Home สารบาญ Chapter 2 English Version

อนุสัญญา
เพื่อการปราบปรามการยึดอากาศยาน
โดยมิชอบด้วยกฎหมาย

คำปรารภ

          รัฐภาคีแห่งอนุสัญญานี้

            พิจารณาเห็นว่า  การกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมายเพื่อการยึดหรือเข้าควบคุมอากาศยานที่กำลังบินอยู่ ย่อมเป็นอันตราย ต่อความปลอดภัยของบุคคลและทรัพย์สิน กระทบต่อปฏิบัติการของบริการเดินอากาศ อย่างร้ายแรงและบ่อนทำลาย ความไว้วางใจ ของประชาชนแห่งโลกในความปลอดภัยของการบินพลเรือน

         พิจารณาเห็นว่า การที่การกระทำเช่นว่านั้นอุบัติขึ้นย่อมเป็นเรื่องน่าห่วงใยอย่างมาก

            พิจารณาเห็นว่า เพื่อความมุ่งประสงค์ที่จะยับยั้งการกระทำเช่นว่านั้น ย่อมมีความจำเป็นอันรีบด่วน ที่จะจัดหามาตรการอันเหมาะสมเพื่อลงโทษผู้กระทำความผิด

         ได้ทำความตกลงกันดังต่อไปนี้

ข้อ ๑

            บุคคลใดกระทำการดังต่อไปนี้ในอากาศยานที่กำลังบินอยู่ คือ

            (ก) ยึดหรือเข้าควบคุมอากาศยานนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมายด้วยการใช้กำลังบังคับหรือคุกคาม หรือด้วยการขู่เข็ญในรูปอื่นใด หรือพยายามกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเช่นว่านั้น หรือ

            (ข) สมคบกับบุคคลซึ่งกระทำการหรือพยายามกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเช่นว่านั้น
ถือว่ากระทำความผิด (ต่อไปในอนุสัญญานี้จะเรียกว่า "ความผิด")

ข้อ ๒

            รัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐรับผูกพันที่จะให้ความผิดพึงได้รับการลงโทษอย่างรุนแรง

ข้อ ๓

            ๑. เพื่อความมุ่งประสงค์แห่งอนุสัญญานี้ ให้ถือว่าอากาศยานกำลังบินอยู่ในเวลาใด ๆ นับแต่ขณะที่ประตูด้านนอก ของอากาศยานทุกบานได้ปิดแล้วภายหลังที่ผู้โดยสารขึ้นจนถึงขณะที่ประตูนั้นบานใด,ๆ ได้เปิดออกเพื่อให้ผู้โดยสารลง ในกรณีที่มีการลงสู่พื้นดินโดยเหตุบังคับให้ถือว่ายังคงทำการบินต่อไปจนกว่าเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจจะได้เข้ารับผิดชอบ สำหรับอากาศยาน และบุคคลและทรัพย์สินในอากาศยาน

            ๒. อนุสัญญานี้มิให้ใช้แก่อากาศยานที่ใช้ในบริการทางทหาร ศุลกากร หรือตำรวจ

            ๓. ให้ใช้อนุสัญญานี้ถ้าหากว่าถิ่นที่ที่บินขึ้นหรือที่ลงสู่พื้นดินโดยแท้จริงของอากาศยานซึ่งได้มีการกระทำ ความผิดในอากาศยานตั้งอยู่นอกอาณาเขตของรัฐที่มีการจดทะเบียนอากาศยานนั้น ทั้งนี้โดยไม่ถือเอาข้อที่ว่า อากาศยานนั้นได้ทำการบินระหว่างประเทศหรือทำการบินภายในประเทศเป็นข้อสำคัญ

            ๔. ในกรณีที่กล่าวถึงในข้อ ๕ มิให้ใช้อนุสัญญานี้ ถ้าทั้งถิ่นที่ที่บินขึ้นหรือที่ลงสู่พื้นดินโดยแท้จริงของอากาศยาน ซึ่งได้มีการกระทำความผิดในอากาศยานตั้งอยู่ภายในอาณาเขตของรัฐเดียวกัน ในกรณีที่รัฐนั้นร่วมอยู่ในบรรดารัฐ ที่อ้างถึงในข้อนั้น

