Home สารบาญ Chapter 1 English Version ความตกลงว่าด้วยบริการเดินอากาศ
ระหว่าง
รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย
และรัฐบาลแห่ง[ชื่อภาคีอีกฝ่าย]รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่ง [ชื่อภาคีอีกฝ่าย]
พิจารณาเห็นว่า ราชอาณาจักรไทยและ [ชื่อภาคีอีกฝ่าย] ต่างเป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการบินพลเรือน ระหว่างประเทศ ซึ่งได้เปิดให้ลงนาม ณ เมืองชิคาโก เมื่อวันที่เจ็ด ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๗ และ
ปรารถนาที่จะทำความตกลงเพิ่มเติมจากอนุสัญญาดังกล่าว เพื่อความมุ่งประสงค์ที่จะสถาปนาบริการเดินอากาศ ระหว่างอาณาเขตของแต่ละฝ่ายและพ้นจากนั้นไป
จึงได้ตกลงกันดังต่อไปนี้
ข้อ ๑
คำจำกัดความ๑. เพื่อความมุ่งประสงค์แห่งความตกลงฉบับนี้ นอกจากบริบทจะได้ให้หมายเป็นอย่างอื่น
ก) คำว่า "อนุสัญญา" ให้หมายถึง อนุสัญญาว่าด้วยการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ซึ่งได้เปิดให้ลงนาม ณ เมืองชิคาโก เมื่อวันที่เจ็ด ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๗ และรวมทั้งภาคผนวกใด ๆ ที่ได้ตกลงรับตามข้อ ๙๐ แห่งอนุสัญญานั้น และข้อแก้ไขเพิ่มเติมภาคผนวกหรืออนุสัญญา ตามข้อ ๙๐ และ ๙๔ นั้น ตราบเท่าที่ภาคผนวกและข้อแก้ไขต่าง ๆ ดังกล่าว มีผลบังคับใช้กับภาคีผู้ทำความตกลงทั้งสองฝ่าย
ข) คำว่า "เจ้าหน้าที่การเดินอากาศ" ในกรณีของราชอาณาจักรไทย ให้หมายถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และในกรณีของ [ชื่อภาคีอีกฝ่าย] ให้หมายถึง [เจ้าหน้าที่ที่เหมาะสม] หรือทั้งสองกรณีนั้น ให้หมายถึงบุคคล หรือองค์คณะใด ๆ ที่ได้รับมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งในเวลานี้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจดังกล่าวได้รับมอบหมาย
ค) คำว่า "สายการบินที่กำหนด" ให้หมายถึง สายการบินซึ่งภาคีผู้ทำความตกลงฝ่ายหนึ่งได้กำหนด ตามข้อ ๖ แห่งความตกลงฉบับนี้ สำหรับการดำเนินบริการเดินอากาศที่ได้ตกลงกัน
ง) คำว่า "พิกัดอัตราค่าขนส่ง" ให้หมายถึง ราคาที่จะต้องจ่ายสำหรับการขนส่งคนโดยสาร สัมภาระและสินค้า และเงื่อนไขต่าง ๆ ซึ่งใช้กับราคาเหล่านี้ รวมทั้งค่านายหน้าและค่าจ้างเพิ่มเติมสำหรับตัวแทน หรือการขายเอกสาร การเดินทาง แต่ไม่รวมค่าจ้างและเงื่อนไขสำหรับการขนส่งไปรษณียภัณฑ์
๒. ภาคผนวกประกอบเป็นส่วนหนึ่งส่วนเดียวกับความตกลงฉบับนี้ คำอ้างทั้งปวงที่อ้างถึงความตกลงฉบับนี้ ให้ถือว่าอ้างถึงภาคผนวกด้วย เว้นแต่จะตกลงกันอย่างชัดแจ้งให้เป็นอย่างอื่น
ข้อ ๒
การให้สิทธิ๑. ภาคีผู้ทำความตกลงแต่ละฝ่ายให้สิทธิที่ระบุไว้ในความตกลงฉบับนี้ แก่ภาคีผู้ทำความตกลงอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อความมุ่งประสงค์ที่จะดำเนินบริการเดินอากาศตามเส้นทางที่ระบุในใบพิกัดของภาคผนวก บริการและเส้นทางบิน เช่นว่านั้น ต่อไปจะเรียกว่า "บริการที่ตกลง" และ "เส้นทางบินที่ระบุ" ตามลำดับ
๒. ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของความตกลงฉบับนี้ สายการบินที่กำหนดโดยภาคีผู้ทำความตกลง แต่ละฝ่ายจะได้รับ ขณะดำเนินบริการเดินอากาศระหว่างประเทศ
ก) สิทธิในการบินผ่านอาณาเขตของภาคีผู้ทำความตกลงอีกฝ่ายหนึ่งโดยไม่แวะลง
ข) สิทธิในการแวะลงในอาณาเขตดังกล่าวมิใช่เพื่อความมุ่งประสงค์ทางการค้า
ค) สิทธิในการรับขึ้นและขนลงในอาณาเขตดังกล่าว ณ จุดต่าง ๆ ที่ระบุในภาคผนวกของความตกลงฉบับนี้ ซึ่งคนโดยสาร สัมภาระ สินค้า และไปรษณียภัณฑ์ ที่ไปยังหรือมาจากจุดต่าง ๆ ในอาณาเขตของภาคีผู้ทำความตกลง อีกฝ่ายหนึ่ง
