Home สารบาญ Chapter 2 English Version อนุสัญญา
เพื่อการปราบปรามการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมาย
ต่อความปลอดภัยของการบินพลเรือน ๑รัฐภาคีแห่งอนุสัญญานี้
พิจารณาเห็นว่า การกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมายต่อความปลอดภัยของการบินพลเรือนย่อมเป็นอันตราย ต่อความปลอดภัยของบุคคลและทรัพย์สิน กระทบต่อปฏิบัติการของบริการเดินอากาศอย่างร้ายแรงและบ่อนทำลาย ความไว้วางใจของประชาชนแห่งโลกในความปลอดภัยของการบินพลเรือน
พิจารณาเห็นว่า การที่การกระทำเช่นว่านั้นอุบัติขึ้น ย่อมเป็นเรื่องน่าห่วงใยอย่างมาก
พิจารณาเห็นว่า เพื่อความมุ่งประสงค์ที่จะยับยั้งการกระทำเช่นว่านั้น ย่อมมีความจำเป็นอันรีบด่วนที่จะจัดหา มาตรการอันเหมาะสมเพื่อลงโทษผู้กระทำความผิด
ได้ทำความตกลงกันดังต่อไปนี้
ข้อ ๑
๑. บุคคลใดย่อมกระทำความผิดถ้าบุคคลนั้นกระทำการต่อไปนี้ โดยมิชอบด้วยกฎหมาย และโดยเจตนา คือ
(ก) กระทำการประทุษร้ายบุคคลใดในอากาศยานที่กำลังบินอยู่ ถ้าการกระทำนั้นอาจเป็นอันตราย ต่อความปลอดภัยของอากาศยานนั้น หรือ
(ข) ทำลายอากาศยานในขณะบริการ หรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่อากาศยานเช่นว่านั้น ซึ่งทำให้ อากาศยานไม่สามารถทำการบินหรือซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของอากาศยานที่กำลังบินอยู่ หรือ
(ค) วางหรือก่อให้เกิดการวางในอากาศยานขณะบริการโดยวิธีใด ๆ ซึ่งกลอุปกรณ์หรือวัตถุซึ่งอาจทำลาย อากาศยานนั้น หรืออาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่อากาศ-ยาน โดยทำให้อากาศยานไม่สามารถทำการบิน หรืออาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่อากาศยาน จนอาจเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของอากาศยานที่กำลังบินอยู่ หรือ
(ง) ทำลายหรือทำความเสียหายแก่เครื่องอำนวยความสะดวกในการเดินอากาศหรือเข้าแทรกสอด กับปฏิบัติการของเครื่องอำนวยความสะดวกนั้น ๆ ถ้าการกระทำเช่นว่านั้น อาจเป็นอันตรายต่อความปลอดภัย ของอากาศยานที่กำลังบินอยู่
(จ) แจ้งข้อสนเทศซึ่งตนรู้อยู่แล้วว่าเป็นความเท็จ ซึ่งโดยการนั้นได้เป็นอันตรายต่อความปลอดภัย ของอากาศยานที่กำลังบินอยู่
๒. บุคคลใดย่อมกระทำความผิดด้วย ถ้าบุคคลนั้น
(ก) พยายามกระทำความผิดใด ๆ ตามที่กล่าวไว้ในวรรค ๑ แห่งข้อนี้ หรือ
(ข) เป็นผู้สมคบกับบุคคลที่กระทำ หรือพยายามกระทำความผิดเช่นว่านั้น
ข้อ ๒
เพื่อความมุ่งประสงค์แห่งอนุสัญญานี้
