อบังคับที่จัดให้มีขึ้นเป็นครั้งคราวตามอนุสัญญานี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะได้ สำหรับการบินเหนือ ทะเลหลวงให้ถือกฎซึ่งจะได้จัดให้มีขึ้นตามอนุสัญญานี้ใช้บังคับ
รัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐรับรองว่าจะจัดประกันให้มีการฟ้องร้องลงโทษบรรดาบุคคล ที่ฝ่าฝืนข้อบังคับที่ใช้อยู่
ข้อ ๑๓
ข้อบังคับการเข้าและการตรวจปล่อยกฎหมายและข้อบังคับของรัฐผู้ทำสัญญาเกี่ยวกับคนโดยสาร ผู้ประจำการในอากาศยานหรือ ของบรรทุกของอากาศยาน จะเข้ามาในหรือออกไปจากอาณาเขตของตน เช่นข้อบังคับเกี่ยวกับการเข้า การตรวจปล่อย การอพยพเข้าเมือง หนังสือเดินทาง การศุลกากรและด่านกักตรวจโรค ให้เป็นอัน ใช้บังคับ แก่คนโดยสาร ผู้ประจำการในอากาศยาน หรือของบรรทุกเช่นว่า หรือแก่ผู้ทำการแทนบุคคล และของดังกล่าว ในเมื่อเข้ามาในหรือออกไปจาก หรือขณะอยู่ภายในอาณาเขตของรัฐนั้น
ข้อ ๑๔
การป้องกันการแพร่ของโรครัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐตกลงที่จะดำเนินกระบวนการต่าง ๆ ให้ประสิทธิผล เพื่อที่จะป้องกัน การแพร่ของโรคต่าง ๆ โดยการเดินอากาศ คือ อหิวาตกโรค ไตฟัส (ระบาด) ไข้ทรพิษ ไข้เหลือง กาฬโรค และบรรดาโรคติดต่ออื่น ๆ ที่รัฐผู้ทำสัญญาจะพิจารณากำหนดเป็นคราว ๆ และเพื่อการนี้ รัฐผู้ทำสัญญาจะทำการปรึกษากันโดยใกล้ชิดกับตัวแทนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้อบังคับระหว่างประเทศ ว่าด้วยกระบวนการสุขาภิบาลที่ใช้กับอากาศยาน การปรึกษาเช่นว่านั้นจะต้องไม่เป็นการเสียหายต่อการ ใช้อนุสัญญาระหว่างประเทศใด ๆ ที่มีอยู่ในเรื่องนี้ ซึ่งรัฐผู้ทำสัญญาต่าง ๆ อาจเป็นภาคีอยู่
ข้อ ๑๕
ค่าภาระสำหรับท่าอากาศยานและค่าภาระที่คล้ายกันภายใต้บทบัญญัติแห่งข้อ ๖๘ ท่าอากาศยานทุกแห่งในรัฐผู้ทำสัญญาซึ่งเปิดให้อากาศยานแห่งชาติ ของตน ใช้เป็นสาธารณะจะต้องเปิดให้อากาศยานของรัฐผู้ทำสัญญาอื่น ๆ ทั้งหมดใช้เช่นเดียวกัน ภายใต้เงื่อนไขอย่างเดียวกัน
การใช้เครื่องอำนวยความสะดวกในการเดินอากาศรวมทั้งบริการวิทยุและอุตุนิยมวิทยา ซึ่งอาจจัดให้มีขึ้นใช้เป็นสาธารณะเพื่อความปลอดภัยและทันท่วงทีของการเดินอากาศโดยอากาศยาน ของรัฐผู้ทำสัญญาทุกรัฐจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขอย่างเดียวเหมือนกัน
ค่าภาระใด ๆ ที่รัฐผู้ทำสัญญาอาจเรียกเก็บหรืออนุญาตให้เรียกเก็บจากอากาศยานของ รัฐผู้ทำสัญญาอื่นใด สำหรับการใช้ท่าอากาศยานและเครื่องอำนวยความสะดวกในการเดินอากาศ เช่นว่านั้น
(ก) สำหรับอากาศยานที่มิได้ทำการบินในบริการเดินอากาศระหว่างประเทศประจำมีกำหนด จะต้องไม่สูงกว่าค่าภาระที่อากาศยานแห่งชาติของตนจะต้องเสีย ซึ่งอากาศยานนั้นเป็นชั้นเดียวกัน และทำการบินเช่นเดียวกัน
(ข) สำหรับอากาศยานที่ทำการบินในบริการเดินอากาศระหว่างประเทศประจำมีกำหนด จะต้องไม่สูงกว่าค่าภาระที่อากาศยานแห่งชาติของตนจะต้องเสีย ซึ่งอากาศยานนั้นทำการบินใน บริการเดินอากาศระหว่างประเทศเช่นเดียวกัน
ค่าภาระเช่นว่านั้นทั้งหมดจะต้องโฆษณาและติดต่อไปยังองค์การการบินพลเรือนระหว่าง ประเทศ แต่ถ้ารัฐผู้ทำสัญญาที่มีส่วนได้ส่วนเสียร้องขึ้นคณะมนตรีจะได้ตรวจสอบบรรดาค่าภาระ ที่เรียกเก็บ สำหรับการใช้ท่าอากาศยานและเครื่องอำนวยความสะดวกอื่น ๆ กับจะรายงานและทำ คำแนะนำ ในเรื่องนี้ให้รัฐที่เกี่ยวข้องพิจารณา
รัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งรัฐใดจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าภาระอื่น สำหรับสิทธิของ อากาศยานใด ๆ แห่งรัฐผู้ทำสัญญา หรือบุคคล หรือทรัพย์สินในอากาศยานนั้น ในการบินผ่านหรือ การเข้ามาในหรือออกไปจากอาณาเขตของตนแต่อย่างเดียวไม่ได้๘
ข้อ ๑๖
การตรวจค้นอากาศยาน
เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของรัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐมีสิทธิที่จะตรวจค้นอากาศยานของ รัฐผู้ทำสัญญาอื่น ๆ ในขณะที่ลงหรือออกเดินทาง โดยไม่ให้เกิดการล่าช้าอันไม่ชอบด้วยเหตุผล และมีสิทธิตรวจใบสำคัญต่าง ๆ และเอกสารอื่น ๆ ที่วางไว้โดยอนุสัญญานี้
หมวด ๓
สัญชาติของอากาศยานข้อ ๑๗
สัญชาติของอากาศยานอากาศยานที่ได้จดทะเบียนไว้ในรัฐใดย่อมมีสัญชาติเป็นของรัฐนั้น
ข้อ ๑๘
การจดทะเบียนสองแห่งอากาศยานลำหนึ่งจะจดทะเบียนโดยถูกต้องสมบูรณ์ในรัฐมากกว่าหนึ่งรัฐไม่ได้ แต่อาจเปลี่ยนการจดทะเบียนจากรัฐหนึ่งไปอีกรัฐหนึ่งได้
ข้อ ๑๙
กฎหมายแห่งชาติว่าด้วยการจดทะเบียนการจดทะเบียนหรือการโอนทะเบียนของอากาศยานในรัฐผู้ทำสัญญาใด ๆ จะต้องกระทำตาม กฎหมายและข้อบังคับของรัฐนั้น
ข้อ ๒๐
การแสดงเครื่องหมายอากาศยานทุกลำที่ประกอบการเดินอากาศระหว่างประเทศ จะต้องมีเครื่องหมายสัญชาติและ การจดทะเบียนอันเหมาะสมสำหรับอากาศยานนั้น
ข้อ ๒๑
รายงานการจดทะเบียนรัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐรับรองที่จะให้ข้อความเกี่ยวกับการจดทะเบียน และกรรมสิทธิ์ของ อากาศยาน ลำหนึ่งลำใดโดยเฉพาะที่ได้จดทะเบียนในรัฐนั้น แก่รัฐผู้ทำสัญญาอื่นใด หรือแก่ องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศในเมื่อได้รับคำร้องขอ รัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐจะจัดส่งรายงาน ต่าง ๆ เพิ่มเติมให้แก่องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศตามข้อบังคับที่องค์การดังกล่าวอาจวางขึ้น โดยให้ข้อมูลที่เกี่ยวเนื่องเท่าที่จะให้ได้อันเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์และการควบคุมของอากาศยานที่จดทะเบียนในรัฐนั้น และที่ประกอบการเดินอากาศระหว่างประเทศเป็นประจำ ข้อมูลซึ่งองค์การการบินพลเรือน ระหว่างประเทศได้ไว้นั้น องค์การจะต้องให้รัฐผู้ทำสัญญาอื่น ๆ ได้ใช้ประโยชน์เมื่อมีการร้องขอ
หมวด ๔
กระบวนการเพื่ออำนวยความสะดวกแก่การเดินอากาศข้อ ๒๒
การอำนวยความสะดวกในระเบียบการรัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐตกลงที่จะเลือกใช้กระบวนการทั้งสิ้นที่สามารถปฏิบัติได้โดยออก ข้อบังคับพิเศษหรือเกณฑ์อย่างอื่น เพื่ออำนวยความสะดวกและความรวดเร็วในการเดินอากาศ ของอากาศยานระหว่างอาณาเขตของรัฐผู้ทำสัญญาและเพื่อป้องกันมิให้เกิดการล่าช้าโดยไม่จำเป็น แก่อากาศยาน ผู้ประจำการในอากาศยาน คนโดยสารและสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการบริรักษ์ ตามกฎหมายว่าด้วยการอพยพเข้าเมือง การกักตรวจโรค การศุลกากรและการตรวจปล่อย
ข้อ ๒๓
วิธีดำเนินการศุลกากรและอพยพเข้าเมืองรัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐรับรองว่าจะจัดวางวิธีดำเนินการศุลกากรและการอพยพเข้าเมือง อันกระทบถึงการเดินอากาศระหว่างประเทศเท่าที่เห็นว่าจะสามารถปฏิบัติได้ ตามวิธีปฏิบัติ ซึ่งอาจมีขึ้นหรือได้รับแนะนำเป็นครั้งคราวตามอนุสัญญาฉบับนี้ ไม่มีข้อความใดในอนุสัญญาฉบับนี้ ที่แสดงว่ามีการห้ามมิให้จัดตั้งท่าอากาศยานที่ไม่เก็บภาษีศุลกากร
ข้อ ๒๔
ภาษีศุลกากร(ก) อากาศยานที่บินไปยัง ออกจาก หรือผ่านอาณาเขตของรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง จะเข้าไปได้เป็นการชั่วคราวโดยไม่เสียอากรภายใต้ข้อบังคับศุลกากรของรัฐนั้น เชื้อเพลิง น้ำมันลื่น เครื่องอะไหล่ เครื่องบริภัณฑ์ประจำ และพัสดุของอากาศยานในอากาศยานของรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่ง ในเมื่อเข้าไปถึงอาณาเขตของรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง จะได้รับยกเว้นจากภาษีศุลกากร ค่าธรรมเนียมการตรวจหรือค่าอากร และค่าภาระแห่งชาติหรือท้องถิ่นที่มีลักษณะเช่นเดียวกัน โดยสิ่งของเหล่านั้นคงเก็บอยู่บนอากาศยานในเมื่อออกจากอาณาเขตของรัฐนั้น การยกเว้นนี้มิให้ใช้แก่ปริมาณหรือสิ่งของที่ขนลง เว้นแต่จะเป็นไปตามข้อบังคับศุลกากรของรัฐนั้น ซึ่งอาจกำหนดให้เก็บรักษาสิ่งของเหล่านั้นไว้ภายใต้ความอำนวยการของเจ้าหน้าที่ศุลกากรก็ได้
(ข) เครื่องอะไหล่และเครื่องบริภัณฑ์ที่นำเข้ามาในอาณาเขตของรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่ง เพื่อรวมเข้าหรือใช้ในอากาศยานของรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง ซึ่งอากาศยานนั้นดำเนินการ เดินอากาศระหว่างประเทศจะนำเข้ามาได้โดยไม่เสียภาษีศุลกากร ภายใต้การปฏิบัติตามข้อบังคับ ของรัฐนั้น ซึ่งอาจกำหนดว่าสิ่งของเหล่านั้นจะต้องเก็บรักษาไว้ภายใต้ความอำนวยการ และควบคุมของเจ้าหน้าที่ศุลกากร
ข้อ ๒๕
อากาศยานในระหว่างทุกขภัยรัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐรับรองที่จะจัดให้มีกระบวนการช่วยเหลือแก่อากาศยานในระหว่าง ทุกขภัยในอาณาเขตของตนเท่าที่จะสามารถปฏิบัติได้ และภายใต้ความควมคุมของเจ้าหน้าที่ของตนเอง จะอนุญาตให้เจ้าของอากาศยานนั้น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อากาศยานนั้นจดทะเบียน จัดให้มีกระบวนการช่วยเหลือเช่นว่านั้นอันอาจจำเป็นตาม พฤติการณ์
รัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐจะร่วมมือในกระบวนการประสานกัน ซึ่งอาจได้รับแนะนำเป็นครั้งคราว ตามอนุสัญญาฉบับนี้ในเมื่อรับจัดการค้นหาอากาศยานที่หายไป
ข้อ ๒๖
การสืบสวนอุบัติเหตุในกรณีที่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นแก่อากาศยานของรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งในอาณาเขตของรัฐผู้ทำสัญญา อีกรัฐหนึ่ง ซึ่งมีการเสียชีวิต หรือบาดเจ็บสาหัส หรือแสดงว่ามีการบกพร่องอย่างร้ายแรงในทางเทคนิค ในอากาศยานนั้น หรือในเครื่องอำนวยความสะดวกในการเดินอากาศ รัฐเจ้าของดินแดนที่เกิดอุบัติเหตุ จะจัดการสอบสวนพฤติการณ์ของอุบัติเหตุนั้นตามวิธีการที่องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ อาจแนะนำ ทั้งนี้เท่าที่ไม่ขัดกับกฎหมายของรัฐนั้น รัฐเจ้าของทะเบียนอากาศยานมีโอกาสที่จะตั้ง ผู้สังเกตการณ์ไปร่วมในการสอบสวนได้ และรัฐที่ทำการสอบสวนจะต้องติดต่อส่งรายงาน และคำวินิจฉัยในเรื่องนี้ไปยังรัฐเจ้าของทะเบียน
ข้อ ๒๗
