Home สารบาญ Chapter 2 English Version พิธีสาร
เพื่อการปราบปรามการกระทำรุนแรงอันมิชอบด้วยกฎหมาย
ณ ท่าอากาศยาน ซึ่งให้บริการการบินพลเรือนระหว่างประเทศ
เพิ่มเติมต่อจาก
อนุสัญญาว่าด้วยการปราบปรามการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมาย
ต่อความปลอดภัยของการบินพลเรือน ทำที่เมืองมอนตริออล
เมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๑๔ ๑
รัฐภาคีพิธีสารนี้
พิจารณาเห็นว่า การกระทำรุนแรงอันมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นอันตรายหรือน่าจะเป็นอันตรายต่อความปลอดภัย ของบุคคล ณ ท่าอากาศยานซึ่งให้บริการการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือซึ่งเป็นผลร้ายต่อการดำเนินการ อย่างปลอดภัยของท่าอากาศยานนั้น บ่อนทำลายความไว้วางใจของประชาชนแห่งโลกในความปลอดภัย ณ ท่าอากาศยาน เหล่านั้น และรบกวนความปลอดภัยและความเป็นระเบียบในการดำเนินงานการบินพลเรือนของรัฐทั้งปวงพิจารณาเห็นว่า การที่การกระทำเช่นว่านั้นอุบัติขึ้นเป็นเรื่องน่าห่วงใยอย่างมากต่อชุมชนระหว่างประเทศ และเพื่อความประสงค์ที่จะยับยั้งการกระทำเช่นว่านั้น ย่อมมีความจำเป็นอันรีบด่วนที่จะจัดหามาตรการ อันเหมาะสมเพื่อลงโทษผู้กระทำความผิด
พิจารณาเห็นว่า มีความจำเป็นที่จะต้องรับเอาข้อบทเพิ่มเติมต่อจากอนุสัญญาว่าด้วยการปราบปราม การกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมายต่อความปลอดภัยของการบินพลเรือน ทำที่เมืองมอนตริออล เมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๑๔ เพื่อจัดการกับการกระทำรุนแรงอันมิชอบด้วยกฎหมายเหล่านั้น ณ ท่าอากาศยานซึ่งให้บริการการบินพลเรือน ระหว่างประเทศ
ได้ตกลงกันต่อไปนี้
ข้อ ๑
พิธีสารนี้เพิ่มเติมต่อจากอนุสัญญาว่าด้วยการปราบปรามการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมายต่อความปลอดภัย ของการบินพลเรือน ทำที่เมืองมอนตริออล เมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๑๔ (ต่อไปท้ายนี้ เรียกว่า "อนุสัญญา") และสำหรับระหว่างรัฐภาคีพิธีสารฉบับนี้ ให้อ่านและตีความอนุสัญญาและพิธีสารเสมือนหนึ่งเป็นตราสารฉบับเดียวกัน
ข้อ ๒
๑. ในข้อ ๑ ของอนุสัญญา ให้เติมข้อความต่อไปนี้ไว้เป็นวรรค ๑ ทวิ
"๑ ทวิ บุคคลหนึ่งบุคคลใดกระทำความผิด หากได้กระทำดังต่อไปนี้อย่างมิชอบด้วยกฎหมายและโดยเจตนา โดยใช้เครื่องมือ วัสดุ หรืออาวุธใด ๆ
(ก) กระทำการอันรุนแรงต่อบุคคล ณ ท่าอากาศยานซึ่งให้บริการการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นเหตุให้หรือน่าจะเป็นเหตุให้เกิดการบาดเจ็บสาหัสหรือความตาย หรือ
(ข) ทำลาย หรือทำความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อสิ่งอำนวยความสะดวกของท่าอากาศยาน ซึ่งให้บริการการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือต่ออากาศยานที่ไม่ได้ให้บริการ ซึ่งจอดอยู่ ณ ท่าอากาศยานนั้น หรือทำให้การบริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลง หากการกระทำนั้นเป็นอันตรายหรือน่าจะเป็นอันตราย ต่อความปลอดภัย ณ ท่าอากาศยานนั้น"
๒. ในวรรค ๒ (ก) ของข้อ ๑ ของอนุสัญญา ให้เติมถ้อยคำต่อไปนี้หลังคำว่า "วรรค ๑"
"หรือวรรค ๑ ทวิ"
ข้อ ๓
ในข้อ ๕ ของอนุสัญญา ให้เติมข้อความต่อไปนี้เป็นวรรค ๒ ทวิ
"๒ ทวิ ในทำนองเดียวกัน รัฐภาคีแต่ละรัฐต้องดำเนินมาตรการที่อาจจำเป็นเพื่อกำหนดเขตอำนาจศาล ของตนให้ ครอบคลุมเหนือการกระทำผิด ตามที่ระบุไว้ในข้อ ๑ วรรค ๑ ทวิ และในข้อ ๑ วรรค ๒ เท่าที่วรรคนั้น เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดเหล่านั้น ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดปรากฏตัวในอาณาเขตของรัฐภาคี และรัฐนั้นมิได้ส่งตัวบุคคลนั้นข้ามแดนตามข้อ ๘ ไปให้รัฐที่ระบุไว้ในวรรค ๑ (ก) ของข้อนี้"
ข้อ ๔