(ก) ให้ถือว่าอากาศยานกำลังบินอยู่ ในเวลาใด ๆ นับแต่ขณะที่ประตูด้านนอกของอากาศยานทุกบาน ได้ปิดแล้วภายหลังที่ผู้โดยสารขึ้นจนถึงขณะที่ประตูนั้นบานใด ๆ ได้เปิดออกเพื่อให้ผู้โดยสารลง ในกรณีที่ มีการลงสู่พื้นดินโดยเหตุบังคับ ให้ถือว่ายังคงทำการบินต่อไปจนกว่าเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจจะได้เข้ารับผิดชอบ สำหรับอากาศยาน และบุคคลและทรัพย์สินในอากาศยาน
(ข) ให้ถือว่าอากาศยานใด ๆ อยู่ในขณะบริการ นับแต่การเริ่มเตรียมการก่อนบินของอากาศยานโดยผู้ประจำ หน้าที่ภาคพื้นดินหรือโดยเจ้าหน้าที่ประจำอากาศยานสำหรับเที่ยวบินใดโดยเฉพาะจนกว่าจะครบยี่สิบสี่ชั่วโมงภายหลัง การลงสู่พื้นดิน ไม่ว่าในกรณีใดกำหนดเวลาบริการจะต้องขยายให้คลุมถึงกำหนดเวลาทั้งหมดที่อากาศยานกำลังบินอยู่ ตามที่นิยามไว้ในวรรค (ก) แห่งข้อนี้ด้วย
ข้อ ๓
รัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐรับผูกพันที่จะให้ความผิดตามที่กล่าวไว้ในข้อ ๑ พึงได้รับการลงโทษอย่างรุนแรง
ข้อ ๔
๑. อนุสัญญานี้มิให้ใช้แก่อากาศยานที่ใช้ในบริการทางทหาร ศุลกากร หรือตำรวจ
๒. ในกรณีที่ระบุไว้ในอนุวรรค (ก) (ข) (ค) และ (จ) ของวรรค ๑ แห่งข้อ ๑ ให้ใช้อนุสัญญานี้ไม่ว่า อากาศยานจะทำการบินระหว่างประเทศหรือทำการบินภายในประเทศ ถ้าหากว่า
(ก) ถิ่นที่ที่บินขึ้นหรือที่ลงสู่พื้นดินของอากาศยาน โดยแท้จริงหรือที่มีเจตนาตั้งอยู่ในV อาณาเขตของรัฐที่มีการจดทะเบียนอากาศยานนั้น หรือ
(ข) ได้มีการกระทำความผิดในอาณาเขตของอีกรัฐหนึ่งนอกจากรัฐที่มีการจดทะเบียนอากาศยานนั้น
๓. แม้ว่าจะมีวรรค ๒ แห่งข้อนี้อยู่แล้วก็ตาม ในกรณีที่ระบุไว้ในอนุวรรค (ก) (ข) (ค) และ (จ) ของวรรค ๑ แห่งข้อ ๑ ก็ให้ใช้อนุสัญญานี้ได้ด้วย ถ้าพบตัวผู้กระทำความผิดหรือผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดในอาณาเขตของอีกรัฐหนึ่ง นอกจากรัฐที่มีการจดทะเบียนอากาศยานนั้น
๔. มิให้ใช้อนุสัญญานี้ในส่วนที่เกี่ยวกับรัฐที่กล่าวไว้ในข้อ ๙ และในกรณีที่กล่าวไว้ในอนุวรรค (ก) (ข) (ค) และ (จ) ของวรรค ๑ แห่งข้อ ๑ ถ้าถิ่นที่ที่อ้างถึงในอนุวรรค (ก) ของวรรค ๒ แห่งข้อนี้ตั้งอยู่ในอาณาเขตของรัฐเดียวกัน ในกรณีที่รัฐนั้นร่วมอยู่ในบรรดารัฐที่อ้างถึงในข้อ ๙ เว้นแต่จะได้กระทำความผิดนั้นหรือพบตัวผู้กระทำความผิด หรือผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดในอาณาเขตของอีกรัฐหนึ่งนอกจากรัฐนั้น
๕. ในกรณีที่ระบุไว้ในอนุวรรค (จ) * ของวรรค ๑ แห่งข้อ ๑ ให้ใช้อนุสัญญานี้ ถ้าหากว่าเครื่องอำนวยความสะดวก ในการเดินอากาศนั้นใช้ในการเดินอากาศระหว่างประเทศ