ง) สิทธิในการรับขึ้นหรือขนลงในอาณาเขตของประเทศที่สาม ณ จุดต่าง ๆ ที่ระบุในภาคผนวกของ ความตกลงฉบับนี้ ซึ่งคนโดยสาร สัมภาระ สินค้า และไปรษณียภัณฑ์ที่ไปยังหรือมาจากจุดต่าง ๆ ในอาณาเขตของภาคี ผู้ทำความตกลงอีกฝ่ายหนึ่ง ตามที่ระบุในภาคผนวกของความตกลงฉบับนี้
๓. ไม่มีข้อความใดในวรรค ๒ แห่งข้อนี้ ที่จะถือได้ว่าเป็นการให้สิทธิแก่สายการบินที่กำหนดของภาคี ผู้ทำความตกลงฝ่ายหนึ่งในอันที่จะรับขนคนโดยสาร สัมภาระ สินค้า และไปรษณียภัณฑ์เพื่อสินจ้างหรือค่าเช่า ในอาณาเขตของภาคีผู้ทำความตกลงอีกฝ่ายหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งในอาณา เขตของภาคีผู้ทำความตกลงฝ่ายนั้น
๔. ถ้าเหตุเนื่องมาจากการปะทะกันด้วยอาวุธ ภัยธรรมชาติอันใหญ่หลวง ความไม่สงบทางการเมืองหรือ การบ่อนทำลาย ทำให้สายการบินที่กำหนดของภาคีผู้ทำความตกลงฝ่ายหนึ่งไม่สามารถดำเนินบริการตาม เส้นทางปกติของตนได้ ภาคีผู้ทำความตกลงอีกฝ่ายหนึ่งจะใช้ความพยายามอย่างดีที่สุดที่จะเอื้ออำนวย ความสะดวกให้มีการดำเนินบริการเช่นว่านั้นต่อไป โดยการจัดเส้นทางนั้นใหม่ตามความเหมาะสม
ข้อ ๓
การใช้สิทธิ๑. สายการบินที่กำหนดของภาคีผู้ทำความตกลงแต่ละฝ่ายจะมีโอกาสอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมกัน ในอันที่จะรับขนโดยบริการที่ตกลง ซึ่งการจราจรที่รับขึ้นในอาณาเขตของภาคีผู้ทำความตกลงฝ่ายหนึ่ง และขนลงในอาณาเขตของภาคีผู้ทำความตกลงอีกฝ่ายหนึ่ง หรือกลับกัน และจะถือว่าการจราจรที่รับขึ้น หรือขนลงในอาณาเขตของภาคีผู้ทำความตกลงอีกฝ่ายหนึ่งไปยังและมาจากจุดต่าง ๆ ในเส้นทางมีลักษณะ เป็นการจราจรเพิ่มเติม ในการจัดความจุเพื่อการรับขนการจราจรที่รับขึ้นในอาณาเขตของภาคีผู้ทำความตกลงอีกฝ่ายหนึ่ง และขนลง ณ จุดต่าง ๆ ในเส้นทางที่ระบุหรือกลับกัน สายการบินที่กำหนดของภาคีผู้ทำความตกลงแต่ละฝ่าย จะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ปฐมมูลของสายการบินที่กำหนดของภาคีผู้ทำความตกลงอีกฝ่ายหนึ่งในการจราจรเช่นนั้น เพื่อมิให้กระทบกระเทือนผลประโยชน์ของสายการบินฝ่ายหลังอย่างไม่สมควร
๒. บริการที่ตกลงซึ่งสายการบินที่กำหนดของภาคีผู้ทำความตกลงแต่ละฝ่ายจัดขึ้นนั้น จะต้องสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด กับความต้องการของประชาชนสำหรับการขนส่งในเส้นทางที่ระบุ และแต่ละบริการจะถือการจัดความจุที่พอเพียงเพื่อ สนองความต้องการในการขนคนโดยสาร สินค้า และไปรษณียภัณฑ์ ที่รับขึ้นหรือขนลงในอาณาเขตของภาคี ผู้ทำความตกลง ฝ่ายที่กำหนดสายการบินเป็นวัตถุประสงค์ปฐมมูล
๓. การจัดให้มีการรับขนคนโดยสาร สินค้า และไปรษณียภัณฑ์ ที่รับขึ้นในอาณาเขตของภาคีผู้ทำความตกลง อีกฝ่ายหนึ่ง และขนลง ณ จุดต่าง ๆ ในประเทศที่สาม ตามเส้นทางที่ระบุหรือกลับกัน จะต้องกระทำตามหลักการทั่วไป ที่ว่าความจุจะต้องสัมพันธ์กับ
ก) ความต้องการของการจราจรที่รับขึ้นหรือขนลงในอาณาเขตของภาคีผู้ทำความตกลงฝ่ายที่กำหนดสายการบิน
ข) ความต้องการของการจราจรของบริเวณที่สายการบินผ่าน หลังจากที่ได้คำนึงถึงบริการเดินอากาศอื่น ๆ ที่ได้จัดขึ้นโดยสายการบินของบรรดารัฐที่ตั้งอยู่ในบริเวณนั้น และ
ค) ความต้องการในการดำเนินบริการของสายการบินตลอดเส้นทางที่คุ้มทุน
๔. ความจุซึ่งจัดขึ้นในวาระเริ่มแรก จะต้องตกลงกันระหว่างภาคีผู้ทำความตกลงทั้งสองฝ่าย ก่อนที่จะเริ่ม ดำเนินบริการที่ตกลง หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่การเดินอากาศของภาคีผู้ทำความตกลงจะได้ปรึกษาหารือกัน เป็นครั้งคราว เกี่ยวกับความจุที่จะจัดขึ้น และการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในความจุ ซึ่งเป็นที่ตกลงกันแล้วจะต้องได้รับการยืนยันโดย หนังสือแลกเปลี่ยนทางการทูต
ข้อ ๔