            ๕. แม้ว่าจะมีวรรค ๓ และ ๔ แห่งข้อนี้อยู่แล้วก็ตาม ก็ให้ใช้ข้อ ๖, ๗, ๘ และ ๑๐ ได้ ไม่ว่าถิ่นที่ที่บินขึ้นหรือที่ลงสู่พื้นดิน จะอยู่ ณ ที่ใด ถ้าพบตัวผู้กระทำความผิดหรือผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดในอาณาเขตของอีกรัฐหนึ่งนอกจากรัฐที่ มีการจดทะเบียนอากาศยานนั้น

ข้อ ๔

            ๑. รัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐจะดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อสถาปนาอำนาจศาลของตนเหนือความผิด และการกระทำ อื่นใดอันเป็นการประทุษร้ายผู้โดยสารหรือเจ้าหน้าที่ประจำอากาศยาน ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดเป็นผู้กระทำ เกี่ยวกับความผิดนั้น ในกรณีต่อไปนี้

                    (ก) เมื่อความผิดได้กระทำในอากาศยานซึ่งจดทะเบียนในรัฐนั้น

                    (ข) เมื่ออากาศยานซึ่งได้มีการกระทำความผิดในอากาศยานนั้นแวะลงในอาณาเขตของรัฐนั้น โดยผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดยังคงอยู่ในอากาศยาน

                    (ค) เมื่อความผิดได้กระทำต่อผู้เช่า ในอากาศยานซึ่งได้เช่ามาโดยไม่มีเจ้าหน้าที่ประจำอากาศยานโดยผู้เช่า
มีถิ่นที่ในทางธุรกิจสำคัญในรัฐนั้น หรือถ้าผู้เช่าไม่มีถิ่นที่ในทางธุรกิจเช่นว่านั้น ก็มีถิ่นที่อยู่ถาวรในรัฐนั้น

            ๒. รัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐจะดำเนินมาตรการที่จำเป็นเช่นเดียวกันเพื่อสถาปนาอำนาจศาลของตนเหนือความผิด ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอยู่ในอาณาเขตของตนและรัฐนั้นมิได้ส่งผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดนั้นข้ามแดน ตามข้อ ๘ ให้แก่รัฐใด ๆ ที่กล่าวไว้ในวรรค ๑ แห่งข้อนี้

            ๓. อนุสัญญานี้มิได้กันออกไปซึ่งอำนาจศาลในคดีอาญาใด ๆ ที่ใช้ตามกฎหมายแห่งชาติ

ข้อ ๕

            รัฐผู้ทำสัญญาซึ่งจัดตั้งองค์การดำเนินการขนส่งทางอากาศร่วมกัน หรือจัดตั้งตัวแทนดำเนินการบินระหว่าง ประเทศร่วมกัน ซึ่งใช้อากาศยานที่ต้องจดทะเบียนร่วมกันหรือต้องจดทะเบียนระหว่างประเทศ จะต้องกำหนดโดยวิธี ที่เหมาะสมว่า รัฐใดในบรรดารัฐที่ร่วมกันนั้นจะเป็นผู้ใช้อำนาจศาลและมีฐานะเป็นรัฐที่มีการจดทะเบียนสำหรับ อากาศยานแต่ละเครื่องเพื่อความมุ่งประสงค์แห่งอนุสัญญานี้ และจะต้อง บอกกล่าวให้องค์การการบินพลเรือน ระหว่างประเทศทราบ ซึ่งองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศจะติดต่อให้รัฐภาคีทุกรัฐ แห่งอนุสัญญานี้ ทราบคำบอกกล่าวนั้นต่อไป