๖. ให้ใช้บทบัญญัติวรรค ๒, ๓, ๔, และ ๕ แห่งข้อนี้ ในกรณีที่ระบุไว้ในวรรค ๒ แห่งข้อ ๑ ด้วย
ข้อ ๕
๑. รัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐจะดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อสถาปนาอำนาจศาลของตนเหนือความผิดในกรณีต่อไปนี้
(ก) เมื่อความผิดได้กระทำในอาณาเขตของรัฐนั้น
(ข) เมื่อความผิดได้กระทำต่ออากาศยานหรือในอากาศยานที่ได้จดทะเบียนไว้ในรัฐนั้น
(ค) เมื่ออากาศยานซึ่งได้มีการกระทำความผิดในอากาศยานนั้นและลงในอาณาเขตของรัฐนั้น โดยผู้ถูกกล่าวหา ว่ากระทำความผิดยังคงอยู่ในอากาศยาน
(ง) เมื่อความผิดได้กระทำต่อผู้เช่า หรือกระทำในอากาศยานซึ่งได้เช่ามา โดยไม่มีเจ้าหน้าที่ประจำอากาศยาน โดยผู้เช่ามีถิ่นที่ในทางธุรกิจสำคัญในรัฐนั้น หรือถ้าผู้เช่าไม่มีถิ่นที่ในทางธุรกิจเช่นว่านั้น ก็มีถิ่นที่อยู่ถาวรในรัฐนั้น
๒. รัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐจะดำเนินมาตรการที่จำเป็นเช่นเดียวกัน เพื่อสถาปนาอำนาจศาลของตนเหนือความผิด ที่กล่าวไว้ในข้อ ๑ วรรค ๑ (ก) (ข) และ (ค) และในข้อ ๑ วรรค ๒ เท่าที่วรรคนั้นเกี่ยวกับความผิดนั้นๆ ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหา ว่ากระทำความผิดอยู่ในอาณาเขตของรัฐนั้น และรัฐนั้นมิได้ส่งตัวผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดนั้นข้ามแดน ตามข้อ ๘ ให้แก่รัฐใด ๆ ที่กล่าวไว้ในวรรค ๑ แห่งข้อนี้
๓. อนุสัญญานี้มิได้กันออกไปซึ่งอำนาจศาลในคดีอาญาใด ๆ ที่ใช้ตามกฎหมายแห่งชาติ
ข้อ ๖
๑. เมื่อเป็นที่พอใจว่าพฤติการณ์มีเหตุผลสมควร รัฐผู้ทำสัญญาเจ้าของอาณาเขตซึ่งปรากฏตัวผู้กระทำความผิด หรือผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด จะต้องควบคุมตัวผู้นั้นไว้ หรือดำเนินมาตรการอย่างอื่นเพื่อประกันว่า บุคคลนั้นยังปรากฏตัวอยู่ การควบคุมตัวหรือมาตรการอื่น ๆ นั้นให้เป็นไปดังที่บัญญัติไว้ในกฎหมายของรัฐนั้น แต่อาจดำเนินต่อไปได้เป็นเวลาเท่าที่จำเป็นเพื่อสามารถฟ้องคดีอาญาหรือส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้
๒. รัฐเช่นว่านั้นต้องทำการสอบสวนข้อเท็จจริงเบื้องต้นโดยทันที
๓. บุคคลใดที่ถูกควบคุมตัวตามวรรค ๑ แห่งข้อนี้ จะได้รับความช่วยเหลือให้ติดต่อได้ทันทีกับผู้แทน ที่เหมาะสมที่ใกล้ที่สุดของรัฐซึ่งบุคคลนั้นเป็นคนชาติ