การยกเว้นจากการยึดโดยมีการเรียกร้องสิทธิบัตร(ก) ในขณะที่ทำการเดินอากาศระหว่างประเทศ การที่อากาศยานของรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่ง ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในอาณาเขตของรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง หรือได้รับอนุญาตให้บินผ่าน อาณาเขตของรัฐเช่นว่านั้น โดยจะลงหรือไม่ลงก็ตาม จะไม่เป็นเหตุให้เกิดการยึดหรือหน่วงเหนี่ยว อากาศยานนั้นไว้ หรือมีการเรียกร้องใด ๆ แก่เจ้าของหรือผู้ดำเนินการบินของอากาศยานนั้น หรือเกิดการแซกสอดอย่างอื่นอย่างใด โดยรัฐเช่นว่านั้น หรือบุคคลใดในรัฐนั้น หรือโดยผู้แทน โดยอ้างว่าการสร้าง กลไก ชิ้นส่วนต่าง ๆ ส่วนประกอบหรือการดำเนินการของอากาศยาน นั้นละเมิดสิทธิบัตร แบบแผน หรือตัวแบบที่ได้รับอนุมัติหรือจดทะเบียนโดยถูกต้องแล้วในรัฐ เจ้าของอาณาเขตที่อากาศยานนั้นเข้าไป และไม่ว่าในกรณีใด เป็นที่ตกลงกันว่าจะไม่มีการเรียกให้ วางประกันเกี่ยวกับการยกเว้นจากการยึดหรือหน่วงเหนี่ยวดังกล่าวข้างต้นในรัฐที่อากาศยาน เช่นว่านั้นเข้าไป
(ข) บทบัญญัติในวรรค (ก) แห่งข้อนี้ให้ใช้บังคับแก่คลังพัสดุหรือเครื่องอะไหล่และเครื่อง บริภัณฑ์สำรอง สำหรับอากาศยานนั้นด้วย ตลอดจนสิทธิที่จะใช้หรือติดตั้งสิ่งของเช่นนั้นในการซ่อม อากาศยานของรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งในอาณาเขตของรัฐผู้ทำสัญญาอื่นใด แต่มีเงื่อนไขว่า ชิ้นส่วนหรือเครื่องบริภัณฑ์ใด ๆ ที่มีสิทธิบัตร ซึ่งเก็บรักษาไว้เช่นนั้นห้ามมิให้นำออกขาย หรือจ่ายแจกภายใน หรือส่งออกเพื่อค้าจากรัฐผู้ทำสัญญาที่อากาศยานนั้นเข้าไป
(ค) คุณประโยชน์แห่งข้อนี้ให้ใช้เฉพาะแก่รัฐที่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญาฉบับนี้ และจะต้อง เข้าเกณฑ์หนึ่งเกณฑ์ใดในสองข้อต่อไปนี้
(๑) เป็นภาคีแห่งอนุสัญญาระหว่างประเทศเพื่อความคุ้มครองทรัพย์สินอุตสาหกรรม และแห่งการแก้ไขเพิ่มเติมที่ทำขึ้นภายหลัง หรือ
(๒) ได้ตรากฎหมายสิทธิบัตรขึ้น ซึ่งยอมรับนับถือและให้ความคุ้มครองอันเพียงพอ แก่การนิมิตที่กระทำขึ้นโดยคนชาติของรัฐอื่น ๆ ที่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญาฉบับนี้
ข้อ ๒๘
เครื่องอำนวยความสะดวกในการเดินอากาศและระบบมาตรฐานรัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐรับรองว่าจะจัดการในข้อต่อไปนี้เท่าที่จะปฏิบัติได้
(ก) จัดให้มีท่าอากาศยาน บริการวิทยุ บริการอุตุนิยมวิทยาและเครื่องอำนวยความสะดวก ในการเดินอากาศอย่างอื่น ๆ ขึ้นภายในอาณาเขตของตน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่การเดินอากาศ ระหว่างประเทศตามมาตรฐานและวิธีปฏิบัติที่แนะนำหรือวางขึ้นเป็นคราว ๆ ตามอนุสัญญาฉบับนี้
(ข) ยึดถือและจัดการใช้ระบบมาตรฐานอันเหมาะสมว่าด้วยวิธีดำเนินการทางสื่อสาร ระหัส การทำเครื่องหมาย สัญญาณ การตามไฟ และวิธีปฏิบัติและกฎอื่น ๆ เกี่ยวกับการดำเนินการบิน ซึ่งอาจแนะนำหรือวางขึ้นเป็นคราว ๆ ตามอนุสัญญาฉบับนี้
(ค) ร่วมมือในกระบวนการระหว่างประเทศเพื่อให้ได้มีการพิมพ์โฆษณา แผนที่ และแผนภูมิ เดินอากาศขึ้นตามมาตรฐาน ซึ่งอาจแนะนำหรือวางขึ้นเป็นคราว ๆ ตามอนุสัญญาฉบับนี้
หมวด ๕
เงื่อนไขที่จะต้องปฏิบัติตามเกี่ยวกับอากาศยานข้อ ๒๙
เอกสารที่ต้องนำไปในอากาศยานอากาศยานทุกลำของรัฐผู้ทำสัญญา ซึ่งทำการเดินอากาศระหว่างประเทศจะต้องนำเอกสาร ต่อไปนี้ติดไปด้วย เอกสารเหล่านี้ต้องทำขึ้นโดยอนุโลมตามเงื่อนไขที่วางไว้ในอนุสัญญานี้
(ก) ใบสำคัญการจดทะเบียนของอากาศยานนั้น
(ข) ใบสำคัญสมควรเดินอากาศของอากาศยานนั้น
(ค) ใบอนุญาตอันเหมาะสมแก่หน้าที่สำหรับผู้ประจำการในอากาศยานแต่ละคน
(ง) สมุดปูมเดินทางของอากาศยานนั้น
(จ) ใบอนุญาตสถานีวิทยุอากาศยาน ถ้ามีเครื่องวิทยุในอากาศยานนั้น
(ฉ) บัญชีแสดงรายนามและตำบลที่ขึ้นและปลายทางของคนโดยสาร ถ้าอากาศยานนั้น รับขนคนโดยสาร
(ช) บัญชีรายการ และบัญชีแสดงรายละเอียดของสินค้า ถ้าอากาศยานนั้นรับขนสินค้า
ข้อ ๓๐
เครื่องวิทยุบนอากาศยาน(ก) อากาศยานของรัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐอาจมีเครื่องส่งวิทยุติดเข้าในหรือเหนืออาณาเขต ของรัฐผู้ทำสัญญาอื่น ๆ ได้ก็แต่เมื่อมีใบอนุญาตให้ติดตั้งและใช้เครื่องวิทยุเช่นว่านั้น ซึ่งออกให้โดย เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของรัฐซึ่งอากาศยานนั้นจดทะเบียน การใช้เครื่องส่งวิทยุในอาณาเขตของ รัฐผู้ทำสัญญาเจ้าของดินแดนซึ่งอากาศยานบินอยู่เหนือจะต้องเป็นไปตามข้อบังคับซึ่งรัฐนั้นวางไว้
(ข) ผู้ประจำทำการในอากาศย่อมใช้เครื่องส่งวิทยุได้เฉพาะเมื่อตนมีใบอนุญาตพิเศษ สำหรับการใช้ซึ่งออกให้โดยเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของรัฐที่อากาศยานนั้นจดทะเบียน
ข้อ ๓๑
ใบสำคัญสมควรเดินอากาศอากาศยานทุกลำที่ทำการเดินอากาศระหว่างประเทศจะต้องมีใบสำคัญสมควรเดินอากาศ ซึ่งรัฐที่อากาศยานนั้นจดทะเบียนออกให้หรือกระทำให้สมบูรณ์แล้ว
ข้อ ๓๒
ใบอนุญาตของผู้ประจำหน้าที่(ก) นักบินประจำอากาศยานทุกลำ และผู้อื่นที่ประจำดำเนินการในอากาศยานทุกลำ ที่ทำการเดินอากาศระหว่างประเทศจะต้องมีใบสำคัญความสามารถและใบอนุญาต ซึ่งรัฐที่อากาศยานนั้นจดทะเบียนออกให้หรือกระทำให้สมบูรณ์แล้ว
(ข) รัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐสงวนสิทธิที่จะปฏิเสธไม่ยอมรับนับถือใบสำคัญความสามารถ และใบอนุญาตซึ่งรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งออกให้แก่คนชาติของตนเพื่อทำการบินเหนืออาณาเขตของตน
ข้อ ๓๓
การยอมรับนับถือใบสำคัญและใบอนุญาตใบสำคัญสมควรเดินอากาศ ใบสำคัญความสามารถ และใบอนุญาตซึ่งรัฐผู้ทำสัญญา ที่อากาศยานนั้นจดทะเบียนออกให้หรือกระทำให้สมบูรณ์แล้ว รัฐผู้ทำสัญญาอื่น ๆ ต้องยอมรับนับถือว่าสมบูรณ์ ถ้าหากข้อกำหนดในการออกใบสำคัญหรือใบอนุญาตเช่นว่านั้น หรือการกระทำให้สมบูรณ์เท่าเทียมหรือเหนือกว่ามาตรฐานขั้นต่ำ ซึ่งอาจวางขึ้นเป็นคราว ๆ ตามอนุสัญญานี้
ข้อ ๓๔
สมุดปูมเดินทางให้มีและเก็บรักษาสมุดปูมเดินทางไว้เล่มหนึ่งในอากาศยานทุกลำที่ทำการเดินอากาศ ระหว่างประเทศ และให้กรอกรายการเกี่ยวกับอากาศยาน ผู้ประจำหน้าที่ในอากาศยาน และการเดินทางของอากาศยานนั้นแต่ละครั้งลงในสมุดปูมตามแบบซึ่งอาจวางขึ้นเป็นคราว ๆ ตามอนุสัญญานี้
ข้อ ๓๕
ข้อกำกัดเกี่ยวกับสินค้า(ก) ห้ามมิให้นำยุทธภัณฑ์หรือเครื่องใช้ในการสงครามมาในหรือเหนืออาณาเขตของรัฐหนึ่ง โดยอากาศยานที่ดำเนินการเดินอากาศระหว่างประเทศนอกจากจะได้รับอนุญาตจากรัฐนั้น รัฐแต่ละรัฐจะกำหนดโดยออกเป็นข้อบังคับว่ายุทธภัณฑ์ หรือเครื่องใช้ในการสงครามตามข้อนี้คืออะไร และโดยคำนึงตามสมควรถึงคำแนะนำที่ องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศจะทำขึ้นเป็นคราว ๆ เพื่อประโยชน์แห่งภาวะเอกรูป
(ข) รัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐสงวนสิทธิเพื่อเหตุผลทางความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัย สาธารณะ ที่จะจัดระเบียบหรือห้ามการรับขนสิ่งของอื่นใด นอกจากที่แจงไว้ในวรรค (ก) ในหรือเหนืออาณาเขตของตน แต่มีข้อแม้ว่าในเรื่องนี้จะไม่มีการจำแนกระหว่างอากาศยาน ของคนชาติของตนที่ประกอบการเดินอากาศระหว่างประเทศกับอากาศยานของรัฐอื่น ๆ ที่ดำเนินการเช่นเดียวกันและนอกจากนั้นจะต้องไม่วางข้อกำกัดซึ่งอาจแซกสอดกับการรับขน และการใช้เครื่องสำเร็จที่จำเป็นเพื่อการดำเนินการหรือการเดินอากาศของอากาศยาน หรือเพื่อความปลอดภัยของผู้ประจำหน้าที่หรือคนโดยสารบนอากาศยานนั้น
ข้อ ๓๖
เครื่องถ่ายรูปรัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐอาจห้ามหรือวางระเบียบการใช้เครื่องถ่ายรูปในอากาศยาน ที่อยู่เหนืออาณาเขตของตน
หมวด ๖
มาตรฐานระหว่างประเทศและวิธีปฏิบัติที่แนะนำข้อ ๓๗
การตกลงเลือกใช้มาตรฐานระหว่างประเทศและวิธีดำเนินการรัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐรับรองว่าจะร่วมมือในการให้ได้มีขีดสูงสุดแห่งภาวะเอกรูปเท่าที่ สามารถปฏิบัติได้ในข้อบังคับ มาตรฐาน วิธีดำเนินการ และการจัดระเบียบในส่วนที่เกี่ยวกับอากาศยาน ผู้ประจำหน้าที่ทางบิน และบริการอนุกูลในเรื่องทั้งหมดซึ่งภาวะเอกรูปเช่นว่านั้นจะอำนวย ความสะดวก และช่วยให้การเดินอากาศดีขึ้น
เพื่อการนี้องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศจะตกลงเลือกใช้และแก้ไขเพิ่มเติม มาตรฐานระหว่างประเทศ และวิธีปฏิบัติกับวิธีดำเนินการที่แนะนำว่าด้วยเรื่องต่อไปนี้ ตามที่จำเป็นเป็นคราว ๆ คือ
(ก) ระบบการสื่อสาร และเครื่องอนุกูลการเดินอากาศ รวมทั้งการทำเครื่องหมายบนพื้นดิน
(ข) ลักษณะของท่าอากาศยานและพื้นที่ขึ้นลง
(ค) กฎทางอากาศและวิธีปฏิบัติในการควบคุมการจราจรทางอากาศ
(ง) การออกใบอนุญาตสำหรับ,ผู้ประจำหน้าที่ในอากาศยานฝ่ายดำเนินการและฝ่ายช่างกล
(จ) ความสมควรเดินอากาศของอากาศยาน
(ฉ) การจดทะเบียนและการแสดงเอกลักษณ์ของอากาศยาน
(ช) การรวบรวมและแลกเปลี่ยนข่าวอุตุนิยมวิทยา
(ซ) สมุดปูม
(ฌ) แผนที่และแผนภูมิเดินอากาศ
(ญ) วิธีดำเนินการเกี่ยวกับศุลกากรและการอพยพเข้าเมือง
(ฎ) อากาศยานระหว่างทุกขภัย และการสืบสวนอุบัติเหตุ และเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับความปลอดภัย ความสม่ำเสมอและประสิทธิภาพของการเดินอากาศ ตามที่เห็นว่าเหมาะสมเป็นคราว ๆ๙
ข้อ ๓๘