ข้อ ๖

            ๑. เมื่อเป็นที่พอใจว่าพฤติการณ์มีเหตุผลสมควร รัฐผู้ทำสัญญาเจ้าของอาณาเขตซึ่งปรากฏตัวผู้กระทำความผิด หรือผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด จะต้องควบคุมตัวผู้นั้นไว้ หรือดำเนินมาตรการอย่างอื่นเพื่อประกันว่า บุคคลนั้นยังปรากฏตัวอยู่ การควบคุมตัวหรือมาตรการอื่น ๆ นั้นให้เป็นไปดังที่บัญญัติไว้ในกฎหมายของรัฐนั้น แต่อาจดำเนินต่อไปได้เป็นเวลาเท่าที่จำเป็นเพื่อสามารถฟ้องคดีอาญาหรือส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้

            ๒. รัฐเช่นว่านั้นจะต้องทำการสอบสวนข้อเท็จจริงเบื้องต้นโดยทันที

            ๓. บุคคลใดที่ถูกควบคุมตัวตามวรรค ๑ แห่งข้อนี้ จะได้รับความช่วยเหลือให้ติดต่อได้ทันทีกับผู้แทนที่เหมาะสม ที่ใกล้ที่สุดของรัฐซึ่งบุคคลนั้นเป็นคนชาติ

            ๔. เมื่อรัฐได้ควบคุมตัวบุคคลใดตามข้อนี้แล้ว ให้รัฐนั้นแจ้งให้รัฐที่มีการจดทะเบียนอากาศยาน รัฐที่กล่าวไว้ใน ข้อ ๔ วรรค ๑ (ค) รัฐเจ้าของสัญชาติของบุคคลที่ต้องขังทราบทันที และหากพิจารณาเห็นเป็นการสมควร ก็ให้แจ้งข้อเท็จจริง ที่บุคคลเช่นว่านั้นถูกควบคุมตัว และพฤติการณ์อันมีเหตุผลสมควรให้มีการควบคุมตัวบุคคลนั้น ให้รัฐอื่นใด ที่มีส่วนได้เสียทราบด้วย รัฐซึ่งทำการสอบสวนเบื้องต้นดังที่ระบุไว้ในวรรค ๒ แห่งข้อนี้ จะต้องรายงานผลการสอบสวน ให้รัฐที่กล่าวนั้น ๆ ทราบโดยพลัน และจะต้องบอกด้วยว่าตนเจตนาที่จะใช้อำนาจศาลหรือไม่

ข้อ ๗

            รัฐผู้ทำสัญญาเจ้าของอาณาเขตซึ่งได้พบตัวผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดในอาณาเขต ถ้ามิได้ส่งตัวผู้ถูกกล่าวหาว่า กระทำความผิดนั้นข้ามแดน รัฐนั้นผูกพันโดยไม่มีข้อยกเว้นใด ๆ และไม่ว่าความผิดจะได้กระทำในอาณาเขตของตนหรือไม่ ที่จะต้องนำกรณีนั้นเสนอต่อเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของตนเพื่อความมุ่งประสงค์ในการฟ้องคดีต่อไ ป

            เจ้าหน้าที่ที่ว่านั้น จะต้องให้คำวินิจฉัยในทำนองเกี่ยวกับ กรณีความผิดธรรมดาใด ๆ ที่มีลักษณะร้ายแรงตามกฎหมายของรัฐนั้น

ข้อ ๘

            ๑. ให้ถือว่าความผิดตามอนุสัญญานี้รวมอยู่ในความผิดที่อาจส่งตัวผู้กระทำความผิดข้ามแดนได้ตามสนธิสัญญา ส่งผู้ร้ายข้ามแดนใด ๆ ที่มีอยู่ระหว่างรัฐผู้ทำสัญญา รัฐผู้ทำสัญญารับผูกพันที่จะรวมความผิดตามอนุสัญญานี้ เข้าเป็นความผิดที่อาจส่งตัวผู้กระทำความผิดข้ามแดนได้ในสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนทุกฉบับที่จะได้ทำระหว่างกันต่อไป

            ๒. ถ้ารัฐผู้ทำสัญญาซึ่งกำหนดเป็นเงื่อนไขให้การส่งผู้ร้ายข้ามแดนต้องมีสนธิสัญญาได้รับคำขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน จากรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งซึ่งมิได้มีสนธิสัญญาว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน รัฐนั้นก็อาจเลือกถือเอาว่าอนุสัญญานี้ เป็นมูลฐานทางกฎหมายเพื่อการส่งผู้ร้ายข้ามแดนในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดตามอนุสัญญานี้ได้ การส่งผู้ร้ายข้ามแดน จะต้องอยู่ในบังคับแห่งเงื่อนไขอื่น ๆ ตามที่กฎหมายของรัฐผู้รับคำขอบัญญัติไว้