๔. เมื่อรัฐได้ควบคุมตัวบุคคลใดตามข้อนี้แล้ว ให้รัฐนั้นแจ้งให้รัฐที่กล่าวไว้ในข้อ ๕ วรรค ๑ รัฐเจ้าของสัญชาติ ของบุคคลที่ต้องขังทราบทันที และหากพิจารณาเห็นเป็นการสมควร ก็ให้แจ้งข้อเท็จจริงที่บุคคลเช่นว่านั้นถูกควบคุมตัว และพฤติการณ์อันมีเหตุผลสมควรให้มีการควบคุมตัวบุคคลนั้นให้รัฐอื่นใดที่มีส่วนได้เสียทราบด้วย รัฐซึ่งทำการสอบสวน เบื้องต้นดังที่ระบุไว้ในวรรค ๒ แห่งข้อนี้ จะต้องรายงานผลการสอบสวนให้รัฐที่กล่าวนั้น ๆ ทราบโดยพลัน และจะต้องบอกด้วยว่าตนเจตนาที่จะใช้อำนาจศาลหรือไม่
ข้อ ๗
รัฐผู้ทำสัญญาเจ้าของอาณาเขตซึ่งได้พบตัวผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดในอาณาเขต ถ้ามิได้ส่งตัวผู้ถูกกล่าวหา ว่ากระทำความผิดนั้นข้ามแดน รัฐนั้นผูกพันโดยไม่มีข้อยกเว้นใด ๆ และไม่ว่าความผิดจะได้กระทำในอาณาเขตของตน หรือไม่ ที่จะต้องนำกรณีนั้นเสนอต่อเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจเพื่อความมุ่งประสงค์ในการฟ้องคดีต่อไป เจ้าหน้าที่ที่ว่านั้น จะต้องให้คำวินิจฉัยในทำนองเดียวกับกรณีความผิดธรรมดาใด ๆ ที่มีลักษณะร้ายแรงตามกฎหมายของรัฐนั้น
ข้อ ๘
๑. ให้ถือว่าความผิดใด ๆ ตามอนุสัญญานี้รวมอยู่ในความผิดที่อาจส่งตัวผู้กระทำความผิดข้ามแดน ได้ตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนใด ๆ ที่มีอยู่ระหว่างรัฐผู้ทำสัญญา รัฐผู้ทำสัญญารับผูกพันที่จะรวมความผิดนั้น ๆ เข้าเป็นความผิดที่อาจส่งตัวผู้กระทำความผิดข้ามแดนได้ในสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนทุกฉบับที่จะได้ทำระหว่างกันต่อไป
๒. ถ้ารัฐผู้ทำสัญญาซึ่งกำหนดเป็นเงื่อนไขให้การส่งผู้ร้ายข้ามแดนต้องมีสนธิสัญญาได้รับคำขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน จากรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งซึ่งมิได้มีสนธิสัญญาว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน รัฐนั้นก็อาจเลือกถือเอาว่าอนุสัญญานี้เป็น มูลฐานทางกฎหมายเพื่อการส่งผู้ร้ายข้ามแดนในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดนั้น ๆ ได้ การส่งผู้ร้ายข้ามแดนจะต้องอยู่ ในบังคับแห่งเงื่อนไขอื่น ๆ ตามที่กฎหมายของรัฐผู้รับคำขอบัญญัติไว้
๓. รัฐผู้ทำสัญญาซึ่งมิได้กำหนดเป็นเงื่อนไขให้การส่งผู้ร้ายข้ามแดนต้องมีสนธิสัญญา จะต้องยอมรับนับถือ ว่าความผิดนั้น ๆ เป็นความผิดที่อาจส่งตัวผู้กระทำความผิดข้ามแดนได้ระหว่างกันในบังคับแห่งเงื่อนไขที่ กฎหมายของรัฐผู้รับคำขอบัญญัติไว้
๔. เพื่อความมุ่งประสงค์ในการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างรัฐผู้ทำสัญญา ให้ถือว่าความผิดตามอนุสัญญานี้ แต่ละประการได้กระทำไม่เฉพาะในถิ่นที่ที่ความผิดได้อุบัติขึ้นเท่านั้น แต่ได้กระทำในอาณาเขตของรัฐ ที่จะต้องสถาปนาอำนาจศาลของตนตามข้อ ๕ วรรค ๑ (ข) (ค) และ (ง) ด้วย