การออกหากจากมาตรฐานระหว่างประเทศและวิธีดำเนินการรัฐใดที่เห็นว่าตนไม่สามารถปฏิบัติให้เป็นไปตามมาตรฐานระหว่างประเทศหรือวิธีดำเนินการ เช่นว่านั้นได้โดยครบถ้วน หรือไม่สามารถแก้ข้อบังคับหรือวิธีปฏิบัติของตนให้ตรงตามมาตรฐาน ระหว่างประเทศหรือวิธีดำเนินการใด ๆ ซึ่งได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมหรือเห็นว่าจำเป็นจะต้องเลือก ใช้ข้อบังคับหรือวิธีปฏิบัติส่วนใดส่วนหนึ่งโดยเฉพาะแตกต่างจากที่วางขึ้นโดยมาตรฐานระหว่างประเทศ รัฐนั้นจะต้องแจ้งให้องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศทราบโดยทันทีว่า วิธีปฏิบัติของตน แตกต่างจากวิธีที่วางขึ้นไว้โดยมาตรฐานระหว่างประเทศอย่างไรบ้าง ในกรณีที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม มาตรฐานระหว่างประเทศ รัฐใดที่มิได้กระทำการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับหรือวิธีปฏิบัติของตน ให้เหมาะสม จะต้องบอกกล่าวไปยังคณะมนตรีภายในหกสิบวันนับแต่วันตกลงเลือกใช้การแก้ไข เพิ่มเติมมาตรฐานระหว่างประเทศนั้น หรือแจ้งให้ทราบถึงการกระทำที่ตนกะว่าจะจัดการ ในกรณีเช่นว่านั้น ให้คณะมนตรีแจ้งความไปยังรัฐอื่น ๆ ทั้งหมดโดยทันทีว่ามีข้อแตกต่างอยู่ประการใด บ้างระหว่างสาลักษณ์หนึ่งหรือมากกว่าแห่งมาตรฐานระหว่างประเทศกับวิธีปฏิบัติแห่งชาติใน เรื่องเดียวกันของรัฐนั้น
ข้อ ๓๙
การสลักหลังใบสำคัญหรือใบอนุญาต(ก) อากาศยานลำหนึ่งลำใด หรือชิ้นส่วนของอากาศยานนั้น ซึ่งมีมาตรฐานระหว่างประเทศ ว่าด้วยความสมควรเดินอากาศ หรือการแสดงคลุมถึงอยู่แล้วแต่ไม่เข้าเกณฑ์มาตรฐานนั้นด้วยประการ ใด ๆ ในขณะที่ออกใบสำคัญ ให้สลักหลังใบสำคัญสมควรเดินอากาศที่ออกให้หรือทำหนังสือแนบ โดยแจงรายละเอียดในส่วนที่ไม่เข้าเกณฑ์ไว้ให้พร้อมบูรณ์
(ข) บุคคลใดถือใบอนุญาตซึ่งตนไม่เข้าเกณฑ์เต็มตามเงื่อนไขที่วางไว้ในมาตรฐานระหว่าง ประเทศตามชั้นของใบอนุญาตหรือใบสำคัญที่ตนถือ ให้สลักหลังใบอนุญาตของบุคคลนั้น หรือทำหนังสือแนบ โดยแจงรายการที่ไม่ตรงกับเงื่อนไขเช่นว่านั้นโดยพร้อมบูรณ์
ข้อ ๔๐
ความสมบูรณ์ของใบสำคัญและใบอนุญาตที่ถูกสลักหลังห้ามมิให้อากาศยานหรือผู้ประจำหน้าที่ซึ่งมีใบสำคัญหรือใบอนุญาตที่ถูกสลักหลังเช่นว่า เข้ามีส่วนร่วมในการเดินอากาศระหว่างประเทศ นอกจากจะได้รับอนุญาตจากรัฐหนึ่งหรือหลายรัฐ ที่เป็นเจ้าของอาณาเขตที่อากาศยานหรือผู้ประจำหน้าที่นั้นเข้าไป การจดทะเบียน หรือการใช้อากาศยาน เช่นว่านั้น หรือชิ้นส่วนใดของอากาศยานซึ่งต้องมีใบสำคัญในรัฐใดนอกจากรัฐซึ่งอากาศยานหรือ ชิ้นส่วนนั้นได้รับใบสำคัญ ในชั้นต้นให้อยู่ในดุลยพินิจของรัฐที่อากาศยานหรือชิ้นส่วนนั้นถูกนำเข้าไป
ข้อ ๔๑
การยอมรับนับถือมาตรฐานความสมควรเดินอากาศที่ใช้อยู่บทบัญญัติแห่งหมวดนี้มิให้ใช้บังคับแก่อากาศยานหรือเครื่องบริภัณฑ์อากาศยานแบบต่าง ๆ ซึ่งได้เสนอต้นแบบไปยังเจ้าหน้าที่แห่งชาติผู้มีอำนาจ เพื่อขอให้ออกใบสำคัญก่อนวันครบสามปี หลังจากวันที่ตกลงเลือกใช้มาตรฐานระหว่างประเทศว่าด้วยความสมควรเดินอากาศของเครื่องบริภัณฑ์ เช่นว่านั้น
ข้อ ๔๒
การยอมรับนับถือมาตรฐานความสามารถของผู้ประจำหน้าที่ที่ใช้อยู่บทบัญญัติแห่งหมวดนี้ มิให้ใช้บังคับแก่ผู้ประจำหน้าที่ซึ่งมีใบอนุญาตที่ออกให้ในชั้นต้น ก่อนวันครบหนึ่งปีหลังจากเริ่มการตกลงเลือกใช้มาตรฐานระหว่างประเทศว่าด้วยคุณสมบัติสำหรับ ผู้ประจำหน้าที่เช่นว่านั้น แต่บทบัญญัติดังกล่าวให้ใช้บังคับได้แก่ผู้ประจำหน้าที่ทั้งหมด ในกรณีที่มีใบอนุญาตซึ่งยังสมบูรณ์อยู่เมื่อห้าปีหลังจากวันตกลงเลือกใช้มาตรฐานเช่นว่านั้น
ภาค ๒
องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศหมวด ๗
องค์การข้อ ๔๓
ชื่อและองค์ประกอบให้จัดตั้งองค์การขึ้นโดยอนุสัญญานี้องค์การหนึ่ง ชื่อว่า องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ องค์การนี้ประกอบด้วยสมัชชาหนึ่ง คณะมนตรีคณะหนึ่ง และองค์การคณะอื่น ๆ ตามที่จำเป็น
ข้อ ๔๔
วัตถุประสงค์ความมุ่งหมายและวัตถุประสงค์ขององค์การนี้ มีเพื่อวัฒนาการหลักการและหลักเทคนิค ของการเดินอากาศระหว่างประเทศและทำนุการวางผังและวิวัฒนาการของการขนส่งทางอากาศ ระหว่างประเทศเพื่อที่จะ
(ก) ประกันการขยายตัวของการบินพลเรือนระหว่างประเทศทั่วโลกให้เป็นไปโดย ปลอดภัยและเป็นระเบียบ
(ข) ส่งเสริมศิลปแห่งการออกแบบอากาศยานและการดำเนินการบินให้ไปสู่ความมุ่งประสงค์ ในทางสันติ
(ค) ส่งเสริมวิวัฒนาการของทางบินท่าอากาศยานและเครื่องอำนวยความสะดวกในการเดิน อากาศ สำหรับการบินพลเรือนระหว่างประเทศ
(ง) สนองความต้องการของประชาชาติของโลก ในการขนส่งทางอากาศที่ปลอดภัย สม่ำเสมอ มีประสิทธิภาพ และถูกหลักเศรษฐกิจ
(จ) ป้องกันกษัยเศรษฐกิจอันเกิดขึ้นโดยการแข่งขันที่ไม่ชอบด้วยเหตุผล
(ฉ) ประกันว่าบรรดาสิทธิของรัฐผู้ทำสัญญาจะได้รับการเคารพโดยเต็มที่และประกันว่า รัฐผู้ทำสัญญาทุกรัฐจะมีโอกาสที่เป็นธรรม ในการดำเนินสายการบินระหว่างประเทศ
(ช) หลีกเลี่ยงการเลือกปฏิบัติระหว่างรัฐผู้ทำสัญญา
(ซ) ส่งเสริมความปลอดภัยในการบินสำหรับการเดินอากาศระหว่างประเทศ
(ฌ) ส่งเสริมวิวัฒนาการของด้านต่าง ๆ ทั้งหมดแห่งการเดินอากาศพลเรือนระหว่าง ประเทศโดยทั่ว ๆ ไป
ข้อ ๔๕
สำนักถาวรสำนักถาวรขององค์การนี้จะอยู่ ณ ที่ซึ่งจะได้กำหนดในการประชุมครั้งสุดท้ายของสมัชชา ระหว่างกาลแห่งองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศชั่วคราว ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยความตกลง ระหว่างกาลว่าด้วยการบินพลเรือนระหว่างประเทศที่ได้ลงนามกันที่เมืองชิคาโก เมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม ๑๙๔๔ สำนักขององค์การอาจย้ายไปที่อื่นได้เป็นการชั่วคราวโดยคำวินิจฉัยของคณะมนตรี
[สำนักถาวรขององค์การนี้จะอยู่ ณ ที่ซึ่งจะได้กำหนดในการประชุมครั้งสุดท้ายของ สมัชชาระหว่างกาลแห่งองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศชั่วคราว ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยความตกลง ระหว่างกาลว่าด้วยการบินพลเรือนระหว่างประเทศที่ได้ลงนามกันที่เมืองชิคาโก เมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม ๑๙๔๔ สำนักขององค์การอาจย้ายไปที่อื่นได้เป็นการชั่วคราวโดยคำวินิจฉัยของคณะมนตรี และอาจ ย้ายไปที่อื่นแบบถาวรได้โดยคำวินิจฉัยของสมัชชา คำวินิจฉัยของสมัชชาดังกล่าวจะต้องได้มาจาก การลงคะแนนเสียงตามจำนวนที่ระบุโดยสมัชชา จำนวนคะแนนเสียงที่จะระบุนั้นจะต้องไม่น้อยกว่า สามในห้าของจำนวนรัฐผู้ทำสัญญาทั้งหมด]๑๐
ข้อ ๔๖
การประชุมครั้งแรกของสมัชชาการประชุมครั้งแรกของสมัชชาให้คณะมนตรีระหว่างกาลแห่งองค์การการบินพลเรือน ระหว่างประเทศชั่วคราวดังกล่าวข้างต้นเป็นผู้เรียกประชุมโดยกำหนดเวลาและสถานที่ ตามที่คณะมนตรีระหว่างกาลจะได้วินิจฉัยตกลงในทันทีที่อนุสัญญานี้ได้เริ่มใช้
ข้อ ๔๗
อำนาจทางกฎหมายองค์การนี้จะมีสิทธิทางกฎหมายตามที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติการหน้าที่ขององค์การในอาณาเขต ของรัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐและจะให้องค์การนี้มีฐานะเป็นนิติบุคคลโดยสมบูรณ์เท่าที่พอจะทำได้ ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายของรัฐที่เกี่ยวข้อง
หมวด ๘
สมัชชาข้อ ๔๘
การประชุมของสมัชชาและการออกเสียง(ก) จะมีการประชุมสมัชชาประจำปีทุกปี และให้คณะมนตรีเป็นผู้เรียกประชุม โดยกำหนดเวลาและสถานที่ตามที่เห็นสมควร การประชุมสมัชชาวิสามัญจะกระทำเมื่อใดก็ได้ โดยคณะมนตรีเป็นผู้เรียกประชุมหรือโดยรัฐผู้ทำสัญญามีจำนวนสิบรัฐร่วมกันร้องขอไปยังเลขาธิการ
[(ก) จะมีการประชุมสมัชชาไม่น้อยกว่าหนึ่งครั้งทุกสามปี และให้คณะมนตรีเป็นผู้เรียกประชุม โดยกำหนดเวลาและสถานที่ตามที่เห็นสมควร การประชุมสมัชชาวิสามัญจะกระทำเมื่อใดก็ได้ โดยคณะมนตรีเป็นผู้เรียกประชุมหรือโดยรัฐผู้ทำสัญญามีจำนวนสิบรัฐร่วมกันร้องขอไปยังเลขาธิการ]๑๑
[(ก) จะมีการประชุมสมัชชาไม่น้อยกว่าหนึ่งครั้งทุกสามปี และให้คณะมนตรีเป็นผู้เรียกประชุม โดยกำหนดเวลาและสถานที่ตามที่เห็นสมควร การประชุมสมัชชาวิสามัญจะกระทำเมื่อใดก็ได้ โดยคณะมนตรีเป็นผู้เรียกประชุมหรือโดยรัฐผู้ทำสัญญามีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของ รัฐผู้ทำสัญญาทั้งหมดร่วมกันร้องขอไปยังเลขาธิการ]๑๒
(ข) รัฐผู้ทำสัญญาทั้งหมดมีสิทธิเท่าเทียมกันในการส่งผู้แทนเข้าไปร่วมในการประชุม ของสมัชชาและรัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐมีสิทธิออกเสียงหนึ่งเสียง บรรดาผู้แทนของรัฐผู้ทำสัญญา อาจนำที่ปรึกษาฝ่ายเทคนิคมาช่วยงานได้ ที่ปรึกษาเหล่านั้นเข้าร่วมในการประชุมได้แต่ไม่มีสิทธิ ออกเสียง
(ค) สำหรับการประชุมสมัชชา ให้ถือจำนวนข้างมากของบรรดารัฐผู้ทำสัญญาเป็นองค์ประชุม การลงมติวินิจฉัยของสมัชชาให้ถือเอาเสียงข้างมากเป็นประมาณ เว้นไว้แต่จะมีบัญญัติไว้เป็น อย่างอื่นในอนุสัญญาฉบับนี้
ข้อ ๔๙
อำนาจและหน้าที่ของสมัชชาอำนาจและหน้าที่ของสมัชชามีดังนี้
(ก) เลือกตั้งนายกขององค์การ และเจ้าหน้าที่อื่น ๆ ในการประชุมแต่ละครั้ง
(ข) เลือกตั้งรัฐผู้ทำสัญญาที่จะเข้าเป็นผู้แทนในคณะมนตรีตามความในหมวด ๙
(ค) สอบสวนรายงานของคณะมนตรี และปฏิบัติการต่อไปตามที่เห็นสมควร กับวินิจฉัยเรื่องใด ๆ ที่คณะมนตรีเสนอมา
(ง) กำหนดกฎวิธีดำเนินการประชุมสมัชชา และจัดตั้งคณะกรรมาธิการช่วยงานตามที่เห็นว่าจำเป็นและพึงปรารถนา
(จ) ออกเสียงอนุมัติงบประมาณประจำปี และกำหนดข้อตกลงทางการเงินขององค์การ ตามความในหมวด ๑๒
[(จ) ออกเสียงอนุมัติงบประมาณประจำปีทั้งหลาย และกำหนดข้อตกลงทางการเงินขององค์การ ตามความในหมวด ๑๒]๑๓
(ฉ) ตรวจสอบรายจ่าย และอนุมัติบัญชีขององค์การ
(ช) ส่งเรื่องใด ๆ ภายในขอบเขตการปฏิบัติงานขององค์การไปยังคณะมนตรีคณะกรรมาธิการ ช่วยงาน หรือไปยังองค์คณะอื่นใด ตามที่เห็นสมควร
(ซ) มอบอำนาจและหน้าที่ที่จำเป็นหรือพึงปรารถนาให้แก่คณะมนตรี เพื่อปฏิบัติหน้าที่ ขององค์การ และจะเพิกถอนหรือแก้ไขการมอบอำนาจนี้เมื่อใดก็ได้
(ฌ) ปฏิบัติตามบทบัญญัติในหมวด ๑๓ เฉพาะที่เกี่ยวข้อง
(ญ) พิจารณาข้อเสนอเพื่อแก้ไขหรือเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งอนุสัญญาฉบับนี้ และถ้าเห็นชอบ กับข้อเสนอนั้นก็แนะนำไปยังบรรดารัฐผู้ทำสัญญาตามความในหมวด ๒๑
(ฎ) พิจารณาเรื่องใด ๆ ที่อยู่ภายในขอบเขตการปฏิบัติงานขององค์การซึ่งมิได้มีกำหนดไว้ ชัดแจ้งว่า เป็นหน้าที่ของคณะมนตรี
หมวด ๙
คณะมนตรีข้อ ๕๐