พิธีสารนี้จะเปิดให้รัฐที่เข้าร่วมการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยกฎหมายด้านการบินระหว่างวันที่ ๙ ถึงวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๑ ลงนามที่เมืองมอนตริออลในวันที่ ๒๔ กุมภาพนธ์ ๒๕๓๑ หลังวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๓๑ พิธีสารจะเปิดให้ทุกรัฐลงนาม ที่กรุงลอนดอน มอสโก วอชิงตัน และมอนตริออล จนกระทั่งพิธีสารฉบับนี้ใช้บังคับตามข้อ ๖
ข้อ ๕
๑. พิธีสารนี้อยู่ในบังคับแห่งการสัตยาบันโดยรัฐผู้ลงนาม
๒. รัฐใด ๆ ที่มิใช่รัฐภาคีแห่งอนุสัญญา อาจให้สัตยาบันพิธีสารนี้ได้ หากว่าในเวลาเดียวกันรัฐนั้นให้สัตยาบันหรือ ภาคยานุวัติ อนุสัญญาตามข้อ ๑๕ ของ อนุสัญญา
๓. สัตยาบันสารให้มอบไว้กับรัฐบาลแห่งสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต รัฐบาลแห่งสหราชอาณาจักร บริเตนใหญ่ และไอร์แลนด์เหนือ และรัฐบาลแห่งสหรัฐอเมริกา หรือองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ซึ่งตามพิธีสารนี้ได้กำหนดให้เป็นผู้รับมอบ
ข้อ ๖
๑. ทันทีที่รัฐผู้ลงนาม ได้มอบสัตยาบันสารต่อพิธีสารฉบับนี้ครบสิบรัฐ พิธีสารจะมีผลใช้บังคับระหว่างรัฐเหล่านั้น ในวันที่สามสิบนับหลังจากวันที่มีการมอบสัตยาบันสารฉบับที่สิบ พิธีสารจะมีผลใช้บังคับกับรัฐแต่ละรัฐซึ่งมอบ สัตยาบันสาร หลังจากนั้นในวันที่สามสิบนับตั้งแต่วันที่รัฐนั้นได้มอบสัตยาบันสาร
๒. ทันใดที่พิธีสารนี้มีผลใช้บังคับ ผู้รับมอบจะได้ลงทะเบียนพิธีสารนี้ไว้ตามข้อ ๑๐๒ แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ และตามข้อ ๘๓ ของอนุสัญญาว่าด้วยการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (นครชิคาโก พ.ศ. ๒๔๘๗)
ข้อ ๗
๑. หลังจากที่พิธีสารฉบับนี้มีผลใช้บังคับแล้ว จะเปิดให้รัฐที่มิได้ร่วมลงนามให้ภาคยานุวัติ
๒. รัฐใด ๆ ซึ่งมิใช่รัฐภาคีอนุสัญญาอาจภาคยานุวัติพิธีสารนี้ หากในเวลาเดียวกันรัฐนั้นให้สัตยาบัน หรือภาคยานุวัติอนุสัญญาตามข้อ ๑๕ ของอนุสัญญา
๓. ภาคยานุวัติสารให้มอบไว้กับผู้รับมอบ และการภาคยานุวัติจะมีผลในวันที่สามสิบหลังจากการมอบ ภาคยานุวัติสารดังกล่าว
ข้อ ๘
๑. รัฐภาคีใดแห่งพิธีสารนี้อาจบอกเลิกพิธีสารนี้ได้โดยการแจ้งความเป็นลายลักษณ์อักษรไปยังผู้รับมอบ
๒. การบอกเลิกจะมีผลเมื่อครบหกเดือนถัดจากวันที่ผู้รับมอบได้รับแจ้งความแล้ว
๓. การบอกเลิกพิธีสารนี้โดยลำพังตนแล้วจะไม่มีผลเป็นการบอกเลิกอนุสัญญา
๔. การบอกเลิกอนุสัญญาโดยรัฐภาคีอนุสัญญาซึ่งถูกเพิ่มเติมโดยพิธีสารนี้ จะมีผลเป็นการบอกเลิกพิธีสารนี้ด้วย
ข้อ ๙
๑. ผู้รับมอบจะต้องแจ้งให้รัฐผู้ลงนามและรัฐที่ภาคยานุวัติพิธีสารนี้ และรัฐผู้ลงนามและรัฐที่ภาคยานุวัติ อนุสัญญาทราบโดยพลัน
(ก) ถึงวันลงนามแต่ละครั้งและวันมอบสัตยาบันสาร หรือภาคยานุวัติสารแต่ละครั้งสำหรับพิธีสารนี้ และ
(ข) ถึงการได้รับหนังสือแจ้งบอกเลิกพิธีสาร และวันที่ที่ได้รับ
๒. ผู้รับมอบจะต้องแจ้งรัฐตามที่ระบุไว้ในวรรค ๑ ทราบถึงวันที่พิธีสารนี้มีผลใช้บังคับตามข้อ ๖
เพื่อเป็นพยานแก่การนี้ ผู้มีอำนาจเต็มผู้ลงนามข้างท้ายนี้ ซึ่งได้รับมอบอำนาจโดยถูกต้องจากรัฐบาลของตน ได้ลงนามพิธีสารนี้
ทำ ณ เมืองมอนตริออล เมื่อวันที่ยี่สิบสี่ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช สองพันห้าร้อยสามสิบเอ็ด เป็นต้นฉบับสี่ชุดด้วยกัน แต่ละชุดจัดทำเป็นตัวบทใช้เป็นหลักฐานรวมสี่ฉบับ เป็นภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษารัสเซีย และภาษาสเปน
๑ คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ พิธีสารฉบับนี้มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๒ และ ณ วันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๔ มีภาคีทั้งหมด ๑๐๗ รัฐ ประเทศไทยได้มอบภาคยานุวัติสาร เมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ ดังนั้น ตามข้อ ๗ วรรค ๓ พิธีสารฉบับนี้มีผลใช้บังคับสำหรับประเทศไทยเมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๙ Back
| Home | สารบาญ | Chapter 2 | English Version |