การใช้กฎหมายและข้อบังคับ๑. กฎหมายและข้อบังคับของภาคีผู้ทำความตกลงฝ่ายหนึ่ง ซึ่งใช้บังคับกับการเข้ามาและการออกจาก อาณาเขตของตนของอากาศยาน,ซึ่งใช้ในการเดินอากาศระหว่างประเทศ หรือเที่ยวบินของอากาศยานเช่นว่านั้น เหนืออาณาเขตนั้น จะใช้บังคับแก่สายการบินที่กำหนดของภาคีผู้ทำความตกลงอีกฝ่ายหนึ่งด้วย
๒. กฎหมายและข้อบังคับของภาคีผู้ทำความตกลงฝ่ายหนึ่ง ซึ่งใช้บังคับกับการเข้ามา การพักแรมและการออกจาก อาณาเขตของตนของคนโดยสาร ลูกเรือ สัมภาระ สินค้า หรือไปรษณียภัณฑ์ อาทิ พิธีการต่าง ๆ เกี่ยวกับการเข้า การออก การอพยพออกจากประเทศ และการเข้ามาอยู่ ตลอดจนมาตรการศุลกากรและสุขาภิบาล จะใช้บังคับแก่คนโดยสาร ลูกเรือ สัมภาระ สินค้า หรือไปรษณียภัณฑ์ ซึ่งรับขนโดยอากาศยาน,ของสายการบิน ที่กำหนดของภาคีผู้ทำความตกลงอีกฝ่ายหนึ่ง ขณะที่อยู่ภายในอาณาเขตดังกล่าว
๓. ในการใช้กฎหมายและข้อบังคับซึ่งกำหนดไว้ในข้อนี้ มิให้ภาคีผู้ทำความตกลงให้โอกาสแก่สายการบินของตน ในทางที่ดีกว่าที่ให้กับสายการบินที่กำหนดของภาคีผู้ทำความตกลงอีกฝ่ายหนึ่ง
ข้อ ๕
ความปลอดภัยการบิน๑. โดยสอดคล้องกับสิทธิและหน้าที่ของตนตามกฎหมายระหว่างประเทศ ภาคีผู้ทำความตกลงยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า ภาระหน้าที่ของตนซึ่งกันและกันที่จะรักษาความปลอดภัยของการบินพลเรือนจากการกระทำอันเป็นการแทรกแซงโดยมิชอบด้วยกฎหมายเป็นส่วนหนึ่งของความตกลงนี้ โดยไม่เป็นการจำกัดสิทธิและภาระหน้าที่ของตนภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ภาคีผู้ทำความตกลงจะต้องกระทำ โดยสอดคล้องกับข้อบัญญัติแห่งอนุสัญญาว่าด้วยความผิดและการกระทำอื่นบางประการที่กระทำบนอากาศยาน ลงนามที่กรุงโตเกียว เมื่อวันที่ ๑๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๖ อนุสัญญาว่าด้วยการปราบปรามการยึดอากาศยาน โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ลงนามที่กรุงเฮก เมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๓ อนุสัญญาว่าด้วยการปราบปราม การกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมายต่อความปลอดภัยของการบินพลเรือน ลงนามที่มอนตริออล เมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๔ และพิธีสารเพื่อการปราบปรามการกระทำรุนแรงอันมิชอบด้วยกฎหมาย ณ ท่าอากาศยานที่ให้บริการ การบินพลเรือนระหว่างประเทศ ลงนามที่มอนตริออล เมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๑
๒. เมื่อมีการร้องขอ ภาคีผู้ทำความตกลงจะให้ความช่วยเหลือทั้งปวงที่จำเป็นแก่กันและกันเพื่อป้องกัน การกระทำอันเป็นการยึดอากาศยานพลเรือนโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และการกระทำอื่นอันมิชอบด้วยกฎหมาย ต่อความปลอดภัยของอากาศยานเช่นว่านั้น คนโดยสารและลูกเรือของอากาศยานนั้น ท่าอากาศยานและ เครื่องอำนวยความสะดวกในการเดินอากาศ และการคุกคามอื่นใดต่อความปลอดภัยของการบินพลเรือน
๓. ในความสัมพันธ์ระหว่างกัน ภาคีผู้ทำความตกลงจะดำเนินการตามข้อบทว่าด้วยการรักษาความปลอดภัย ในการบิน ซึ่งจัดทำโดยองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศและกำหนดไว้เป็นภาคผนวกของอนุสัญญา ว่าด้วยการบินพลเรือนระหว่างประเทศ เท่าส่วนที่ข้อบทว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยเช่นว่านั้น มีผลใช้กับภาคีผู้ทำความตกลง ภาคีผู้ทำความตกลงจะกำหนดให้ผู้ประกอบการอากาศยานในทะเบียนของตน หรือผู้ประกอบการอากาศยานผู้มีถิ่นที่ตั้งทำการแห่งใหญ่ หรือมีภูมิลำเนาอยู่ในอาณาเขตของตน และผู้ประกอบการท่าอากาศยานในอาณาเขตของตน ปฏิบัติตามข้อบทว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยเช่นว่านั้น