องค์ประกอบและการเลือกตั้งคณะมนตรี(ก) คณะมนตรีเป็นองค์คณะถาวรรับผิดชอบต่อสมัชชา และให้ประกอบด้วยรัฐผู้ทำสัญญา ยี่สิบเอ็ดรัฐ ซึ่งสมัชชาเป็นผู้เลือกตั้ง การเลือกตั้งให้กระทำในการประชุมครั้งแรกของสมัชชา และหลังจากนั้นให้มีการเลือกตั้งทุก ๆ สามปี สมาชิกของคณะมนตรีที่ได้ถูกเลือกตั้งดังกล่าว ให้อยู่ในตำแหน่งจนถึงคราวเลือกตั้งครั้งต่อไป
[(ก) คณะมนตรีเป็นองค์คณะถาวรรับผิดชอบต่อสมัชชา และให้ประกอบด้วยรัฐผู้ทำสัญญา ยี่สิบเจ็ดรัฐ ซึ่งสมัชชาเป็นผู้เลือกตั้ง การเลือกตั้งให้กระทำในการประชุมครั้งแรกของสมัชชา และหลังจากนั้นให้มีการเลือกตั้งทุก ๆ สามปี สมาชิกของคณะมนตรีที่ได้ถูกเลือกตั้งดังกล่าว ให้อยู่ในตำแหน่งจนถึงคราวเลือกตั้งครั้งต่อไป]๑๔
[(ก) คณะมนตรีเป็นองค์คณะถาวรรับผิดชอบต่อสมัชชา และให้ประกอบด้วยรัฐผู้ทำสัญญา สามสิบรัฐ ซึ่งสมัชชาเป็นผู้เลือกตั้ง การเลือกตั้งให้กระทำในการประชุมครั้งแรกของสมัชชา และหลังจากนั้นให้มีการเลือกตั้งทุก ๆ สามปี สมาชิกของคณะมนตรีที่ได้ถูกเลือกตั้งดังกล่าว ให้อยู่ในตำแหน่งจนถึงคราวเลือกตั้งครั้งต่อไป]๑๕
[(ก) คณะมนตรีเป็นองค์คณะถาวรรับผิดชอบต่อสมัชชา และให้ประกอบด้วยรัฐผู้ทำสัญญา สามสิบสามรัฐ ซึ่งสมัชชาเป็นผู้เลือกตั้ง การเลือกตั้งให้กระทำในการประชุมครั้งแรกของสมัชชา และหลังจากนั้นให้มีการเลือกตั้งทุก ๆ สามปี สมาชิกของคณะมนตรีที่ได้ถูกเลือกตั้งดังกล่าว ให้อยู่ในตำแหน่งจนถึงคราวเลือกตั้งครั้งต่อไป]๑๖
[(ก) คณะมนตรีเป็นองค์คณะถาวรรับผิดชอบต่อสมัชชา และให้ประกอบด้วยรัฐผู้ทำสัญญา สามสิบหกรัฐ ซึ่งสมัชชาเป็นผู้เลือกตั้ง การเลือกตั้งให้กระทำในการประชุมครั้งแรกของสมัชชา และหลังจากนั้นให้มีการเลือกตั้งทุก ๆ สามปี สมาชิกของคณะมนตรีที่ได้ถูกเลือกตั้งดังกล่าว ให้อยู่ในตำแหน่งจนถึงคราวเลือกตั้งครั้งต่อไป]๑๗
(ข) ในการเลือกตั้งสมาชิกของคณะมนตรีนั้นสมัชชาจะต้องให้มีผู้แทนที่เพียงพอ (๑) จากบรรดารัฐซึ่งมีความสำคัญยิ่งในการขนส่งทางอากาศ (๒) จากบรรดารัฐซึ่งไม่เข้าเกณฑ์นั้น แต่ซึ่งได้ให้ความอุดหนุนเป็นอย่างมากในการจัดหาเครื่องอำนวยความสะดวกสำหรับการเดินอากาศ พลเรือนระหว่างประเทศ และ (๓) จากบรรดารัฐซึ่งไม่เข้าเกณฑ์เหล่านั้น แต่ถ้าได้เลือกตั้งแล้ว เป็นที่แน่ว่า จะมีผู้แทนในคณะมนตรีจากบรรดาเขตแคว้นใหญ่ ๆ ของโลกในทางภูมิศาสตร์ทั่วถึงกัน ถ้าสมาชิกในคณะมนตรีว่างลงให้สมัชชาเลือกตั้งขึ้นแทนโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะได้ รัฐผู้ทำสัญญา ซึ่งได้รับเลือกตั้งมาแทนในคณะมนตรีนั้น ย่อมอยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่ากำหนดเวลาที่เหลือ อยู่ของสมาชิกซึ่งตนแทน
(ค) ผู้แทนของรัฐผู้ทำสัญญา ซึ่งอยู่ในคณะมนตรีจะเกี่ยวข้องเป็นตัวการในการดำเนิน บริการเดินอากาศระหว่างประเทศ หรือมีส่วนได้เสียในทางการเงินกับบริการเช่นว่านั้นไม่ได้
ข้อ ๕๑
นายกมนตรีให้คณะมนตรีเลือกตั้งนายกของคณะขึ้นเพื่อรับตำแหน่งเป็นเวลาสามปี เมื่อครบกำหนดแล้ว อาจได้รับเลือกตั้งกลับเป็นอีกได้ นายกมนตรีไม่มีสิทธิออกเสียง คณะมนตรีจะต้องเลือกตั้ง รองนายกคนหนึ่งหรือหลายคนจากบรรดาสมาชิกของคณะรองนายกมนตรีคงมีสิทธิออกเสียง ในขณะที่ทำงานแทนนายกมนตรี นายกมนตรีไม่จำต้องเลือกจากบรรดาผู้แทนของสมาชิก ในคณะมนตรี แต่ถ้าผู้แทนคนใดได้รับเลือกตั้ง ให้ถือว่าตำแหน่งของผู้นั้นว่างลงและให้รัฐที่สมาชิก นั้นเป็นผู้แทนตั้งคนใหม่มาแทน หน้าที่ของนายกมนตรีมีดังนี้
(ก) เรียกประชุมคณะมนตรี เรียกประชุมคณะกรรมการการขนส่งทางอากาศ และคณะกรรมาธิการการเดินอากาศ
(ข) กระทำหน้าที่เป็นผู้แทนของคณะมนตรี และ
(ค) ปฏิบัติการแทนคณะมนตรีในการหน้าที่ ซึ่งคณะมนตรีมอบหมายให้
ข้อ ๕๒
การออกเสียงในคณะมนตรีการวินิจฉัยตกลงของคณะมนตรีจะต้องเป็นไปตามความเห็นชอบของส่วนมากของ สมาชิกทั้งหมดในคณะมนตรีคณะมนตรีอาจมอบอำนาจให้คณะกรรมการอันประกอบด้วย สมาชิกของคณะมนตรีปฏิบัติแทนได้เกี่ยวกับเรื่องหนึ่งเรื่องใดโดยเฉพาะ การวินิจฉัยตกลงของ คณะกรรมการใด ๆ ของคณะมนตรีนั้น รัฐผู้ทำสัญญาที่มีส่วนได้เสียอาจร้องอุทธรณ์ต่อคณะมนตรีได้
ข้อ ๕๓
การเข้ามีส่วนร่วมโดยออกเสียงไม่ได้รัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งรัฐใดย่อมเข้ามีส่วนร่วมในการพิจารณาของคณะมนตรีและของ คณะกรรมการ และคณะกรรมาธิการของคณะมนตรีได้ในปัญหาใด ๆ ซึ่งกระทบถึงส่วนได้เสียของตน แต่จะออกเสียงไม่ได้ ห้ามมิให้สมาชิกของคณะมนตรีผู้เป็นภาคีแห่งข้อพิพาทออกเสียงในการ พิจารณาของคณะมนตรีในเรื่องนั้นข้อ
๕๔
การหน้าที่ในอาณัติของคณะมนตรีคณะมนตรีจะต้อง
(ก) เสนอรายงานประจำปีต่อสมัชชา
(ข) ปฏิบัติตามคำสั่งของสมัชชา และปฏิบัติหน้าที่และข้อผูกพันที่มีอยู่กับตนตามที่วางไว้ ในอนุสัญญาฉบับนี้
(ค) กำหนดส่วนงานและกฎวิธีดำเนินการของตน
(ง) แต่งตั้งคณะกรรมการการขนส่งทางอากาศขึ้นชุดหนึ่ง โดยเลือกจากผู้แทนที่เป็นสมาชิก ของคณะมนตรีและให้รับผิดชอบต่อคณะมนตรี กับกำหนดหน้าที่ของคณะกรรมการนั้น
(จ) จัดตั้งคณะกรรมาธิการการเดินอากาศขึ้นชุดหนึ่งตามความในหมวด ๕
(ฉ) ดูแลปฏิบัติงานฝ่ายการเงินขององค์การตามความในหมวด ๑๒ และ ๑๕
(ช) กำหนดเงินชดเชยให้แก่นายกมนตรี
(ซ) แต่งตั้งเจ้าหน้าที่หัวหน้าฝ่ายบริหารคนหนึ่งให้มีตำแหน่งเรียกว่าเลขาธิการและวางวิธีการ แต่งตั้งเจ้าหน้าที่อื่น ๆ ตามที่จำเป็นตามความในหมวด ๑๑
(ฌ) ร้องขอ รวบรวม สอบและประกาศโฆษณาข้อความเกี่ยวกับการก้าวหน้าของการเดินอากาศ และการดำเนินบริการเดินอากาศระหว่างประเทศ รวมทั้งข้อความที่เกี่ยวกับค่างวดของการดำเนิน การบิน และรายการเกี่ยวกับเงินอนุกูลที่จ่ายให้แก่สายการบินจากเงินทุนสาธารณะ
(ญ) รายงานไปยังบรรดารัฐผู้ทำสัญญาถึงการละเมิดอนุสัญญาฉบับนี ้ตลอดจนการไม่ปฏิบัติ ตามคำแนะนำและการกำหนดใด ๆ ของคณะมนตรี
(ฎ) รายงานต่อสมัชชาถึงการละเมิดอนุสัญญาฉบับนี้ ในกรณีที่รัฐผู้ทำสัญญาไม่ปฏิบัติการ อันเหมาะสม ภายในเวลาอันชอบด้วยเหตุผลหลังจากที่ได้บอกกล่าวถึงการละเมิดนั้นแล้ว
(ฏ) ตกลงเลือกใช้มาตรฐานระหว่างประเทศและวิธีปฏิบัติที่แนะนำตามบทบัญญัติในหมวด ๖ แห่งอนุสัญญาฉบับนี้ โดยกำหนดให้มาตรฐานและวิธีปฏิบัติเป็นภาคผนวกแห่งอนุสัญญา ฉบับนี้เพื่อความสะดวก และแจ้งให้รัฐผู้ทำสัญญาทั้งหมดทราบถึงการปฏิบัติที่ได้กระทำไป
(ฐ) พิจารณาคำแนะนำของคณะกรรมาธิการการเดินอากาศเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมภาคผนวก และปฏิบัติการต่อไปตามบทบัญญัติในหมวด ๒๐
(ฒ) พิจารณาเรื่องใด ๆ เกี่ยวกับอนุสัญญานี้ ซึ่งรัฐผู้ทำสัญญาส่งให้พิจารณา
ข้อ ๕๕
การหน้าที่ของคณะมนตรีที่อนุญาตให้ทำได้คณะมนตรีอาจ
(ก) ตั้งกรรมาธิการการขนส่งทางอากาศรองลงไปโดยถือภูมิภาคหรือเหตุอื่นเป็นมูลฐาน และกำหนดรัฐหรือสายการบินเป็นหมู่ที่จะดำเนินการเพื่ออำนวยความสะดวกในการปฏิบัติ ตามความมุ่งหมายแห่งอนุสัญญาฉบับนี้ ทั้งนี้ในเมื่อเห็นเป็นการเหมาะสมและพึงปรารถนา ตามความรู้เห็นที่เคยผ่านมา
(ข) มอบหมายหน้าที่ให้คณะกรรมาธิการการเดินอากาศปฏิบัติเพิ่มเติมจากที่วางไว้ ในอนุสัญญานี้และจะเพิกถอนหรือแก้ไขการมอบหมายอำนาจเช่นว่านั้นเมื่อใดก็ได้
(ค) ดำเนินการวิจัยในด้านต่าง ๆ ทั้งหมดแห่งการขนส่งทางอากาศและการเดินอากาศ ซึ่งมีความสำคัญระหว่างประเทศ ติดต่อส่งผลของการวิจัยของตนไปยังบรรดารัฐผู้ทำสัญญา และอำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยนข้อความระหว่างรัฐผู้ทำสัญญาในเรื่องการขนส่ง ทางอากาศและการเดินอากาศ
(ง) ศึกษาเรื่องใด ๆ อันกระทบถึงการจัดวางและการดำเนินการขนส่งทางอากาศระหว่าง ประเทศรวมทั้งกรรมสิทธิ์และการดำเนินการระหว่างประเทศในบริการเดินอากาศระหว่างประเทศ ของเส้นทางบินสายใหญ่ และเสนอโครงการณ์ว่าด้วยเรื่องเหล่านี้ต่อสมัชชา
(จ) สืบสวนสถานการณ์ใด ๆ ซึ่งปรากฏว่าก่อให้เกิดอุปสรรคอันจะหลีกเลี่ยงได้ต่อ วิวัฒนาการของการเดินอากาศระหว่างประเทศ ในเมื่อรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งรัฐใด ร้องขอ และทำรายงานขึ้นตามที่ปรากฏว่าจำเป็น
หมวด ๑๐
คณะกรรมาธิการการเดินอากาศข้อ ๕๖
การเสนอชื่อและการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการให้คณะกรรมาธิการเดินอากาศประกอบด้วยสมาชิกมีจำนวนสิบสองคน แต่งตั้งโดยคณะมนตรี โดยเลือกจากบุคคลที่รัฐผู้ทำสัญญาเสนอชื่อมา บุคคลเหล่านี้จะต้องมีคุณสมบัติและความชำนาญ ที่สมควรทางวิทยาศาสตร์ และวิธีปฏิบัติในการเดินอากาศ คณะมนตรีจะร้องขอให้รัฐผู้ทำสัญญา ทั้งหลายเสนอชื่อขึ้นมา คณะมนตรีเป็นผู้แต่งตั้งนายกแห่งคณะกรรมาธิการการเดินอากาศ
[ให้คณะกรรมาธิการเดินอากาศประกอบด้วยสมาชิกมีจำนวนสิบห้าคน แต่งตั้งโดยคณะมนตรี โดยเลือกจากบุคคลที่รัฐผู้ทำสัญญาเสนอชื่อมา บุคคลเหล่านี้จะต้องมีคุณสมบัติและความชำนาญ ที่สมควรทางวิทยาศาสตร์ และวิธีปฏิบัติในการเดินอากาศ คณะมนตรีจะร้องขอให้รัฐผู้ทำสัญญา ทั้งหลายเสนอชื่อขึ้นมา คณะมนตรีเป็นผู้แต่งตั้งนายกแห่งคณะกรรมาธิการการเดินอากาศ]๑๘
[ให้คณะกรรมาธิการเดินอากาศประกอบด้วยสมาชิกมีจำนวนสิบเก้าคน แต่งตั้งโดยคณะมนตรี โดยเลือกจากบุคคลที่รัฐผู้ทำสัญญาเสนอชื่อมา บุคคลเหล่านี้จะต้องมีคุณสมบัติและความชำนาญ ที่สมควรทางวิทยาศาสตร์ และวิธีปฏิบัติในการเดินอากาศ คณะมนตรีจะร้องขอให้รัฐผู้ทำสัญญา ทั้งหลายเสนอชื่อขึ้นมา คณะมนตรีเป็นผู้แต่งตั้งนายกแห่งคณะกรรมาธิการการเดินอากาศ]๑๙
ข้อ ๕๗
หน้าที่ของคณะกรรมาธิการคณะกรรมาธิการการเดินอากาศจะต้อง
(ก) พิจารณาและแนะนำไปยังคณะมนตรีให้ตกลงเลือกใช้ และแก้ไขภาคผนวกแห่ง อนุสัญญาฉบับนี้(ข) จัดตั้งคณะอนุกรรมาธิการฝ่ายเทคนิคขึ้นตามที่เห็นว่าจำเป็นซึ่งรัฐผู้ทำสัญญาใด ๆ จะส่งผู้แทนไปร่วมได้
(ค) แนะนำคณะมนตรีในเรื่องที่เกี่ยวกับการรวบรวมและการติดต่อขอข้อความต่าง ๆ ที่เห็นว่าจำเป็นและเป็นประโยชน์ในการก้าวหน้าของการเดินอากาศจากบรรดารัฐผู้ทำสัญญา
หมวด ๑๑เจ้าหน้าที่
ข้อ ๕๘
การแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ภายใต้บังคับแห่งกฎซึ่งวางขึ้นโดยสมัชชา และตามบทบัญญัติแห่งอนุสัญญาฉบับนี้ คณะมนตรีจะต้องกำหนดวิธีแต่งตั้งและการออกจากตำแหน่ง การฝึก อัตราเงินเดือน เบี้ยเลี้ยงและเงื่อนไขในการปฏิบัติงานของเลขาธิการและเจ้าหน้าที่อื่น ๆ แห่งองค์การนี้ และอาจจ้างหรือใช้คนชาติของรัฐผู้ทำสัญญาใด ๆ ก็ได้
ข้อ ๕๙
ลักษณะระหว่างประเทศของเจ้าหน้าที่นายกมนตรี เลขาธิการ และเจ้าหน้าที่อื่น ๆ จะต้องไม่แสวงหาหรือรับคำสั่งจากเจ้าหน้าที่อื่นใด นอกองค์การนี้ในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานในความรับผิดชอบของตน
รัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐรับรองว่าจะเคารพต่อลักษณะระหว่างประเทศในความรับผิดชอบ ของเจ้าหน้าที่โดยเต็มที่ และจะไม่แสวงหาทางใช้อิทธิพลเหนือคนชาติของตนในการปฏิบัติงาน ในความรับผิดชอบของเขาเหล่านั้น
ข้อ ๖๐
ความคุ้มกันและเอกสิทธิของเจ้าหน้าที่รัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐรับรองว่าจะให้นายกมนตรี เลขาธิการ และเจ้าหน้าที่อื่น ๆ ขององค์การนี้ได้รับความคุ้มกันและเอกสิทธิ ซึ่งเจ้าหน้าที่แห่งองค์การระหว่างประเทศสาธารณะอื่น ๆ ที่มีตำแหน่งเทียบเช่นเดียวกันได้รับเท่าที่สามารถจะทำได้ตามวิธีดำเนินการทางรัฐธรรมนูญของตน ถ้ามีการตกลงทำความตกลงระหว่างประเทศทั่วไปว่าด้วยความคุ้มกัน และเอกสิทธิแห่งพนักงาน พลเรือนระหว่างประเทศแล้ว นายกมนตรี เลขาธิการ และเจ้าหน้าที่อื่น ๆ ขององค์การนี้จะได้รับความ คุ้มกัน และเอกสิทธิที่ให้ไว้ตามความตกลงระหว่างประเทศทั่วไปฉบับนั้น
หมวด ๑๒
การเงินข้อ ๖๑
งบประมาณและการแบ่งส่วนค่าใช้จ่ายคณะมนตรีต้องเสนองบประมาณประจำปี รายการบัญชีเงินประจำปีและประมาณการรายรับ และรายจ่ายทั้งสิ้นต่อสมัชชา สมัชชาจะออกเสียงลงมติอนุมัติงบประมาณ โดยมีการแก้ไขได้ตาม ที่เห็นสมควร และจะแบ่งส่วนค่าใช้จ่ายขององค์การระหว่างรัฐผู้ทำสัญญาต่าง ๆ ตามมูลฐานซึ่งสมัชชา จะได้กำหนดเป็นคราว ๆ แต่ยกเว้นไม่รวมการกำหนดจำนวนเงินที่รัฐต่าง ๆ ได้ยินยอมตามหมวด ๑๕ แล้วเข้าในการแบ่งส่วนดังกล่าว
[คณะมนตรีต้องเสนองบประมาณประจำปีทั้งหลาย รายการบัญชีเงินประจำปีและประมาณ การรายรับและรายจ่ายทั้งสิ้นต่อสมัชชา สมัชชาจะออกเสียงลงมติอนุมัติงบประมาณทั้งหลาย โดยมีการแก้ ไขได้ตามที่เห็นสมควร และจะแบ่งส่วนค่าใช้จ่ายของ องค์การระหว่างรัฐผู้ทำสัญญาต่าง ๆ ตามมูลฐานซึ่งสมัชชาจะได้กำหนดเป็นคราว ๆ แต่ยกเว้นไม่รวมการกำหนดจำนวนเงินที่รัฐต่าง ๆ ได้ยินยอมตามหมวด ๑๕ แล้วเข้าในการแบ่งส่วนดังกล่าว]๒๐
ข้อ ๖๒
การถอนอำนาจการออกเสียงสมัชชาอาจถอนอำนาจการออกเสียงของรัฐผู้ทำสัญญาใด ๆ ที่มิได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อผูกพัน ทางการเงิน ซึ่งตนมีอยู่กับองค์การภายในระยะเวลาอันสมด้วยเหตุผลสำหรับการออกเสียงในสมัชชา และในคณะมนตรีได้
ข้อ ๖๓
ค่าใช้จ่ายของคณะผู้แทนและผู้แทนอื่น ๆรัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐรับที่จะออกเงินค่าใช้จ่ายสำหรับคณะผู้แทนของตนที่ไปร่วมประชุม สมัชชา และจะออกค่าจ้าง ค่าพาหนะ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ สำหรับบุคคลใด ๆ ที่ตนแต่งตั้งให้ปฏิบัติงาน ในคณะมนตรี ตลอดจนผู้ที่ตนเสนอชื่อ หรือผู้แทนของตนที่เข้าอยู่ในคณะกรรมการหรือ คณะกรรมาธิการช่วยงานแห่งองค์การนี้
หมวด ๑๓
ข้อตกลงระหว่างประเทศอื่น ๆข้อ ๖๔
ข้อตกลงเพื่อความมั่นคงโดยการออกเสียงลงมติของสมัชชา องค์การอาจกระทำข้อตกลงอันเหมาะสมกับองค์การทั่วไป ใด ๆ ซึ่งตั้งขึ้นโดยบรรดาชาติในโลกเพื่อรักษาไว้ซึ่งสันติภาพ แต่ทั้งนี้จะกระทำได้ก็เฉพาะที่เกี่ยวกับเรื่อง ทางอากาศอันอยู่ภายในอำนาจขององค์การซึ่งกระทบถึงความมั่นคงในโลก
ข้อ ๖๕
ข้อตกลงกับองค์คณะระหว่างประเทศอื่นๆคณะมนตรีอาจกระทำความตกลงในนามขององค์การกับองค์คณะระหว่างประเทศอื่น ๆ ได้ เพื่อรักษาบริการร่วมกันและเพื่อให้มีข้อตกลงร่วมกันเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่และโดยอนุมัติของสมัชชา อาจกระทำข้อตกลงอย่างอื่น ๆ เท่าที่จะทำให้กิจการขององค์การสะดวกขึ้น
ข้อ ๖๖
การหน้าที่เกี่ยวกับความตกลงอื่นๆ(ก) องค์การนี้จะต้องปฏิบัติตามการหน้าที่ที่วางไว้ให้โดยความตกลงว่าด้วยบริการ เดินอากาศระหว่างประเทศผ่านแดน และโดยความตกลงว่าด้วยการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ ซึ่งทำขึ้นที่เมืองชิคาโก เมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม ๑๙๔๔ ตามข้อกำหนดและเงื่อนไขที่กล่าวไว้ในความตกลง ทั้งสองฉบับนั้น
(ข) สมาชิกของสมัชชาและของคณะมนตรีผู้ซึ่งมิได้ตกลงรับความตกลงว่าด้วยบริการ เดินอากาศระหว่างประเทศผ่านแดน หรือความตกลงว่าด้วยการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ ซึ่งทำขึ้นที่เมืองชิคาโก เมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม ๑๙๔๔ ไม่มีสิทธิออกเสียงในปัญหาใด ๆ ที่ส่งมายังสมัชชาหรือคณะมนตรีตามบทบัญญัติแห่งความตกลงที่เกี่ยวข้อง
ภาค ๓
การขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศหมวด ๑๔
ข่าวสารและรายงานข้อ ๖๗
การส่งรายงานต่อคณะมนตรี รัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐรับรองว่าจะให้สายการบินระหว่างประเทศ ของตนส่งข้อความต่าง ๆ ให้แก่คณะมนตรีตามข้อกำหนดที่คณะมนตรีวางไว้คือ รายงานการจราจร สถิติค่างวด และรายการทางการเงินซึ่งนอกจากกะทงอื่น ๆ แล้ว ต้องแสดงรายรับทั้งสิ้นและแหล่งกำเนิด ของรายรับเหล่านั้นด้วย
หมวด ๑๕
ท่าอากาศยานและเครื่องอำนวยความสะดวก
ในการเดินอากาศอย่างอื่นๆข้อ ๖๘
การกำหนดเส้นทางบินและท่าอากาศยานภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติในอนุสัญญาฉบับนี้ รัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐอาจกำหนดเส้นทางบิน ภายในอาณาเขตของตน ซึ่งบริการเดินอากาศระหว่างประเทศจะต้องปฏิบัติตามและกำหนด ท่าอากาศยานซึ่งบริการเช่นว่านั้นจะใช้ได้
ข้อ ๖๙
การยังเครื่องอำนวยความสะดวกในการเดินอากาศให้ดีขึ้นถ้าคณะมนตรีมีความคิดเห็นว่าท่าอากาศยาน หรือเครื่องอำนวยความสะดวกในการเดินอากาศ รวมทั้งบริการวิทยุและอุตุนิยมวิทยาของรัฐผู้ทำสัญญาไม่เพียงพอตามควรแก่การดำเนินการของ บริการเดินอากาศระหว่างประเทศในปัจจุบัน หรือที่ดำริไว้ให้เป็นที่ปลอดภัย เป็นระเบียบ มีประสิทธิภาพ และถูกหลักเศรษฐกิจ คณะมนตรีจะปรึกษากับรัฐที่เกี่ยวข้องโดยตรง และกับรัฐอื่น ๆ ที่ถูกกระทบกระเทือนเพื่อหาทางแก้ไขสถานการณ์นั้น และอาจทำคำแนะนำขึ้นเพื่อการนี้ ถ้ารัฐผู้ทำสัญญาไม่สามารถปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านั้น ก็ไม่ถือว่าได้กระทำผิดฐานละเมิด อนุสัญญาฉบับนี้
ข้อ ๗๐
การออกเงินค่าเครื่องอำนวยความสะดวกในการเดินอากาศในพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นตามบทบัญญัติแห่งข้อ ๖๙ รัฐผู้ทำสัญญาอาจกระทำข้อตกลงกับ คณะมนตรี เพื่อให้คำแนะนำเช่นว่านั้นประสิทธิผล รัฐนั้นอาจสมัครออกค่างวดอันเกิดขึ้น ตามข้อตกลงเช่นว่า แต่ถ้ารัฐนั้นไม่สมัครคณะมนตรีอาจตกลงที่จะจัดหาเงินทั้งหมด หรือส่วนหนึ่งของค่างวดเอง
ข้อ ๗๑
การจัดหาและบำรุงรักษาเครื่องอำนวยความสะดวกโดยคณะมนตรีถ้ารัฐผู้ทำสัญญาร้องขอ คณะมนตรีอาจตกลงที่จะจัดให้มี จัดคนประจำ ทำการบำรุงรักษา และดำเนินงานท่าอากาศยานท่าใดท่าหนึ่ง หรือทั้งหมด และเครื่องอำนวยความสะดวกในการเดินอากาศ อื่น ๆ รวมทั้งบริการวิทยุและอุตุนิยมวิทยา ในอาณาเขตของรัฐนั้นซึ่งจำเป็นเพื่อให้การดำเนินการ ของบริการเดินอากาศระหว่างประเทศของรัฐผู้ทำสัญญาอื่น ๆ เป็นไปโดยปลอดภัย เป็นระเบียบ มีประสิทธิภาพ และถูกหลักเศรษฐกิจ คณะมนตรีอาจระบุค่าภาระที่เป็นธรรมและชอบด้วยเหตุผล สำหรับการใช้เครื่องอำนวยความสะดวกที่จัดให้มีขึ้นนั้นได้
ข้อ ๗๒
การได้มาซึ่งที่ดินหรือการใช้ที่ดินในกรณีที่จำเป็นต้องใช้ที่ดินสำหรับเครื่องอำนวยความสะดวกซึ่งคณะมนตรีเป็นผู้จัดหาเงินให้ ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนตามคำร้องขอของรัฐผู้ทำสัญญา รัฐนั้นจะต้องจัดหาที่ดินเองโดยเอา หลักสิทธิไว้ถ้าตนประสงค์ หรืออำนวยความสะดวกในการที่คณะมนตรีจะใช้ที่ดินนั้น ตามข้อกำหนดที่เป็นธรรมและชอบด้วยเหตุผล และเป็นไปตามกฎหมายของรัฐที่เกี่ยวข้อง
ข้อ ๗๓
รายจ่ายและการกำหนดจำนวนเงินทุนภายในจำกัดแห่งจำนวนเงินทุนซึ่งสมัชชาอาจอนุมัติให้คณะมนตรีใช้ได้ตามหมวด ๑๒ คณะมนตรีอาจเบิกจ่ายรายจ่ายปัจจุบันเพื่อความมุ่งประสงค์แห่งหมวดนี้จากงบเงินทุนทั่วไปขององค์การ เงินทุนสำหรับลงทุนที่จำเป็นตามความมุ่งประสงค์แห่งหมวดนี้คณะมนตรีจะต้องกำหนดจำนวนเงินให้ บรรดารัฐผู้ทำสัญญาที่ยินยอมลงทุน ซึ่งสายการบินของตนใช้เครื่องอำนวยความสะดวกเหล่านั้น แบ่งกันออกภายในระยะเวลาอันชอบด้วยเหตุผลตามสัดส่วนที่ได้ตกลงกันไว้ก่อนแล้ว คณะมนตรี อาจกำหนดจำนวนเงินให้รัฐที่ยินยอมออกเงินทุนทำการประจำตามที่จำเป็นแบ่งกันออกอีกด้วย
ข้อ ๗๔
การช่วยเหลือทางเทคนิคและการใช้รายได้ในกรณีที่คณะมนตรีจ่ายเงินทุนไปก่อนหรือจัดให้มีท่าอากาศยานหรือเครื่องอำนวย ความสะดวกอื่น ๆ โดยสมบูรณ์หรือเพียงบางส่วนตามคำร้องขอของรัฐผู้ทำสัญญา คณะมนตรีอาจ กำหนดไว้ในข้อตกลงถึงเรื่องการช่วยเหลือทางเทคนิคในการอำนวยการและการดำเนินการของ ท่าอากาศยาน และเครื่องอำนวยความสะดวกนั้นด้วยความยินยอมของรัฐนั้น และถึงเรื่องการจ่ายเงิน ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการท่าอากาศยานและเครื่องอำนวยความสะดวกเช่นว่า จากรายได้ที่ได้รับ จากการดำเนินการท่าอากาศยานและเครื่องอำนวยความสะดวกเหล่านั้น ตลอดจนค่าภาระสำหรับ ดอกเบี้ยและการไถ่ถอนผ่อนใช้ต้นเงิน
ข้อ ๗๕