ข้อ ๙
รัฐผู้ทำสัญญาซึ่งจัดตั้งองค์การดำเนินการขนส่งทางอากาศร่วมกันหรือจัดตั้งตัวแทนดำเนินการบิน ระหว่างประเทศร่วมกัน ซึ่งใช้อากาศยานที่ต้องจดทะเบียนร่วมกันหรือต้องจดทะเบียนระหว่างประเทศ จะต้องกำหนดโดยวิธีที่เหมาะสมว่ารัฐใดในบรรดารัฐที่ร่วมกันนั้นจะเป็นผู้ใช้อำนาจศาลและมีฐานะเป็นรัฐที่มี การจดทะเบียนสำหรับอากาศยานแต่ละเครื่อง เพื่อความมุ่งประสงค์แห่งอนุสัญญานี้ และจะต้องบอกกล่าว ให้องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศทราบ ซึ่งองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศจะติดต่อ ให้รัฐภาคีทุกรัฐแห่งอนุสัญญานี้ทราบคำบอกกล่าวนั้นต่อไป
ข้อ ๑๐
๑. รัฐผู้ทำสัญญาจะต้องพยายามดำเนินมาตรการทุกอย่างที่กระทำได้ตามกฎหมายระหว่างประเทศ และกฎหมายแห่งชาติ เพื่อความมุ่งประสงค์ที่จะป้องกันมิให้เกิดความผิดที่กล่าวไว้ในข้อ ๑
๒. ในเมื่อเที่ยวบินเที่ยวใดต้องเลื่อนไปหรือต้องหยุดลง เนื่องจากการกระทำความผิดประการหนึ่งประการใด ที่กล่าวไว้ในข้อ ๑ รัฐผู้ทำสัญญาเจ้าของอาณาเขตซึ่งอากาศยานหรือผู้โดยสารหรือเจ้าหน้าที่ประจำอากาศยานปรากฏอยู่ จะต้องให้ความสะดวกแก่ผู้โดยสารและเจ้าหน้าที่ประจำอากาศยานในการเดินทางต่อไปโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะกระทำได้ และจะต้องคืนอากาศยานและสินค้าในอากาศยานแก่บุคคลซึ่งมีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายโดยมิชักช้า
ข้อ ๑๑
๑. รัฐผู้ทำสัญญาจะอำนวยมาตรการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันให้มากที่สุดเกี่ยวกับการดำเนินการ คดีอาญาที่นำขึ้นฟ้องร้องในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดนั้น ๆ ทั้งนี้ให้ใช้กฎหมายของรัฐผู้รับคำขอในทุกกรณี
๒. บทบัญญัติในวรรค ๑ แห่งข้อนี้จะมิเป็นอันกระทบข้อผูกพันตามสนธิสัญญาอื่นใด ไม่ว่าสนธิสัญญาทวิภาคี หรือพหุภาคี ซึ่งกำหนดหรือจะได้กำหนดให้มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกันโดยตลอดหรือเพียงบางส่วนในเรื่องคดีอาญา
ข้อ ๑๒
รัฐผู้ทำสัญญาใดมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าจะมีการกระทำความผิดประการหนึ่งประการใดที่กล่าวไว้ในข้อ ๑ จะต้องให้ข้อสนเทศใด ๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งตนมีอยู่เท่าที่ทำได้ตามกฎหมายแห่งชาติของตนแก่รัฐใด ๆ ซึ่งตนเชื่อว่า เป็นรัฐที่กล่าวไว้ในข้อ ๕ วรรค ๑
ข้อ ๑๓
รัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐจะต้องรายงานข้อสนเทศใด ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตนมีอยู่ต่อคณะมนตรีองค์การการบินพลเรือน ระหว่างประเทศโดยพลันเท่าที่จะทำได้ตามกฎหมายแห่งชาติของตน เกี่ยวกับ
(ก) พฤติการณ์เกี่ยวกับความผิด
(ข) การดำเนินการตามข้อ ๑๐ วรรค ๒
(ค) การดำเนินมาตรการในส่วนผู้กระทำความผิดหรือผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดและโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลแห่งกระบวนพิจารณาในการส่งผู้ร้ายข้ามแดน หรือกระบวนพิจารณาในทางกฎหมายอื่น ๆ
ข้อ ๑๔
๑. ข้อพิพาทใด ๆ ระหว่างรัฐผู้ทำสัญญาสองรัฐหรือกว่านั้น เกี่ยวกับการตีความหรือการใช้อนุสัญญานี้ ซึ่งไม่อาจระงับได้โดยการเจรจา เมื่อรัฐหนึ่งรัฐใดขอร้อง ก็ให้เสนอให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด หากภายในหกเดือน นับแต่วันที่ได้ขอร้องให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด ภาคีไม่สามารถตกลงกันได้ในเรื่องการจัดตั้งอนุญาโตตุลาการ ภาคีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอาจเสนอข้อพิพาทนั้นต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศโดยการขอร้องตามธรรมนูญของศาลก็ได้
๒. ในขณะที่มีการลงนาม หรือสัตยาบัน หรือภาคยานุวัตอนุสัญญานี้ แต่ละรัฐอาจประกาศว่าตนไม่ถือว่า ผูกพันตามความในวรรคก่อนก็ได้ รัฐผู้ทำสัญญาอื่น ๆ ก็จักไม่ผูกพันตามวรรคก่อนในส่วนที่เกี่ยวกับรัฐผู้ทำสัญญาใด ๆ ซึ่งได้ทำข้อสงวนเช่นว่านั้นไว้
๓. รัฐผู้ทำสัญญาใด ๆ ที่ได้ทำข้อสงวนตามวรรคก่อน อาจถอนข้อสงวนนี้เวลาใดก็ได้โดยการแจ้งความ ไปยังรัฐบาลผู้รับมอบ
ข้อ ๑๕
๑. อนุสัญญานี้จะเปิดให้มีการลงนาม ณ นครมอนตริออล ในวันที่ ๒๓ กันยายน ค.ศ. ๑๙๗๑ โดยรัฐซึ่งได้ร่วมใน การประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยกฎหมายการเดินอากาศซึ่งได้มีขึ้น ณ นครมอนตริออล ตั้งแต่วันที่ ๘ ถึง ๒๓ กันยายน ค.ศ. ๑๙๗๑ (ซึ่งต่อไปในอนุสัญญานี้จะเรียกว่าการประชุมนครมอนตริออล) ภายหลังที่ ๑๐ ตุลาคม ค.ศ. ๑๙๗๑ อนุสัญญานี้จะได้เปิดให้รัฐทุกรัฐลงนาม ณ กรุงมอสโก กรุงลอนดอน และกรุงวอชิงตัน รัฐใดซึ่งมิได้ลงนาม อนุสัญญานี้ก่อนวันที่อนุสัญญาเริ่มใช้บังคับตามวรรค ๓ แห่งข้อนี้ อาจภาคยานุวัตอนุสัญญานี้ในเวลาใดก็ได้
๒. อนุสัญญานี้อยู่ในบังคับแห่งการสัตยาบันโดยรัฐผู้ลงนาม สัตยาบันสาร และภาคยานุวัตสารให้มอบไว้ กับรัฐบาลแห่งสหภาพสาธารณรัฐโซเวียตโซเชียลิสต์ รัฐบาลสหราชอาณาจักรแห่งบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ และรัฐบาลแห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งตามอนุสัญญานี้ได้กำหนดให้เป็นรัฐบาลผู้รับมอบ