๔. ภาคีผู้ทำความตกลงแต่ละฝ่ายตกลงว่า ผู้ประกอบการอากาศยานดังกล่าวอาจถูกกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามข้อบทว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยการบินที่ระบุในวรรค ๓ ข้างต้น ซึ่งภาคีผู้ทำความตกลงอีกฝ่ายหนึ่ง กำหนดไว้สำหรับการเข้าไปยัง การออกจาก หรือระหว่างอยู่ในอาณาเขตของภาคีผู้ทำความตกลงอีกฝ่ายหนึ่งนั้น ภาคีผู้ทำความตกลงแต่ละฝ่ายจะให้ความมั่นใจว่า ได้มีการใช้มาตรการที่พอเพียงอย่างมีประสิทธิภาพภายใน อาณาเขตของตน ที่จะป้องกันอากาศยาน และที่จะตรวจตราคนโดยสาร ลูกเรือ สิ่งของถือติดตัว สัมภาระ สินค้า และพัสดุอากาศยาน ก่อนและระหว่างขึ้นเครื่องหรือขนขึ้น ภาคีผู้ทำความตกลงแต่ละฝ่ายจะให้การพิจารณา ด้วยดีต่อคำขอใด ๆ จากภาคีผู้ทำความตกลงอีกฝ่ายหนึ่งสำหรับมาตรการการรักษาความปลอดภัยพิเศษ ที่มีเหตุผลเพื่อรับการคุกคามเฉพาะราย
๕. เมื่อมีอุบัติการหรือการคุกคามว่าจะมีอุบัติการยึดอากาศยานพลเรือนโดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือการกระ ทำอันมิชอบด้วยกฎหมายอื่นใดต่อความปลอดภัยของอากาศยานเช่นว่านั้น คนโดยสารและลูกเรือของอากาศยานนั้น ท่าอากาศยานหรือเครื่องอำนวยความสะดวกในการเดินอากาศเกิดขึ้น ภาคีผู้ทำความตกลงจะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยการอำนวยความสะดวกในการสื่อสาร และด้วยมาตรการอันสมควรอื่นใด ซึ่งมุ่งจะหยุดยั้งอุบัติการหรือการคุกคาม เช่นว่านั้นโดยเร็วและอย่างปลอดภัย
ข้อ ๖
การกำหนดสายการบินและการอนุญาตดำเนินการ๑. ภาคีผู้ทำความตกลงแต่ละฝ่ายมีสิทธิที่จะกำหนดสายการบินสายหนึ่งหรือหลายสายเพื่อความมุ่งประสงค์ ในการดำเนินบริการที่ตกลง การกำหนดนั้นให้กระทำโดยแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างเจ้าหน้าที่การเดินอากาศ ของภาคีผู้ทำความตกลงทั้งสองฝ่าย
๒. เมื่อได้รับแจ้งการกำหนดสายการบิน เจ้าหน้าที่การเดินอากาศจะต้องให้ใบอนุญาตดำเนินการตามจำเป็นแก่ สายการบินที่ได้รับการกำหนดของภาคีผู้ทำความตกลงอีกฝ่ายหนึ่งโดยไม่ชักช้า ทั้งนี้ ภายใต้บทบัญญัติแห่งวรรค ๓ และ ๔ ของข้อนี้
๓. เจ้าหน้าที่การเดินอากาศของภาคีผู้ทำความตกลงฝ่ายหนึ่ง อาจให้สายการบินที่กำหนดโดยภาคีผู้ทำความตกลง อีกฝ่าย แสดงให้เป็นที่พอใจว่าสายการบินนั้นมีคุณสมบัติเต็มตามเงื่อนไขที่วางไว้ในกฎหมายและข้อบังคับ ซึ่งเจ้าหน้าที่นั้นใช้อยู่เป็นปกติแก่การดำเนินการบริการเดินอากาศระหว่างประเทศตามบทบัญญัติของอนุสัญญา
๔. ภาคีผู้ทำความตกลงแต่ละฝ่ายมีสิทธิที่จะไม่ยอมรับการกำหนดสายการบินและที่จะไม่ให้ใบอนุญาต ดำเนินการตามที่อ้างถึงในวรรค ๑ และ ๒ ของข้อนี้ หรือที่จะตั้งบังคับเงื่อนไขตามที่ตนเห็นว่า จำเป็นในการใช้สิทธิ ตามที่ระบุไว้ในข้อ ๒ แห่งความตกลงฉบับนี้ ในกรณีใด ๆ ที่ภาคีผู้ทำความตกลงดังกล่าวไม่มีหลักฐานยืนยันว่ากรรมสิทธิ ส่วนสาระสำคัญและการควบคุมอันแท้จริงของสายการบินนั้นตกอยู่แก่ภาคีผู้ทำความตกลงที่กำหนดสายการบิน หรือแก่คนชาติของภาคีนั้น
๕. เมื่อได้รับการอนุญาตดำเนินการตามวรรค ๒ ของข้อนี้แล้ว สายการบินที่กำหนดอาจเริ่มดำเนินบริการที่ตกลงได้ โดยมีเงื่อนไขว่าพิกัดอัตราค่าขนส่งที่จัดทำตามข้อบทแห่งข้อ ๑๔ ของความตกลงฉบับนี้มีผลใช้บังคับอยู่
ข้อ ๗
การเพิกถอนและการพักใช้
ใบอนุญาตดำเนินการ๑. ภาคีผู้ทำความตกลงแต่ละฝ่ายมีสิทธิที่จะเพิกถอนใบอนุญาตดำเนินการ หรือพักการใช้สิทธิที่ระบุในข้อ ๒ แห่งความตกลงฉบับนี้ โดยสายการบินที่กำหนดของภาคีผู้ทำความตกลงอีกฝ่ายหนึ่ง หรือตั้งบังคับเงื่อนไขตามที่ตน เห็นว่าจำเป็นแก่การใช้สิทธิเช่นว่านั้น ถ้า
ก) สายการบินดังกล่าวไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า กรรมสิทธิส่วนสาระสำคัญและการควบคุมอันแท้จริงของตน ตกอยู่แก่ภาคีผู้ทำความตกลงที่กำหนดสายการบินหรือแก่คนชาติของภาคีนั้น หรือ