การรับมอบเครื่องอำนวยความสะดวกจากคณะมนตรีรัฐผู้ทำสัญญาอาจปฏิบัติให้พ้นข้อผูกพันซึ่งตนได้กระทำไว้ตามข้อ ๗๐ และได้รับมอบ ท่าอากาศยานและเครื่องอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ซึ่งคณะมนตรีจัดให้มีขึ้นในอาณาเขตของรัฐนั้น ตามบทบัญญัติแห่งข้อ ๗๑ และ ๗๒ เมื่อใดก็ได้ โดยจ่ายเงินให้คณะมนตรีตามจำนวนที่คณะมนตรี เห็นว่าชอบด้วยเหตุผลในพฤติการณ์เช่นนั้น ถ้ารัฐนั้นพิจารณาเห็นว่าจำนวนเงินที่คณะมนตรี กำหนดไม่ชอบด้วยเหตุผล ก็อาจอุทธรณ์ไปยังสมัชชาคัดค้านการวินิจฉัยของคณะมนตรีได้ สมัชชาอาจยืนยัน หรือแก้ไขการวินิจฉัยของคณะมนตรีนั้น
ข้อ ๗๖
คืนเงินทุนเงินทุนที่คณะมนตรีได้มาจากการจ่ายคืนตามข้อ ๗๕ และจากการรับดอกเบี้ยและการไถ่ถอน ผ่อนใช้ต้นเงินที่จ่ายตามข้อ ๗๔ นั้น ในกรณีที่ในตอนต้น เงินที่จ่ายล่วงหน้าไปก่อนนั้นรัฐต่าง ๆ เป็นผู้ออกตามข้อ ๗๓ ให้จ่ายคืนให้แก่บรรดารัฐที่ถูกกำหนดจำนวนแบ่งกันออกเงินในตอนนั้น ตามสัดส่วนของการกำหนดจำนวนเดิม ซึ่งคณะมนตรีเป็นผู้พิจารณากำหนด
หมวด ๑๖
องค์การดำเนินการบินร่วมกันและบริการรวมข้อ ๗๗
อนุญาตให้ตั้งองค์การดำเนินการบินร่วมกันไม่มีข้อความใดในอนุสัญญาฉบับนี้ที่ป้องกันมิให้รัฐผู้ทำสัญญาสองรัฐหรือมากกว่า ประกอบ ตั้งองค์การดำเนินการขนส่งทางอากาศร่วมกัน หรือตั้งตัวแทนดำเนินการบินระหว่างประเทศร่วมกันขึ้น หรือป้องกันมิให้รัฐเหล่านั้นรวมบริการเดินอากาศของตนในเส้นทางบินใด ๆ หรือในส่วนภูมิภาคใด ๆ แต่องค์การหรือตัวแทนและบริการรวมเช่นว่านั้น จะต้องปฏิบัติตามบรรดาบทบัญญัติแห่งอนุสัญญา ฉบับนี้ รวมทั้งบทบัญญัติเกี่ยวกับการจดทะเบียนความตกลงกับคณะมนตรี คณะมนตรีจะกำหนดว่า บทบัญญัติแห่งอนุสัญญาฉบับนี้เกี่ยวกับสัญชาติของอากาศยานจะใช้กับอากาศยานที่ดำเนินการบิน โดยตัวแทนที่ดำเนินการบินระหว่างประเทศได้ในวิธีใด
ข้อ ๗๘
การหน้าที่ของคณะมนตรีคณะมนตรีอาจบอกแนะไปยังรัฐผู้ทำสัญญาที่เกี่ยวข้องให้จัดตั้งองค์การร่วมกันขึ้น เพื่อดำเนิน บริการเดินอากาศในเส้นทางบินใด ๆ หรือในภูมิภาคใด ๆ ก็ได้
ข้อ ๗๙
การเข้ามีส่วนร่วมในองค์การดำเนินการบินรัฐหนึ่งรัฐใดอาจเข้ามีส่วนร่วมในองค์การดำเนินการบินร่วมกันหรือในข้อตกลงรวมบริการได้ โดยทางรัฐบาลของตนหรือโดยทางบริษัทการบินบริษัทหนึ่งหรือหลายบริษัทซึ่งรัฐบาลของตนเป็นผู้กำหนด บริษัทเหล่านั้นจะเป็นบริษัทที่รัฐเป็นเจ้าของเต็มที่หรือแต่บางส่วนหรือที่เอกชนเป็นเจ้าของก็ได้ ทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของรัฐที่เกี่ยวข้องแต่ผู้เดียว
ภาค ๔ บทบัญญัติสุดท้าย
หมวด ๑๗
ความตกลงและข้อตกลงในการเดินอากาศอื่น ๆข้อ ๘๐
อนุสัญญากรุงปารีสและกรุงฮาบานาในทันทีที่อนุสัญญาฉบับนี้เริ่มใช้รัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐรับรองว่าจะจัดแจ้งการบอกเลิก อนุสัญญาว่าด้วยข้อบังคับการเดินอากาศซึ่งลงนามกันที่กรุงปารีส เมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๑๙๑๙ (พ.ศ. ๒๔๖๒) หรืออนุสัญญาว่าด้วยการบินพาณิชย์ซึ่งลงนามกันที่กรุงฮาบานา เมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๑๙๒๘ (พ.ศ. ๒๔๗๐) ถ้าตนเป็นภาคีแห่ง อนุสัญญาฉบับหนึ่งฉบับใด ในระหว่างรัฐผู้ทำสัญญาด้วยกัน จะใช้อนุสัญญาฉบับนี้แทนอนุสัญญากรุงปารีสและกรุงฮาบานาที่อ้างถึงข้างต้น
ข้อ ๘๑
การจดทะเบียนความตกลงที่มีอยู่ความตกลงการเดินอากาศทั้งสิ้นที่ใช้อยู่ในวันเริ่มใช้อนุสัญญาฉบับนี้ ซึ่งทำขึ้นระหว่าง รัฐผู้ทำสัญญากับรัฐอื่นใด หรือระหว่างสายการบินของรัฐผู้ทำสัญญากับรัฐอื่นใด หรือกับสายการบิน ของรัฐอื่นใด จะต้องจดทะเบียนกับคณะมนตรีทันที
ข้อ ๘๒
การยกเลิกข้อตกลงอันไม่ชอบบรรรดารัฐผู้ทำสัญญาถือว่าการตกลงรับอนุสัญญาฉบับนี้เป็นการยกเลิกข้อผูกพันและ ความเข้าใจทั้งสิ้นที่มีอยู่ระหว่างรัฐเหล่านั้น ซึ่งไม่ชอบด้วยข้อกำหนดแห่งอนุสัญญานี้ และรับรองว่า จะไม่กระทำข้อผูกพันและความเข้าใจใด ๆ เช่นว่านั้น รัฐผู้ทำสัญญาซึ่งได้ให้คำมั่นในข้อผูกพันใด ๆ กับรัฐที่มิใช่ผู้ทำสัญญาหรือคนชาติของรัฐผู้ทำสัญญาหรือมิใช่ผู้ทำสัญญา อันไม่ชอบด้วยข้อกำหนด แห่งอนุสัญญาฉบับนี้ ก่อนที่ตนเข้าเป็นสมาชิกขององค์การ จะจัดการให้หลุดพ้นจากข้อผูกพันเหล่านั้น โดยทันที ถ้าสายการบินของรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งรัฐใดได้กระทำข้อผูกพันอันไม่ชอบเช่นว่านั้น รัฐเจ้าของสัญชาติของสายการบินนั้นจะใช้ความพยายามอย่างดีที่สุดของตนในอันที่จะให้บอกเลิก ข้อผูกพันเหล่านั้นทันที และในกรณีใดก็ดี จะก่อเหตุกรรมให้บอกเลิกข้อผูกพันในเมื่อสามารถ จะกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมายภายหลังที่เริ่มใช้อนุสัญญาฉบับนี้
ข้อ ๘๓
การจดทะเบียนข้อตกลงใหม่ภายใต้บทบัญญัติแห่งข้อก่อน รัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งรัฐใดอาจทำข้อตกลงอันชอบด้วย บทบัญญัติแห่งอนุสัญญาฉบับนี้ได้ ข้อตกลงเช่นว่านั้นจะต้องจดทะเบียนกับคณะมนตรีทันที ซึ่งคณะมนตรีจะได้เปิดเผยโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
ข้อ ๘๓ ทวิ๒๑
การโอนภาระและหน้าที่บางประการ(ก) ไม่ว่าความในบทบัญญัติแห่งข้อ ๑๒, ๓๐, ๓๑ และ ๓๒(ก) จะกล่าวเป็นประการใดก็ตาม ถ้าโดยผลของสัญญาเช่า เช่าเหมา หรือความตกลงอื่นใดที่คล้ายคลึงกันนี้ อากาศยานซึ่งจดทะเบียน ไว้ในรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งถูกนำไปใช้ทำการบินโดยผู้ประกอบการซึ่งมีถิ่นที่ในทางธุรกิจสำคัญ ในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง หรือถ้าผู้นั้นไม่มีถิ่นที่ในทางธุรกิจเช่นว่านั้น ก็มีถิ่นที่อยู่ถาวรในรัฐนั้น รัฐผู้รับจดทะเบียนอากาศยานดังกล่าวอาจทำความตกลงกับอีกรัฐนั้น เพื่อโอนภาระและหน้าที่ของตน ในฐานะรัฐผู้จดทะเบียนตามข้อ ๑๒, ๓๐, ๓๑ และ ๓๒(ก) ไปยังรัฐนั้น ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนก็ได้ รัฐผู้รับจดทะเบียนอากาศยานย่อมพ้นจากความรับผิดชอบในภาระและหน้าที่ที่โอนไปแล้วนั้น
(ข) การโอนภาระและหน้าที่นั้นจะมีผลต่อรัฐผู้ทำสัญญาอื่นก็ต่อเมื่อคณะมนตรีได้จดทะเบียน ความตกลงระหว่างรัฐดังกล่าว และประกาศให้ทราบทั่วกันตามความในข้อ ๘๓ หรือเมื่อรัฐภาคี ความตกลง ดังกล่าวได้แจ้งโดยตรงไปยังเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ทำสัญญาอื่นที่เกี่ยวข้องรัฐหนึ่งหรือหลายรัฐ ถึงขอบเขตและความมีอยู่ของความตกลงแล้ว
(ค) ให้ใช้บทบัญญัติในวรรค (ก) และ (ข) ข้างต้นบังคับแก่กรณีภายใต้ข้อ ๗๗ ด้วย
หมวด ๑๘
ข้อพิพาทและการกระทำผิดข้อ ๘๔
การตกลงข้อพิพาทถ้ามีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นระหว่างรัฐผู้ทำสัญญาสองรัฐหรือมากกว่า เกี่ยวกับการตีความหรือ การใช้อนุสัญญาฉบับนี้และภาคผนวก ซึ่งไม่สามารถตกลงกันได้โดยการเจรจาให้คณะมนตรีเป็น ผู้วินิจฉัย ในเมื่อรัฐใดที่เกี่ยวข้องกับข้อโต้แย้งนั้นเสนอขอมา ห้ามมิให้สมาชิกในคณะมนตรีซึ่งเป็นภาคี ในข้อพิพาทออกเสียงในการพิจารณาของคณะมนตรีในเรื่องนั้น ภายในบังคับแห่งข้อ ๘๕ รัฐผู้ทำสัญญาใด ๆ อาจอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะมนตรีต่อศาลอนุญาโตตุลาการเฉพาะเรื่อง โดยมีการตกลงกันกับภาคีอื่น ๆ ในข้อพิพาทนั้น หรือศาลยุติธรรมระหว่างประเทศถาวร เมื่อมีการอุทธรณ์เช่นว่านั้นให้แจ้งให้คณะมนตรีทราบภายในหกสิบวันนับแต่ที่ได้รับการแจ้ง คำวินิจฉัยของคณะมนตรี
ข้อ ๘๕
วิธีดำเนินการอนุญาโตตุลาการถ้ารัฐผู้ทำสัญญารัฐใดที่เป็นภาคีแห่งข้อพิพาท ซึ่งคำวินิจฉัยของคณะมนตรีในข้อพิพาท นั้นอยู่ในระหว่างอุทธรณ์ มิได้ตกลงรับข้อบัญญัติของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศถาวร และบรรดารัฐผู้ทำสัญญาที่เป็นภาคีแห่งข้อพิพาทนั้นตกลงกันไม่ได้ในการเลือกศาลอนุญาโตตุลาการ ให้รัฐผู้ทำสัญญาที่เป็นภาคีแห่งข้อพิพาทนั้นแต่ละรัฐตั้งอนุญาโตตุลาการมาแต่เพียงคนเดียว อนุญาโตตุลาการเหล่านั้นจะเป็นผู้ตั้งผู้ชี้ขาดขึ้นคนหนึ่ง ถ้ารัฐผู้ทำสัญญาที่เป็นภาคีแห่งข้อพิพาท ไม่ตั้งอนุญาโตตุลาการมาภายในระยะเวลาสามเดือนนับแต่วันยื่นอุทธรณ์ นายกมนตรีจะตั้ง อนุญาโตตุลาการแทนรัฐนั้น โดยเลือกจากบัญชีบุคคลที่มีคุณสมบัติและเชิญมาได้ ซึ่งบัญชีนั้น คณะมนตรีเป็นผู้รักษาไว้ ถ้าภายในสามสิบวันอนุญาโตตุลาการเหล่านั้นไม่สามารถตกลงในตัวผู้ชี้ขาด นายกมนตรีจะเป็นผู้กำหนดตัวผู้ชี้ขาดขึ้นจากบัญชีที่อ้างข้างต้น อนุญาโตตุลาการเหล่านั้นและ ผู้ชี้ขาดร่วมกันประกอบเป็นศาลอนุญาโตตุลาการ ให้ศาลอนุญาโตตุลาการที่จัดตั้งขึ้นตามข้อนี้และ ข้อก่อนตกลงในวิธีดำเนินการของตนเองและให้ใช้เสียงข้างมากเป็นคำวินิจฉัย แต่มีข้อแม้ว่า คณะมนตรีอาจยกปัญหาวิธีดำเนินการขึ้นมากำหนดเสียเองได้ ในกรณีที่มีการล่าช้าเกินสมควร ในความคิดเห็นของคณะมนตรี
ข้อ ๘๖
อุทธรณ์นอกจากคณะมนตรีจะวินิจฉัยเป็นอย่างอื่น คำวินิจฉัยของคณะมนตรีในข้อที่ว่า สายการบินระหว่างประเทศดำเนินการอยู่โดยอนุโลมตามบทบัญญัติแห่งอนุสัญญาฉบับนี้หรือไม่นั้น ให้คงมีผลอยู่จนกว่าจะถูกผันกลับ เมื่อเสร็จอุทธรณ์ในเรื่องอื่น ๆ คำวินิจฉัยของคณะมนตรี ถ้าถูกอุทธรณ์ ให้ระงับไว้จนกว่าได้มีการวินิจฉัยโดยอุทธรณ์คำวินิจฉัยของศาลยุติธรรม ระหว่างประเทศถาวรและของศาลอนุญาโตตุลาการ ให้ถือเป็นที่สุดและมีผลผูกมัด
ข้อ ๘๗
โทษสำหรับสายการบินที่ไม่อนุโลมตามรัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐรับรองว่าจะไม่ยอมให้สายการบินของรัฐผู้ทำสัญญามีการดำเนินการบิน ผ่านอากาศเหนืออาณาเขตของตน ถ้าคณะมนตรีได้วินิจฉัยตกลงว่าสายการบินที่เกี่ยวข้อง นั้นมิได้อนุโลมตามคำวินิจฉัยสุดท้าย ที่ให้ไว้ตามข้อก่อน
ข้อ ๘๘
โทษสำหรับรัฐที่ไม่อนุโลมตามให้สมัชชาถอนอำนาจการออกเสียงในสมัชชา และในคณะมนตรีของรัฐผู้ทำสัญญาใด ๆ ที่กระทำผิดต่อบทบัญญัติแห่งหมวดนี้
หมวด ๑๙
สงครามข้อ ๘๙
เงื่อนไขยามสงครามและฉุกเฉินในกรณีที่มีสงครามบทบัญญัติแห่งอนุสัญญาฉบับนี้ไม่กระทบถึงเสรีภาพในการปฏิบัติของรัฐผู้ทำสัญญาใด ๆ ที่ถูกกระทบโดยสงครามนั้น ไม่ว่าจะเป็นคู่สงครามหรือเป็นกลาง หลักการเช่นเดียวกันนี้ให้ใช้ได้ ในกรณีที่รัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งรัฐใดประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติและแจ้งข้อเท็จจริงให้ คณะมนตรีทราบ