            ๓. รัฐผู้ทำสัญญาซึ่งมิได้กำหนดเป็นเงื่อนไขให้การส่งผู้ร้ายข้ามแดนต้องมีสนธิสัญญา จะต้องยอมรับนับถือว่า ความผิดตามอนุสัญญานี้เป็นความผิดที่อาจส่งตัวผู้กระทำความผิดข้ามแดนได้ระหว่างกันในบังคับแห่งเงื่อนไขที่ กฎหมายของรัฐผู้รับคำขอบัญญัติไว้

            ๔. เพื่อความมุ่งประสงค์ในการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างรัฐผู้ทำสัญญา ให้ถือว่าความผิดตามอนุสัญญานี้ ได้กระทำไม่เฉพาะในถิ่นที่ที่มีความผิดได้อุบัติขึ้นเท่านั้น แต่ได้กระทำในอาณาเขตของรัฐที่จะต้องสถาปนา อำนาจศาลของตนตามข้อ ๔ วรรค ๑ ด้วย

ข้อ ๙

            ๑. เมื่อการกระทำใด ๆ ที่กล่าวไว้ในข้อ ๑ (ก) ได้อุบัติขึ้นหรือใกล้จะอุบัติขึ้น ให้รัฐผู้ทำสัญญาดำเนินมาตรการ ที่เหมาะสมเพื่อส่งคืนการควบคุมอากาศยานให้แก่ผู้ควบคุมที่ชอบด้วยกฎหมาย หรือสงวนการควบคุมอากาศยาน ของผู้ควบคุมอากาศยานไว้ให้

            ๒. ในกรณีที่ระบุไว้ในวรรคก่อน  รัฐผู้ทำสัญญาซึ่งอากาศยานหรือผู้โดยสารหรือเจ้าหน้าที่ประจำอากาศยาน ปรากฏอยู่จะต้องให้ความสะดวกแก่ผู้โดยสารและเจ้าหน้าที่ประจำอากาศยานในการเดินทางต่อไปโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะกระทำได้ และจะต้องคืนอากาศยานและสินค้าในอากาศยานแก่บุคคลซึ่งมีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายโดยไม่ชักช้า

ข้อ ๑๐

            ๑. รัฐผู้ทำสัญญาจะอำนวยมาตรการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันให้มากที่สุดเกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญา ที่นำขึ้นฟ้องร้องในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดและการกระทำอื่น ๆ ที่กล่าวไว้ในข้อ ๔ ทั้งนี้ให้ใช้กฎหมายของรัฐผู้รับคำขอ ในทุกกรณี

            ๒. บทบัญญัติในวรรค ๑ แห่งข้อนี้จะมิเป็นอันกระทบข้อผูกพันตามสนธิสัญญาอื่นใด ไม่ว่าสนธิสัญญาทวิภาคี หรือพหุภาคี ซึ่งกำหนดหรือจะได้กำหนดให้มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกันโดยตลอดหรือเพียงบางส่วนในเรื่องคดีอาญา

ข้อ ๑๑

            รัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐจะต้องรายงานข้อสนเทศใด ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตนมีอยู่ต่อคณะมนตรีองค์การการบินพลเรือน ระหว่างประเทศโดยพลันเท่าที่จะทำได้ตามกฎหมายแห่งชาติของตน เกี่ยวกับ

            ก. พฤติการณ์เกี่ยวกับความคิด

            ข. การดำเนินการตามข้อ ๙

            ค. การดำเนินมาตรการในส่วนผู้กระทำความผิดหรือผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลแห่งกระบวนพิจารณาในการส่งผู้ร้ายข้ามแดนหรือกระบวนพิจารณาในทางกฎหมายอื่น ๆ