ข) สายการบินดังกล่าวดำเนินการไม่สอดคล้อง หรือละเมิดกฎหมายหรือข้อบังคับของภาคีผู้ทำความตกลง ที่ให้สิทธิเหล่านั้น หรือ
ค) สายการบินดังกล่าวไม่ดำเนินบริการที่ตกลงตามเงื่อนไขที่กำหนดภายใต้ความตกลงฉบับนี้
๒. สิทธิเช่นว่านั้น จะใช้ได้ต่อเมื่อได้มีการปรึกษาหารือกับภาคีผู้ทำความตกลงอีกฝ่ายหนึ่งแล้วเท่านั้น นอกจากจะจำเป็นต้องเพิกถอน พักการใช้สิทธิ หรือตั้งบังคับเงื่อนไขภายใต้วรรค ๑ ของข้อนี้โดยพลัน เพื่อป้องกันมิให้มีการละเมิดกฎหมายและข้อบังคับต่อไปอีก
ข้อ ๘
การยอมรับใบสำคัญและใบอนุญาต๑. ใบสำคัญสมควรเดินอากาศ ใบสำคัญความสามารถ และใบอนุญาตที่ภาคีผู้ทำความตกลงฝ่ายหนึ่ง ออกให้หรือกระทำให้สมบูรณ์ ในระหว่างระยะเวลาที่มีผลใช้ได้ จะได้รับการยอมรับนับถือจากภาคีผู้ทำความตกลง อีกฝ่ายหนึ่ง โดยมีเงื่อนไขว่า ข้อกำหนดในการออกให้หรือกระทำให้สมบูรณ์ ซึ่งใบสำคัญหรือใบอนุญาตเช่นว่านั้น จะต้องเท่าเทียมหรือเหนือกว่ามาตรฐานขั้นต่ำ ซึ่งอาจกำหนดขึ้นตามอนุสัญญา
๒. อย่างไรก็ดี ภาคีผู้ทำความตกลงแต่ละฝ่ายสงวนสิทธิที่จะปฏิเสธที่จะยอมรับว่าใช้ได้ ซึ่งใบสำคัญความสามารถ และใบอนุญาตที่ออกให้กับหรือกระทำให้สมบูรณ์แก่คนชาติของตน โดยภาคีผู้ทำความตกลงอีกฝ่ายหนึ่ง หรือโดยรัฐอื่นใด เพื่อวัตถุประสงค์ในการทำการบินเหนืออาณาเขตของตน
ข้อ ๙
การยกเว้นค่าอากรและภาษี๑. อากาศยานที่ใช้ดำเนินบริการระหว่างประเทศโดยสายการบินที่กำหนดของภาคีผู้ทำความตกลงฝ่ายหนึ่ง ตลอดจนเครื่องบริภัณฑ์ปกติของตนซึ่งอยู่บนอากาศยาน เชื้อเพลิงและน้ำมันลื่น และพัสดุอากาศยาน รวมทั้งอาหาร เครื่องดื่ม และยาสูบ ซึ่งอยู่บนอากาศยานนั้น จะได้รับการยกเว้นค่าอากรหรือภาษีทั้งปวงเมื่อนำเข้ามาในอาณาเขต ของภาคีผู้ทำความตกลงอีกฝ่ายหนึ่ง โดยมีเงื่อนไขว่า เครื่องบริภัณฑ์ซึ่งอยู่บนอากาศยาน สัมภาระ และพัสดุอากาศยาน นั้น ต้องอยู่บนอากาศยานจนกระทั่งถูกนำกลับออกไป
๒. ให้มีการยกเว้นค่าอากรและภาษีเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ ไม่รวมค่าภาระในการให้บริการ แก่
ก) พัสดุอากาศยาน ซึ่งนำขึ้นบนอากาศยาน ในอาณาเขตของภาคีผู้ทำความตกลงฝ่ายหนึ่งภายในวงจำกัด ซึ่งกำหนดโดยเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของภาคีผู้ทำความตกลงดังกล่าว และเพื่อการใช้บนอากาศยานซึ่งดำเนินบริการ ระหว่างประเทศโดยสายการบินที่กำหนดของภาคีผู้ทำความตกลงอีกฝ่ายหนึ่ง
ข) เครื่องอะไหล่อากาศยาน และเครื่องบริภัณฑ์ปกติ ซึ่งอยู่บนอากาศยานที่นำเข้ามาในอาณาเขตของ ภาคีผู้ทำความตกลงฝ่ายหนึ่ง สำหรับการบำรุงรักษาหรือการซ่อมบำรุงอากาศยานที่ใช้ดำเนินบริการระหว่างประเทศ
ค) เชื้อเพลิงและน้ำมันลื่น สำหรับสายการบินที่กำหนดของภาคีผู้ทำความตกลงอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งจะเติมให้กับ อากาศยานที่ใช้ในการดำเนินบริการระหว่างประเทศ แม้สัมภาระเหล่านี้จะใช้ไปในบางส่วนของการเดินทางเหนือ อาณาเขตของภาคีผู้ทำความตกลงฝ่ายที่เชื้อเพลิงและน้ำมันลื่นถูกนำขึ้นบนอากาศยาน
๓. เครื่องบริภัณฑ์ปกติซึ่งอยู่บนอากาศยาน ตลอดจนวัสดุและเครื่องใช้สอยซึ่งอยู่บนอากาศยานที่ใช้ดำเนินการ โดยสายการบินที่กำหนดของภาคีผู้ทำความตกลงฝ่ายหนึ่ง อาจนำลงในอาณาเขตของภาคีผู้ทำความตกลงอีกฝ่ายหนึ่งได้ ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากเจ้าหน้าที่ศุลกากรของอาณาเขตนั้นเท่านั้น ในกรณีเช่นว่านี้ สิ่งต่าง ๆ ที่นำลงอาจถูกจัดเก็บ ภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่ดังกล่าว จนกระทั่งถูกนำกลับออกไปหรือมิฉะนั้นจำหน่ายไปตามข้อบังคับของศุลกากร
ข้อ ๑๐