หมวด ๒๐
ภาคผนวกข้อ ๙๐
การตกลงเลือกใช้และแก้ไขภาคผนวก>(ก) การตกลงเลือกใช้ภาคผนวกต่าง ๆ ตามที่กล่าวไว้ในข้อ ๕๔ วรรค (ฏ) นั้น จะต้องมีเสียง สองในสามของคณะมนตรีเห็นชอบในการประชุมที่เรียกเพื่อการนั้น และต่อจากนั้นคณะมนตรีจะต้อง เสนอไปยังรัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐด้วย ภาคผนวกเช่นว่านั้นหรือการแก้ไขเพิ่มเติมภาคผนวกให้มี ผลบังคับ ภายในสามเดือนหลังจากที่ได้เสนอไปยังรัฐผู้ทำสัญญาแล้ว หรือเมื่อพ้นระยะเวลาที่นาน กว่านั้นตามแต่คณะมนตรีจะกำหนด นอกจากในระหว่างเวลานั้นส่วนมากของบรรดา รัฐผู้ทำสัญญาได้แจ้งต่อคณะมนตรีเป็นหลักฐานว่าตนไม่เห็นชอบด้วย
(ข) ให้คณะมนตรีแจ้งให้รัฐผู้ทำสัญญาทั้งหมดทราบโดยทันทีถึงการเริ่มใช้ภาคผนวกใด ๆ หรือการแก้ไขเพิ่มเติมภาคผนวก
หมวด ๒๑
สัตยาบัน ภาคยานุวัติ
การแก้ไขเพิ่มเติม และการบอกเลิกข้อ ๙๑
สัตยาบันอนุสัญญา(ก) อนุสัญญาฉบับนี้จะต้องได้รับสัตยาบันจากรัฐที่ลงนามสัตยาบันสารจะต้องมอบให้เก็บรักษา ไว้ในบรรณาคมของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาซึ่งรัฐบาลนั้นจะบอกกล่าวถึงวันที่รับมอบมาเก็บรักษาไว้ ไปยังรัฐที่ลงนามและรัฐภาคยานุวัติแต่ละรัฐ
(ข) เมื่อรัฐต่าง ๆ ได้ให้สัตยาบันหรือภาคยานุวัติครบยี่สิบหกรัฐแล้วอนุสัญญาฉบับนี้จะเริ่มใช้ ระหว่าง รัฐเหล่านั้นเมื่อครบสามสิบวันหลังจากวันมอบสารฉบับที่ยี่สิบหก และจะเริ่มใช้แก่แต่ละรัฐ ที่ให้สัตยาบันต่อมาภายหลัง เมื่อครบสามสิบวันหลังจากวันมอบสัตยาบันสารของรัฐนั้น ๆ
(ค) เป็นหน้าที่ของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาที่จะแจ้งให้รัฐบาลของแต่ละรัฐที่ลงนามและที่ ภาคยานุวัติทราบถึงวันเริ่มใช้อนุสัญญาฉบับนี้
ข้อ ๙๒
ภาคยานุวัติอนุสัญญา(ก) การภาคยานุวัติอนุสัญญาฉบับนี้จะเปิดให้แก่สมาชิกของสหประชาชาติ และบรรดารัฐที่ สังสรรค์กับสหประชาชาติ ตลอดจนบรรดารัฐที่คงเป็นกลางอยู่ระหว่างสงครามโลกครั้งนี้
(ข) การภาคยานุวัติจะกระทำได้โดยมีการแจ้งความส่งไปยังรัฐบาลสหรัฐอเมริกา และจะมีผลตั้งแต่วันครบสามสิบวัน หลังจากวันที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้รับการแจ้งความนั้น และรัฐบาลนั้นจะได้แจ้งให้รัฐผู้ทำสัญญาทั้งหมดทราบ
ข้อ ๙๓
การรับรัฐอื่นๆ เข้าร่วมรัฐอื่น ๆ นอกจากที่เข้าอยู่ในเกณฑ์ในข้อ ๙๑ และ ๙๒ (ก) อาจได้รับให้เข้ามีส่วนในอนุสัญญา ฉบับนี้ได้โดยได้เสียงสี่ในห้าของสมัชชา และตามเงื่อนไขที่สมัชชาอาจกำหนด แต่ต้องได้รับอนุมัติ จากองค์การระหว่างประเทศทั่วไปที่ตั้งขึ้นโดยบรรดาชาติของโลก เพื่อรักษาไว้ซึ่งสันติภาพ นอกจากนั้นในแต่ละกรณีจำเป็นจะต้องได้รับความยินยอมจากรัฐที่ถูกบุกรุกหรือถูกโจมตีระหว่าง สงครามครั้งนี้โดยรัฐที่ขอให้รับเข้าเป็นภาคี
ข้อ ๙๓ ทวิ๒๒
(ก) ไม่ว่าความในบทบัญญัติแห่งข้อ ๙๑, ๙๒ และ ๙๓ จะกล่าวเป็นประการใดก็ตาม
(๑) รัฐซึ่งสมัชชาแห่งสหประชาชาติได้มีคำแนะนำให้ถอดถอนรัฐบาลของรัฐนั้นออกจาก สมาชิกภาพในทบวงการระหว่างประเทศที่สถาปนาโดยหรือที่เข้ามีความสัมพันธ์กับองค์การสหประชาชาติ ต้องพ้นจากการเป็นสมาชิกขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศโดยอัตโนมัติ
(๒) รัฐซึ่งถูกถอดถอนออกจากสมาชิกภาพในองค์การสหประชาชาติ ต้องพ้นจากการเป็น สมาชิกขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศโดยอัตโนมัติ เว้นแต่สมัชชาแห่ง องค์การสหประชาชาติจะมีคำแนะนำเป็นอย่างอื่นในการถอดถอนของตน
(ข) รัฐซึ่งพ้นจากการเป็นสมาชิกขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศตามผลของ บทบัญญัติในวรรค (ก) ข้างต้น เมื่อได้รับการเห็นชอบจากสมัชชาแห่งองค์การสหประชาชาติแล้ว อาจเข้าสู่องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศได้อีกครั้ง เมื่อได้ยื่นคำร้องและได้รับความเห็นชอบ โดยเสียงข้างมากของคณะมนตรี
(ค) สมาชิกขององค์การ ซึ่งถูกระงับการใช้สิทธิและเอกสิทธิของสมาชิกภาพใน องค์การสหประชาชาติ เมื่อมีการร้องขอจากองค์การสหประชาชาติ ต้องถูกระงับสิทธิและเอกสิทธิ ของสมาชิกภาพในองค์การนี้ด้วย
ข้อ ๙๔
การแก้ไขเพิ่มเติมอนุสัญญา(ก) การแก้ไขเพิ่มเติมอนุสัญญาฉบับนี้ที่เสนอนั้นจะต้องได้รับความเห็นชอบโดยเสียง สองในสามของสมัชชา และจะเริ่มใช้แก่บรรดารัฐที่ได้ให้สัตยาบันการแก้ไขเพิ่มเติมเช่นว่านั้นแล้ว เมื่อมีการสัตยาบันโดยรัฐผู้ทำสัญญาครบจำนวนที่สมัชชาระบุ จำนวนที่ระบุนั้นจะต้องไม่น้อยกว่า สองในสามของจำนวนรัฐผู้ทำสัญญาทั้งหมด
(ข) ถ้าสมัชชามีความคิดเห็นว่า การแก้ไขเพิ่มเติมนั้นมีลักษณะที่ควรดำเนินตามแนวต่อไปนี้ ได้โดยชอบธรรม สมัชชาอาจวางไว้ในมติของตนในการแนะนำให้ตกลงเลือกใช้การแก้ไขว่า รัฐหนึ่งรัฐใดที่มิได้ให้สัตยาบันภายในระยะเวลาที่ระบุไว้ หลังจากที่การแก้ไขเพิ่มเติมนั้นได้เริ่มใช้แล้ว จะต้องพ้นจากการเป็นสมาชิกขององค์การนี้ และพ้นจากการเป็นภาคีของอนุสัญญานี้
ข้อ ๙๕
การบอกเลิกอนุสัญญา(ก) รัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งรัฐใดอาจแจ้งการบอกเลิกอนุสัญญาฉบับนี้ได้ หลังจากที่ได้เริ่มใช้แล้ว เป็นเวลาสาม ปี โดยรัฐนั้นส่งการแจ้งความไปยังรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ผู้ซึ่งจะแจ้งให้รัฐผู้ทำสัญญา แต่ละรัฐทราบทันที
(ข) การบอกเลิกจะมีผลเมื่อครบเวลาหนึ่งปีหลังจากวันที่ได้รับการแจ้งความนั้น ผลนั้นมีเฉพาะแก่รัฐที่ทำการบอกเลิก
หมวด ๒๒
วิเคราะห์ศัพท์ข้อ ๙๖
เพื่อความมุ่งประสงค์แห่งอนุสัญญาฉบับนี้ คำว่า(ก) "บริการเดินอากาศ" หมายความว่า บริการเดินอากาศประจำมีกำหนดใด ๆ ที่ใช้อากาศยานเพื่อการขนส่งสาธารณะโดยรับขนคนโดยสาร ไปรษณียภัณฑ์และสินค้า
(ข) "บริการเดินอากาศระหว่างประเทศ" หมายความว่า บริการเดินอากาศที่ผ่านเข้าไปในอวกาศเหนืออาณาเขตของรัฐมากกว่าหนึ่งรัฐขึ้นไป
(ค) "สายการบิน" หมายความว่า ภารธุระขนส่งทางอากาศใด ๆ ที่อำนวยหรือดำเนินบริการเดินอากาศระหว่างประเทศ
(ง) "แวะลงมิใช่เพื่อการค้า" หมายความว่า การลงเพื่อประโยชน์ใด ๆ นอกจากการรับคนโดยสาร สินค้า และไปรษณียภัณฑ์ขึ้น หรือถ่ายลง
การลงนามในอนุสัญญา
เพื่อเป็นพยานแก่การนี้ ผู้มีอำนาจเต็มซึ่งมีนามข้างท้ายนี้และซึ่งได้รับมอบอำนาจโดยถูกต้อง ได้ลงนามในอนุสัญญาฉบับนี้แทนรัฐบาลของตน ณ วันที่ปรากฏอยู่ตรงข้ามกับลายเซ็นของตน
ทำขึ้น ที่เมืองชิคาโก ณ วันที่เจ็ดธันวาคม ๑๙๔๔ เป็นภาษาอังกฤษตัวบทซึ่งทำขึ้นเป็นภาษา อังกฤษ ฝรั่งเศส และสเปญ จะได้เปิดไว้เพื่อลงนามที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ตัวบทภาษาหนึ่งภาษาใด ในสามภาษานี้ใช้ในการตีความได้เท่ากัน ตัวบททั้งสองฉบับนี้จะได้เก็บรักษาไว้ในบรรณาคมของ รัฐบาลสหรัฐอเมริกา และรัฐบาลนั้นจะได้ส่งสำเนาที่รับรองว่าถูกต้องแล้วไปยังรัฐบาลของรัฐทั้งหมด ซึ่งลงนามหรือภาคยานุวัติอนุสัญญาฉบับนี้
[ทำขึ้น ที่เมืองชิคาโก ณ วันที่เจ็ดธันวาคม ๑๙๔๔ เป็นภาษาอังกฤษตัวบทของอนุสัญญานี้ ซึ่งทำขึ้นเป็นภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย และสเปญ ใช้ในการตีความได้เท่ากัน ตัวบทเหล่านี้จะ ได้เก็บรักษาไว้ในบรรณาคมของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและรัฐบาลนั้นจะได้ส่งสำเนาที่รับรองว่า ถูกต้องแล้วไปยังรัฐบาลของรัฐทั้งหมดซึ่งลงนามหรือภาคยานุวัติอนุสัญญาฉบับนี้]๒๓
[ทำขึ้น ที่เมืองชิคาโก ณ วันที่เจ็ดธันวาคม ๑๙๔๔ เป็นภาษาอังกฤษ ตัวบทของอนุสัญญานี้ ซึ่งทำขึ้นเป็นภาษาอังกฤษ อารบิค ฝรั่งเศส รัสเซีย และสเปญ ใช้ในการตีความได้เท่ากันตัวบทเหล่านี้จะ ได้เก็บรักษาไว้ในบรรณาคมของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา และรัฐบาลนั้นจะได้ส่งสำเนาที่รับรองว่า ถูกต้องแล้วไปยังรัฐบาลของรัฐทั้งหมดซึ่งลงนามหรือภาคยานุวัติอนุสัญญาฉบับนี้]๒๔
[ทำขึ้น ที่เมืองชิคาโก ณ วันที่เจ็ดธันวาคม ๑๙๔๔ เป็นภาษาอังกฤษ ตัวบทของอนุสัญญานี้ ซึ่งทำขึ้นเป็นภาษาอังกฤษ อารบิค จีน ฝรั่งเศส รัสเซีย และสเปญ ใช้ในการตีความได้เท่ากันตัวบท เหล่านี้จะได้เก็บรักษาไว้ในบรรณาคมของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและรัฐบาลนั้นจะได้ส่งสำเนาที่รับรอง ว่าถูกต้องแล้วไปยังรัฐบาลของรัฐทั้งหมดซึ่งลงนามหรือภาคยานุวัติอนุสัญญาฉบับนี้]๒๕
๑ราชกิจจานุเบกษา ต.๕๙ ล.๖๘, ๒๕ ก.ย. ๒๔๙๔, น.๑๓๔๗ อนุสัญญาฉบับนี้มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ ๔ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๐ และ ณ วันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๔ มีภาคีทั้งหมด ๑๘๗ รัฐ ประเทศไทยได้มอบสัตยาบันสารเมื่อวันที่ ๔ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๐ ดังนั้น ตามข้อ ๙๑ (ข) อนุสัญญาฉบับนี้มีผลใช้บังคับสำหรับประเทศไทยเมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๐ การจัดหัวข้อและย่อหน้าได้ทำตามต้นฉบับของแต่ละภาษา จึงทำให้มีรูปแบบต่างกัน อนึ่ง ผู้จัดพิมพ์ต้องขออภัยที่เลขในเชิงอรรถภาษาไทยและภาษาอังกฤษไม่ตรงกันBack๒ ในคำแปลอย่างเป็นทางการนี้ เกือบทั้งฉบับแปล "airspace" ว่า "อวกาศ" (ยกเว้นข้อ ๘๗ แปลว่า "อากาศ") ซึ่งหากพิจารณาในบริบทปัจจุบันแล้ว อาจพบว่าเป็นคำแปลที่ไม่ค่อยจะตรงนัก เพราะมีวิชากฎหมายอวกาศ (Space Law) เกิดขึ้นมาอีกสาขาหนึ่ง ถ้าจะแปล "airspace" ว่า "อวกาศ" ก็ควรแปล "outer space" ว่า "อวกาศชั้นนอก" หรือ "ห้วงอวกาศด้านนอก" แต่ถ้าจะแปล "airspace" ว่า "ห้วงอากาศ" ก็ควรแปล "outer space" ว่า "ห้วงอวกาศ" เพราะสองคำนี้เป็นข้อความคิดที่คู่กัน อนึ่ง ความนิยมทั่วไปมักแปล "airspace" ว่า "ห้วงอากาศ" กรมการบินพาณิชย์แปลคำนี้ในภาคผนวกที่ ๒ ของอนุสัญญาชิคาโก ว่า "น่านฟ้า" ศัพท์นิติศาสตร์ อังกฤษ-ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน (๒๕๔๑, น.๑๕) แปลว่า "ย่านอากาศ" และคำแปลอย่างเป็นทางการของอนุสัญญาว่าด้วยความผิดและการกระทำอื่น ๆ บางประการที่กระทำบนอากาศยาน ใช้คำว่า "น่านอากาศ"Back