ข้อ ๑๒

            ๑. ข้อพิพาทใด ๆ ระหว่างรัฐผู้ทำสัญญาสองรัฐหรือกว่านั้นเกี่ยวกับการตีความหรือการใช้อนุสัญญานี้ ซึ่งไม่อาจระงับได้โดยการเจรจา เมื่อรัฐหนึ่งรัฐใดขอร้องก็ให้เสนอให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด หากภายในหกเดือน นับแต่วันที่ได้ขอร้องให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด ภาคีไม่สามารถตกลงกันได้ในเรื่องการจัดตั้งอนุญาโตตุลาการ ภาคีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอาจเสนอข้อพิพาทนั้นต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศโดยการขอร้องตามธรรมนูญของศาลก็ได้

            ๒. ในขณะที่มีการลงนาม หรือสัตยาบัน หรือภาคยานุวัต อนุสัญญานี้ แต่ละรัฐอาจประกาศว่าตนไม่ถือว่า ผูกพันตามความในวรรคก่อนก็ได้ รัฐผู้ทำสัญญาอื่น ๆ ก็จักไม่ผูกพันตามวรรคก่อนในส่วนที่เกี่ยวกับรัฐผู้ทำสัญญาใด ๆ ซึ่งได้ทำข้อสงวนเช่นว่านั้นไว้

            ๓. รัฐผู้ทำสัญญาใด ๆ ที่ได้ทำข้อสงวนตามวรรคก่อน อาจถอนข้อสงวนนี้เวลาใดก็ได้โดยการแจ้งความ ไปยังรัฐบาลผู้รับมอบ

ข้อ ๑๓

            ๑. อนุสัญญานี้จะเปิดให้มีการลงนาม ณ กรุงเฮก ในวันที่ ๑๖ ธันวาคม ค.ศ. ๑๙๗๐ โดยรัฐซึ่งได้ร่วมในการประชุม ระหว่างประเทศว่าด้วยกฎหมายการเดินอากาศซึ่งได้มีขึ้น ณ กรุงเฮก ตั้งแต่วันที่ ๑ ถึง ๑๖ ธันวาคม ค.ศ. ๑๙๗๐ (ต่อไปในอนุสัญญานี้จะเรียกว่าการประชุมกรุงเฮก) ภายหลังวันที่ ๓๑ ธันวาคม ค.ศ. ๑๙๗๐ อนุสัญญานี้จะได้เปิดให้ รัฐทุกรัฐลงนาม ณ กรุงมอสโก กรุงลอนดอน และกรุงวอชิงตัน รัฐใดซึ่งมิได้ลงนามอนุสัญญานี้ก่อนวันที่ อนุสัญญาเริ่มใช้บังคับตามวรรค ๓ แห่งข้อนี้ อาจภาคยานุวัตอนุสัญญานี้ในเวลาใดก็ได้

            ๒. อนุสัญญานี้อยู่ในบังคับแห่งการสัตยาบันโดยรัฐผู้ลงนาม สัตยาบันสารและภาคยานุวัตสาร  ให้มอบไว้กับ รัฐบาลแห่งสหภาพสาธารณรัฐโซเวียตโซเชียลิสต์ รัฐบาลสหราชอาณาจักรแห่งบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ และรัฐบาลแห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งตามอนุสัญญานี้ได้กำหนดให้เป็นรัฐบาลผู้รับมอบ

            ๓. อนุสัญญานี้จักเริ่มใช้บังคับเมื่อครบสามสิบวันถัดจากวันที่รัฐผู้ลงนามอนุสัญญานี้จำนวนสิบรัฐ ซึ่งได้ร่วม ในการประชุมกรุงเฮกได้มอบสัตยาบันสารไว้แล้ว

            ๔. สำหรับรัฐอื่น ๆ อนุสัญญานี้จักเริ่มใช้บังคับในวันที่อนุสัญญานี้เริ่มใช้บังคับตามวรรค ๓ แห่งข้อนี้ หรือเมื่อครบสามสิบวันถัดจากวันที่รัฐนั้น ๆ ได้มอบสัตยาบันสาร หรือภาคยานุวัตสาร สุดแต่วันใดจะถึงทีหลัง