การผ่านแดนโดยตรงคนโดยสาร สัมภาระ และสินค้า ซึ่งผ่านอาณาเขตของภาคีผู้ทำความตกลงฝ่ายหนึ่งโดยตรง และมิได้นำออกไปจาก พื้นที่ของสนามบินซึ่งได้จัดไว้เฉพาะเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวนั้น จะได้รับการควบคุมที่ไม่ยุ่งยากสัมภาระและ สินค้าผ่านแดนโดยตรงจะได้รับการยกเว้นค่าอากรและภาษีรวมทั้งภาษีศุลกากร
ข้อ ๑๑
ค่าภาระ๑. ภาคีผู้ทำความตกลงแต่ละฝ่ายจะใช้ความพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อให้มั่นใจว่าค่าภาระที่เรียกเก็บ หรือได้รับอนุญาตให้เรียกเก็บ โดยเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของตน จากสายการบินที่กำหนดของภาคีผู้ทำความตกลง อีกฝ่ายหนึ่ง เป็นอัตราที่ยุติธรรมและสมเหตุผล ค่าภาระดังกล่าวจะต้องพิจารณาจากหลักเศรษฐศาสตร์ที่สมเหตุผล
๒. ค่าภาระในการใช้สนามบินและเครื่องช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินอากาศและบริการซึ่งจัดโดย ภาคีผู้ทำความตกลงฝ่ายหนึ่ง ให้กับสายการบินที่กำหนดของภาคีผู้ทำความตกลงอีกฝ่ายหนึ่งจะต้องไม่สูงกว่า ค่าภาระต่างๆ ซึ่งเรียกเก็บจากอากาศยานของชาติตน ในการดำเนินบริการระหว่างประเทศเป็นประจำ
ข้อ ๑๒
กิจกรรมในทางการค้าพาณิชย์๑. สายการบินที่กำหนดของภาคีผู้ทำความตกลงฝ่ายหนึ่งสามารถนำเข้ามาและคงไว้ในอาณาเขต ของภาคีผู้ทำความตกลงอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งบุคลากรในด้านการบริหาร การขาย เทคนิค ปฏิบัติการและผู้ชำนาญพิเศษอื่น ซึ่งจำเป็นสำหรับการดำเนินบริการที่ตกลง ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับของภาคีผู้ทำความตกลง อีกฝ่ายหนึ่งเกี่ยวกับ การเข้ามา การพำนักอาศัย และการว่าจ้าง
๒. สำหรับกิจกรรมในทางการค้าให้ใช้หลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติ เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของภาคีผู้ทำความตกลงแต่ละฝ่าย จะดำเนินการทั้งปวงที่จำเป็นเพื่อให้มีความมั่นใจว่าตัวแทนของสายการบินที่กำหนดโดยภาคีผู้ทำความตกลงอีกฝ่ายหนึ่ง สามารถดำเนินกิจกรรมของตนไปได้ ด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อย
๓. ภาคีผู้ทำความตกลงแต่ละฝ่ายให้สิทธิแก่สายการบินที่กำหนดของภาคีผู้ทำความตกลงอีกฝ่ายหนึ่ง ในการดำเนินการขายการขนส่งทางอากาศในอาณาเขตของตนโดยตรง และตามดุลยพินิจของสายการบินโดยผ่านตัวแทน สายการบินแต่ละสายจะได้รับสิทธิในการขายการขนส่งเช่นว่านั้น และบุคคลใด ๆ มีเสรีภาพในการที่จะซื้อการขนส่ง นั้นด้วยเงินสกุลที่ใช้อยู่ในอาณาเขตนั้น หรือในเงินสกุลของประเทศอื่นที่อาจแลกเปลี่ยนได้โดยเสรี ทั้งนี้ ภายใต้บังคับของกฎหมายและข้อบังคับแห่งชาติ
ข้อ ๑๓
การแลกเปลี่ยนและการโอนรายได้ภาคีผู้ทำความตกลงแต่ละฝ่ายจะให้สิทธิแก่สายการบินที่กำหนดของภาคีผู้ทำความตกลงอีกฝ่ายหนึ่งที่จะโอนโดยเสรี ซึ่งเงินเหลือจ่ายจากรายได้ซึ่งสายการบินนั้นได้รับในอาณาเขตของภาคีผู้ทำความตกลงฝ่ายแรก เกี่ยวกับการขนส่ง คนโดยสาร สัมภาระ ไปรษณียภัณฑ์ และสินค้า การโอนเช่นว่านั้นจะต้องเป็นไปตามอัตราแลกเปลี่ยนของทางราชการ หากมีอัตราเช่นว่านั้นอยู่ หรือมิฉะนั้น ก็ตามอัตราเทียบเท่ากับอัตราในขณะที่ได้รายได้นั้นมา ถ้าการโอนเช่นว่านั้น มีการกำหนดโดยความตกลงพิเศษระหว่างภาคีผู้ทำความตกลงแล้วให้ใช้ตามความตกลงพิเศษนี้
ข้อ ๑๔
พิกัดอัตราค่าขนส่ง๑. พิกัดอัตราค่าขนส่งซึ่งสายการบินที่กำหนดแต่ละสายเรียกเก็บ ในการรับขนส่งไปยังและมาจากอาณาเขต ของภาคผู้ทำความตกลงอีกฝ่ายหนึ่ง จะต้องกำหนดในระดับที่มีเหตุผลสมควรโดยคำนึงถึงปัจจัยทั้งปวงที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน กำไรอันสมควร ลักษณะของแต่ละบริการและบรรดาพิกัดอัตราที่เรียกเก็บโดย สายการบินอื่น ๆ