๓ คำแปลในราชกิจจานุเบกษาไม่ปรากฏข้อความในวรรค (ง) นี้ ผู้จัดพิมพ์เข้าใจว่าเป็นการพิมพ์ตก จึงได้ใส่คำแปลอย่างไม่เป็นทางการเพิ่มเข้ามา Back
๔ คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ ข้อบทนี้มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ และ ณ วันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๔ มีภาคีทั้งหมด ๑๑๙ รัฐ ประเทศไทยได้มอบสัตยาบันสารเมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๘Back
๕ โดยส่วนใหญ่แล้วคำแปลนี้จะสะกดว่า "ไปรษณีย์ภัณฑ์" แต่ในข้อ ๘๗ (ก) และ (ง) จะสะกดว่า "ไปรษณียภัณฑ์" อย่างไรก็ดี พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ สะกดว่า "ไปรษณียภัณฑ์" [ไปรสะนียะพัน, ไปรสะนีพัน]Back
๖ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๕ คณะมนตรีได้รับรองคำนิยามของ "บริการเดินอากาศระหว่างประเทศประจำมีกำหนด" เพื่อเป็นแนวทางของรัฐในการตีความและการใช้ข้อ ๕ และข้อ ๖ แห่งอนุสัญญานี้ ดังนี้ (คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ)Back
๗ ต้นฉบับภาษาอังกฤษไม่มีย่อหน้า แต่คำแปลอย่างเป็นทางการของไทยมีย่อหน้าBack
๘ ตัวบทภาษาอังกฤษมิได้ย่อหน้าในวรรคนี้ แต่คำแปลอย่างเป็นทางการของไทยมีย่อหน้าBack
๙ ในตัวบทภาษาอังกฤษ ข้อความ "และเรื่องอื่น ๆ เป็นคราว ๆ" จะขึ้นบรรทัดใหม่ชิดขอบซ้าย แต่คำแปลอย่างเป็นทางการของไทยข้อความดังกล่าวจะอยู่ใน (ฎ)Back
๑๐ คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ ตัวบทของข้อนี้เป็นไปดังที่ได้รับการแก้ไขโดยการประชุมสมัชชาครั้งที่แปด เมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๙๗ มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ ตามข้อ ๙๔(ก) ของอนุสัญญา ตัวบทนี้มีผลใช้บังคับระหว่างรัฐที่ได้ให้สัตยาบันการแก้ไข ในส่วนของรัฐที่มิได้ให้สัตยาบันการแก้ไขดังกล่าว ตัวบทเดิมยังคงมีผลใช้บังคับ ซึ่ง ณ วันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๔ มีรัฐที่ให้สัตยาบันแล้ว ๑๒๘ รัฐ ประเทศไทยได้มอบสัตยาบันสารเมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๓ (มีผลในวันเดียวกันนี้เอง)Back
๑๑ คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ ตัวบทของข้อนี้เป็นไปดังที่ได้รับการแก้ไขโดยการประชุมสมัชชาครั้งที่แปด เมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๙๗ มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ ตามข้อ ๙๔(ก) ของอนุสัญญา ตัวบทนี้มีผลใช้บังคับระหว่างรัฐที่ได้ให้สัตยาบันการแก้ไข ซึ่ง ณ วันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๔ มีรัฐที่ให้สัตยาบันแล้ว ๑๓๒ รัฐ ประเทศไทยได้มอบสัตยาบันสารเมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ Back
๑๒ คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ ตัวบทของข้อนี้เป็นไปดังที่ได้รับการแก้ไขโดยการประชุมสมัชชาครั้งที่สิบสี่ เมื่อวันที่ ๑๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๕ มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๘ ตามข้อ ๙๔(ก) ของอนุสัญญา ตัวบทนี้มีผลใช้บังคับระหว่างรัฐที่ได้ให้สัตยาบันการแก้ไข ซึ่ง ณ วันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๔ มีรัฐที่ให้สัตยาบันแล้ว ๑๐๗ รัฐ ประเทศไทยได้มอบสัตยาบันสารเมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๖ Back
๑๓ คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ ตัวบทของข้อนี้เป็นไปดังที่ได้รับการแก้ไขโดยการประชุมสมัชชาครั้งที่แปด เมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๙๗ มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ ตามข้อ ๙๔(ก) ของอนุสัญญา ตัวบทนี้มีผลใช้บังคับระหว่างรัฐที่ได้ให้สัตยาบันการแก้ไข ซึ่ง ณ วันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๔ มีรัฐที่ให้สัตยาบันแล้ว ๑๓๒ รัฐ ประเทศไทยได้มอบสัตยาบันสารสำหรับข้อบทนี้เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๙Back
๑๔ ๑๔ คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ ตัวบทของข้อนี้ได้รับการแก้ไขโดยการประชุมสมัชชา (สมัยวิสามัญ) ที่สิบสาม เมื่อวันที่ ๑๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๔ มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ ซึ่ง ณ วันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๔ มีรัฐที่ให้สัตยาบันแล้ว ๑๒๕ รัฐ ประเทศไทยได้มอบสัตยาบันสารเมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๕Back
๑๕ คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ ตัวบทของข้อนี้เป็นไปดังที่ได้รับการแก้ไขโดยการประชุมสมัชชา (สมัยวิสามัญ) ที่สิบเจ็ด เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๖ ซึ่ง ณ วันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๔ มีรัฐที่ให้สัตยาบันแล้ว ๑๒๑ รัฐ ประเทศไทยได้มอบสัตยาบันสารเมื่อวันที่ ๑๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๔Back
๑๖ คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ ตัวบทของข้อนี้เป็นไปดังที่ได้รับการแก้ไขโดยการประชุมสมัชชาครั้งที่ยี่สิบเอ็ด เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๗ มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๓ ซึ่ง ณ วันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๔ มีรัฐที่ให้สัตยาบันแล้ว ๑๑๘ รัฐ ประเทศไทยได้มอบสัตยาบันสารเมื่อวันที่ ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๔Back
๑๗ คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ ตัวบทของข้อนี้เป็นไปดังที่ได้รับการแก้ไขโดยการประชุมสมัชชาในปี พ.ศ. ๒๕๓๓ ตัวบทนี้จะมีผลใช้บังคับเมื่อมีสัตยาบันสารครบ ๑๐๘ ฉบับ แต่ ณ วันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๔ มีรัฐที่ให้สัตยาบันแล้ว ๘๗ รัฐ ตัวบทนี้จึงยังไม่มีผลใช้บังคับ ประเทศไทยได้มอบสัตยาบันสารแล้วเมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๖Back
๑๘ คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ ตัวบทของข้อนี้เป็นไปดังที่ได้รับการแก้ไขโดยการประชุมสมัชชาครั้งที่ ๑๘ เมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๗ ซึ่ง ณ วันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๔ มีรัฐที่ให้สัตยาบันแล้ว ๑๒๔ รัฐ ประเทศไทยได้มอบสัตยาบันสารเมื่อวันที่ ๑๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕Back
๑๙ คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ ตัวบทของข้อนี้เป็นไปดังที่ได้รับการแก้ไขโดยการประชุมสมัชชา ในปี พ.ศ. ๒๕๓๒ ตัวบทนี้จะมีผลใช้บังคับเมื่อมีสัตยาบันสารครบ ๑๐๘ ฉบับ แต่ ณ วันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๔ มีรัฐที่ให้สัตยาบันแล้ว ๘๘ รัฐ ตัวบทนี้จึงยังไม่มีผลใช้บังคับBack
๒๐ คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ ตัวบทของข้อนี้ได้รับการแก้ไขโดยการประชุมสมัชชาครั้งที่แปด เมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๙๗ มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ ตามข้อ ๙๔(ก) ของอนุสัญญา ตัวบทนี้มีผลใช้บังคับระหว่างรัฐที่ได้ให้สัตยาบันการแก้ไข ซึ่ง ณ วันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๔ มีรัฐที่ให้สัตยาบันแล้ว ๑๓๒ รัฐ ประเทศไทยได้มอบสัตยาบันสารเมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๙Back
๒๑ คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๓ สมัชชาได้ตัดสินใจแก้ไขเพิ่มเติมอนุสัญญาชิคาโก โดยเพิ่มข้อ ๘๓ ทวิ เข้ามา ภายใต้ข้อ ๙๔(ก) แห่งอนุสัญญา การแก้ไขนี้ได้มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๐ ระหว่างรัฐที่ได้ให้สัตยาบัน ซึ่ง ณ วันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๔ มีรัฐให้สัตยาบันแล้ว ๑๒๗ รัฐ ประเทศไทยยังมิได้ให้สัตยาบันตัวบทนี้Back
๒๒ คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ เมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๐ สมัชชาได้ตัดสินใจแก้ไขเพิ่มเติมอนุสัญญาชิคาโก โดยเพิ่มเติมข้อ ๙๓ ทวิ เข้ามา ภายใต้ข้อ ๙๔(ก) ของอนุสัญญา การแก้ไขเพิ่มเติมได้มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๓ ระหว่างรัฐที่ได้ให้สัตยาบัน ซึ่ง ณ วันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๔ มีรัฐที่ให้สัตยาบันแล้ว ๑๐๐ รัฐ ประเทศไทยได้มอบสัตยาบันสารเมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๐Back
๒๓คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ ตัวบทนี้มีผลเมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่ง ณ วันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๔ มีรัฐให้สัตยาบันแล้ว ๑๐๔ รัฐ ประเทศไทยได้มอบสัตยาบันสารเมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๐Back
๒๔ คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ ตัวบทนี้จะมีผลใช้บังคับเมื่อมีสัตยาบันสารครบ ๑๒๒ ฉบับ แต่ ณ วันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๔ มีรัฐที่ให้สัตยาบันแล้ว ๓๙ รัฐ ตัวบทนี้จึงยังไม่มีผลใช้บังคับ ประเทศไทยได้มอบสัตยาบันสารเมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๐Back
๒๕ คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ ตัวบทนี้จะมีผลใช้บังคับเมื่อมีสัตยาบันสารครบ ๑๒๔ ฉบับ แต่ ณ วันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๔ มีรัฐที่ให้สัตยาบันแล้ว ๒๒ รัฐ ตัวบทนี้จึงยังไม่มีผลใช้บังคับ ประเทศไทยยังมิได้ให้สัตยาบันตัวบทนี้Back
| Home | สารบาญ | Chapter 1 | English Version |