๓. อนุสัญญาจักเริ่มใช้บังคับเมื่อครบสามสิบวันถัดจากวันที่รัฐผู้ลงนามอนุสัญญานี้จำนวนสิบรัฐซึ่งได้ร่วม ในการประชุมนครมอนตริออลได้มอบสัตยาบันสารไว้แล้ว
๔. สำหรับรัฐอื่น ๆ อนุสัญญานี้จะเริ่มใช้บังคับในวันที่อนุสัญญานี้เริ่มใช้บังคับตามข้อ ๓ แห่งข้อนี้ หรือเมื่อครบสามสิบวันถัดจากวันที่รัฐนั้น ๆ ได้มอบสัตยาบันสารหรือภาคยานุวัตสารสุดแต่วันใดจะถึงทีหลัง
๕. รัฐบาลผู้รับมอบจะแจ้งให้รัฐผู้ลงนามและรัฐที่ภาคยานุวัตทราบโดยพลัน ถึงวันลงนามแต่ละครั้ง วันมอบสัตยาบันสารหรือภาคยานุวัตสารแต่ละฉบับ วันที่อนุสัญญานี้เริ่มใช้บังคับ และคำบอกกล่าวอื่น ๆ
๖. ทันใดที่อนุสัญญานี้เริ่มใช้บังคับ รัฐบาลผู้รับมอบจะได้ลงทะเบียนอนุสัญญานี้ไว้ตามข้อ ๑๐๒ แห่งกฎบัตรสหประชาชาติและตามข้อ ๘๓ แห่งอนุสัญญาว่าด้วยการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (นครชิคาโก ค.ศ. ๑๙๔๔)
ข้อ ๑๖
๑. รัฐผู้ทำสัญญาใด ๆ อาจบอกเลิกอนุสัญญานี้ได้โดยการแจ้งความเป็นลายลักษณ์อักษรไปยังรัฐบาลผู้รับมอบ
๒. การบอกเลิกจะมีผลเมื่อครบหกเดือน ถัดจากวันที่รัฐบาลผู้รับมอบได้รับแจ้งความแล้ว
เพื่อเป็นพยานแก่การนี้ ผู้มีอำนาจเต็มผู้ลงนามข้างท้ายนี้ ซึ่งได้รับมอบอำนาจโดยถูกต้องจากรัฐบาลของตน ได้ลงนามอนุสัญญานี้
ทำ ณ นครมอนตริออล เมื่อวันที่ยี่สิบสาม กันยายน คริสตศักราชหนึ่งพันเก้าร้อยเจ็ดสิบเอ็ด เป็นต้นฉบับสามชุดด้วยกัน แต่ละชุดจัดทำเป็นตัวบทใช้เป็นหลักฐานรวมสี่ฉบับ เป็นภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษารัสเซีย และภาษาสเปน
๑ ราชกิจจานุเบกษา ล.๙๖ ต.๑๒๑ ฉ.พิเศษ, ๒๓ ก.ค. ๒๕๒๒, น.๒๕; อนุสัญญาฉบับนี้มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ และ ณ วันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๔ มีภาคีทั้งหมด ๑๗๓ รัฐ ประเทศไทยได้มอบสัตยาบันสารเมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๑ ดังนั้น ตามข้อ ๑๓ วรรค ๔ อนุสัญญาฉบับนี้มีผลใช้บังคับสำหรับประเทศไทยเมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๑ อนึ่ง การจัดพิมพ์ครั้งนี้ได้คงย่อหน้าของคำแปลภาษาไทยไว้ตามราชกิจจานุเบกษา ซึ่งมีความแตกต่างจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ Back* ในข้อ ๔ วรรค ๒ (ก) คำที่ถูกต้องควรจะเป็น "นอก" มิใช่ "ใน" ส่วนในข้อ ๔ วรรค ๕ คำที่ถูกต้องควรจะเป็น "(ง)" มิใช่ "(จ)" Back
| Home | สารบาญ | Chapter 2 | English Version |