๒. พิกัดอัตราค่าขนส่ง ที่อ้างถึงในวรรค ๑ ของข้อนี้ หากเป็นไปได้จะต้องกำหนดขึ้นด้วยการตกลงร่วมกัน ระหว่างสายการบินที่กำหนดของภาคีผู้ทำความตกลงทั้งสองฝ่าย และหากจำเป็นให้คำนึงถึงพิกัดอัตราค่าขนส่ง ที่สายการบินอื่น ๆ เรียกเก็บ ในการดำเนินบริการในเส้นทางเดียวกันทั้งหมดหรือบางส่วน ข้อตกลงเช่นว่านั้น ถ้าเป็นไปได้ก็ให้เป็นไปตามข้อวินิจฉัยที่มีใช้อยู่ภายใต้กระบวนการประชุมกำหนดพิกัดอัตราค่าขนส่งของ องค์กรระหว่างประเทศที่จัดทำข้อเสนอในเรื่องนี้
๓. พิกัดอัตราค่าขนส่งที่ตกลงกันนั้น จะต้องยื่นเสนอเพื่อขอความเห็นชอบจากเจ้าหน้าที่การเดินอากาศ ของภาคีผู้ทำความตกลงล่วงหน้าอย่างน้อยหกสิบวันก่อนกำหนดวันเริ่มใช้อัตราดังกล่าว ในกรณีพิเศษ ช่วงเวลานี้อาจกำหนดให้ลดลงได้ ทั้งนี้ ด้วยการตกลงระหว่างเจ้าหน้าที่ดังกล่าว เมื่อได้รับการยื่นเสนอ ขอใช้พิกัดอัตราค่าขนส่ง เจ้าหน้าที่การเดินอากาศจะต้องพิจารณาพิกัดอัตราค่าขนส่งนั้นโดยมิชักช้า เจ้าหน้าที่การเดินอากาศอาจแจ้งให้เจ้าหน้าที่การเดินอากาศอีกฝ่ายหนึ่งถึงการขยายเวลาการเริ่มใช้พิกัดอัตราค่าขนส่ง ที่ได้เสนอ พิกัดอัตราค่าขนส่งจะไม่มีผลบังคับถ้าเจ้าหน้าที่การเดินอากาศของภาคีผู้ทำความตกลง ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ยังไม่พอใจในพิกัดอัตรานี้
๔. ถ้าสายการบินที่กำหนดไม่อาจตกลงกัน หรือถ้าพิกัดอัตราค่าขนส่งยังมิได้รับความเห็นชอบจากเจ้าหน้าที่ การเดินอากาศของภาคีผู้ทำความตกลงฝ่ายหนึ่ง เจ้าหน้าที่การเดินอากาศของภาคีผู้ทำความตกลงทั้งสองฝ่าย จะต้องพยายามกำหนดพิกัดอัตราค่าขนส่งด้วยการตกลงร่วมกัน นอกจากจะตกลงเป็นอย่างอื่น การเจรจาเช่นว่านั้น จะต้องเริ่มภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ปรากฏแน่ชัดว่า สายการบินที่กำหนดไม่สามารถตกลงกันในพิกัดอัตราค่าขนส่ง หรือเจ้าหน้าที่การเดินอากาศของภาคีผู้ทำความตกลงฝ่ายหนึ่งได้แจ้งเจ้าหน้าที่การเดินอากาศของภาคีผู้ทำความตกลง อีกฝ่ายหนึ่งว่า ไม่ให้ความเห็นชอบพิกัดอัตราค่าขนส่งนั้น
๕. ในกรณีไม่อาจตกลงกันได้ ให้ยื่นข้อพิพาทตามขั้นตอนที่ระบุไว้ในข้อ ๑๘ ท้ายนี้
๖. พิกัดอัตราค่าขนส่งที่กำหนดขึ้นตามบทบัญญัติแห่งข้อนี้ จะมีผลบังคับอยู่จนกว่าจะได้มีการกำหนด พิกัดอัตราค่าขนส่งใหม่,ตามบทบัญญัติแห่งข้อนี้
๗. เจ้าหน้าที่การเดินอากาศของภาคีผู้ทำความตกลงแต่ละฝ่ายจะใช้ความพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อให้แน่ใจว่า สายการบินที่กำหนดได้ใช้พิกัดอัตราค่าขนส่งที่ตกลงกันซึ่งได้ยื่นไว้กับ,เจ้าหน้าที่การเดินอากาศของภาคี,ผู้ทำความตกลง ตลอดจนได้ปฏิบัติตามกฎหมายหรือข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง
ข้อ ๑๕
การยื่นเสนอตารางการบินสายการบินที่กำหนดของภาคีผู้ทำความตกลงฝ่ายหนึ่งจะต้องจัดให้แก่เจ้าหน้าที่การเดินอากาศของภาคี ผู้ทำความตกลงอีกฝ่ายหนึ่งนานล่วงหน้าเท่าที่จะปฏิบัติได้ แต่ไม่น้อยกว่าสามสิบวันก่อนเริ่มดำเนินบริการที่ตกลง หรือการแก้ไขใด ๆ จากนั้น หรือภายในสามสิบวันหลังจากได้รับคำขอจากเจ้าหน้าที่การเดินอากาศ ซึ่งข้อสนเทศเกี่ยวกับ ลักษณะของบริการ ตารางการบิน แบบอากาศยาน รวมทั้งความจุที่จัดในแต่ละเส้นทางที่ระบุ และข้อสนเทศอื่นใด อันอาจต้องการเพื่อให้เป็นที่พอใจแก่เจ้าหน้าที่การเดินอากาศของภาคีผู้ทำความตกลงอีกฝ่ายหนึ่งว่าได้ดำเนินการ โดยถูกต้องตามข้อกำหนดแห่งความตกลงนี้แล้ว
ข้อ ๑๖
การจัดหารายการสถิติเจ้าหน้าที่การเดินอากาศของภาคีผู้ทำความตกลงทั้งสองฝ่าย จะจัดส่งรายการสถิติรายคาบหรือข้อสนเทศ ที่คล้ายคลึงกันเกี่ยวกับการรับขนการจราจรบนบริการที่ตกลงให้แก่กัน เมื่อได้รับการร้องขอ
ข้อ ๑๗