            ๕. รัฐบาลผู้รับมอบจะแจ้งให้รัฐผู้ลงนาม  และรัฐที่ภาคยานุวัตทราบโดยพลันถึงวันลงนามแต่ละครั้ง วันมอบสัตยาบันสารหรือภาคยานุวัตสารแต่ละฉบับ วันที่อนุสัญญา นี้เริ่มใช้บังคับและคำบอกกล่าวอื่น ๆ

            ๖. ทันใดที่อนุสัญญานี้เริ่มใช้บังคับ รัฐบาลผู้รับมอบจะได้ลงทะเบียนอนุสัญญานี้ไว้ตามข้อ ๑๐๒ แห่งกฎบัตรสหประชาชาติและตามข้อ ๘๓ แห่งอนุสัญญาว่าด้วยการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (นครชิคาโก ค.ศ. ๑๙๔๔)

ข้อ ๑๔

            ๑. รัฐผู้ทำสัญญาใด ๆ อาจบอกเลิกอนุสัญญานี้ได้โดยการแจ้งความเป็นลายลักษณ์อักษรไปยังรัฐบาลผู้รับมอบ

            ๒. การบอกเลิกจะมีผลเมื่อครบหกเดือนถัดจากวันที่รัฐบาลผู้รับมอบได้รับแจ้งความแล้ว

            เพื่อเป็นพยานแก่การนี้ ผู้มีอำนาจเต็มผู้ลงนามข้างท้ายนี้ ซึ่งได้รับมอบอำนาจโดยถูกต้องจากรัฐบาลของตน ได้ลงนามอนุสัญญานี้

            ทำ ณ กรุงเฮก เมื่อวันที่สิบหกธันวาคม คริสตศักราชหนึ่งพันเก้าร้อยเจ็ดสิบ เป็นต้นฉบับสามชุดด้วยกัน แต่ละชุดจัดทำเป็นตัวบทใช้เป็นหลักฐานรวมสี่ฉบับ เป็นภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษารัสเซีย และภาษาสเปน


ราชกิจจานุเบกษา ล.๙๖ ต.๑๒๑ ฉ.พิเศษ, ๒๓ ก.ค. ๒๕๒๒, น.๒๕; อนุสัญญาฉบับนี้มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ และ ณ วันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๔ มีภาคีทั้งหมด ๑๗๓ รัฐ ประเทศไทยได้มอบสัตยาบันสารเมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๑ ดังนั้น ตามข้อ ๑๓ วรรค ๔ อนุสัญญาฉบับนี้มีผลใช้บังคับสำหรับประเทศไทยเมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๑ อนึ่ง การจัดพิมพ์ครั้งนี้ได้คงย่อหน้าของคำแปลภาษาไทยไว้ตามราชกิจจานุเบกษา ซึ่งมีความแตกต่างจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ Back

ผู้รวบรวมเข้าใจว่าข้อความว่า "ต่อผู้เช่า" เป็นการพิมพ์เกินเข้ามา  Back

๓ คงไว้ตามที่ปรากฏในราชกิจจานุเบกษา  ถ้อยคำที่ถูกต้องควรจะเป็น "เดียวกับ" Back

๔ ในต้นฉบับภาษาอังกฤษ มีคำผิดที่ขีดฆ่าไว้ ๑ คำก่อนถึงประโยคนี้ จึงอาจทำให้สับสนว่าเป็นย่อหน้าใหม่ แต่เมื่อตรวจสอบดูจากต้นฉบับภาษาฝรั่งเศส รัสเซีย และสเปนแล้ว พบว่าข้อบทนี้มีย่อหน้าเดียว Back

คงไว้ตามที่ปรากฏในราชกิจจานุเบกษา ถ้อยคำที่ถูกต้องควรจะเป็น "ความผิด" อนึ่งคำแปลในข้อนี้ ไม่มีวงเล็บที่ข้อ ก. ข. และ ค. Back

พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ (พิมพ์ครั้งที่ ๖ พ.ศ. ๒๕๓๙) หน้า ๖๑๙ สะกดว่า "ภาคยานุวัติ" Back

Home สารบาญ Chapter 2 English Version