การปรึกษาหารือภาคีผู้ทำความตกลงฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอาจร้องขอให้มีการปรึกษาหารือเมื่อใดก็ได้ในปัญหาใด ๆ ที่เกี่ยวกับความตกลง ฉบับนี้ การปรึกษาหารือเช่นว่านั้นให้เริ่มต้นภายในระยะเวลาหกสิบวัน นับแต่วันที่ภาคีผู้ทำความตกลงอีกฝ่ายหนึ่ง ได้รับคำร้องขอ เว้นแต่ภาคีผู้ทำความตกลงทั้งสองฝ่ายได้ตกลงเป็นอย่างอื่น
ข้อ ๑๘
การระงับข้อพิพาท๑. ถ้ามีข้อพิพาทใด ๆ เกิดขึ้นระหว่างภาคีผู้ทำความตกลงเกี่ยวกับการตีความหรือการใช้ความตกลงฉบับนี้ ในชั้นต้นภาคีผู้ทำความตกลงจะพยายามตกลงกันโดยการเจรจาระหว่างกัน
๒. ถ้าภาคีผู้ทำความตกลงไม่อาจตกลงกันได้โดยการเจรจา ภาคีผู้ทำความตกลงทั้งสองอาจตกลงกัน เสนอข้อพิพาทไปยังบุคคลหรือองค์คณะใด ๆ เพื่อวินิจฉัย หรือภาคีผู้ทำความตกลงฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอาจเสนอ ข้อพิพาทนั้นไปขอคำวินิจฉัยจากคณะอนุญาโตตุลาการสามคน โดยภาคีผู้ทำความตกลงแต่ละฝ่ายเป็นผู้เสนอ ชื่ออนุญาโตตุลาการฝ่ายละคน และอนุญาโตตุลาการที่ระบุชื่อสองคนนั้นเป็นผู้แต่งตั้งอนุญาโตตุลาการคนที่สาม ภาคีผู้ทำความตกลงแต่ละฝ่ายจะต้องเสนอชื่ออนุญาโตตุลาการภายในระยะเวลาหกสิบวัน นับแต่วันที่ภาคีผู้ทำความตกลง ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้รับการบอกกล่าวจากภาคีอีกฝ่ายหนึ่งโดยผ่านทางการทูตร้องขอให้ชี้ขาดข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ และการแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการคนที่สามให้กระทำภายในระยะเวลาอีกสามสิบวันต่อจากนั้นไป ถ้าภาคีผู้ทำความตกลง ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่เสนอชื่ออนุญาโตตุลาการภายในระยะเวลาที่กำหนดหรือถ้าไม่มีการแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการคนที่สาม ภายในระยะเวลาที่กำหนด ภาคีผู้ทำความตกลงฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอาจร้องขอให้ประธานคณะมนตรีแห่งองค์การการบิน พลเรือนระหว่างประเทศแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการคนหนึ่งหรือหลายคนตามความต้องการของกรณี ถ้าประธานคณะมนตรีเป็นผู้มีสัญชาติของภาคีผู้ทำความตกลงฝ่ายใดในสองฝ่ายนั้น หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่นี้ได้ ให้รองประธานคณะมนตรีเป็นผู้แต่งตั้งอนุญาโตตุลาการตามที่จำเป็น อนุญาโตตุลาการคนที่สามจะต้องเป็นคนชาติ ของรัฐที่สามและจะต้องปฏิบัติหน้าที่ประธานคณะอนุญาโตตุลาการ
๓. ภาคีผู้ทำความตกลงรับรองที่จะปฏิบัติตามคำวินิจฉัยใด ๆ ที่ได้รับตามความในวรรค ๒ แห่งข้อนี้
๔. ถ้าและตราบเท่าที่ภาคีผู้ทำความตกลงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือสายการบินที่กำหนดของภาคีผู้ทำความตกลง ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยที่ได้รับตามวรรค ๒ แห่งข้อนี้ ภาคีผู้ทำความตกลงอีกฝ่ายหนึ่งอาจจำกัด พักใช้ หรือเพิกถอนสิทธิหรือเอกสิทธิใด ๆ ที่ตนได้ให้ตามความตกลงฉบับนี้แก่ภาคีผู้ทำความตกลงที่ฝ่าฝืนหรือ แก่สายการบินที่กำหนดที่ฝ่าฝืนแล้วแต่กรณี
ข้อ ๑๙
การแก้ไขความตกลง๑. หากภาคีผู้ทำความตกลงฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดพิจารณาแล้วเห็นสมควรแก้ไขบทบัญญัติใด ๆ แห่งความตกลงฉบับนี้ ข้อแก้ไขนั้นเมื่อเป็นที่ตกลงกันระหว่างภาคีผู้ทำความตกลงแล้ว จะมีผลใช้บังคับเมื่อได้มีการยืนยันโดยหนังสือ แลกเปลี่ยนทางการทูต
๒. การแก้ไขภาคผนวกของความตกลงฉบับนี้อาจตกลงกันโดยตรงระหว่างเจ้าหน้าที่การเดินอากาศ ของภาคีผู้ทำความตกลง ข้อแก้ไขนั้นให้ใช้ได้เป็นการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ได้ตกลงกัน และให้มีผลใช้บังคับเมื่อได้มีการยืนยัน โดยหนังสือแลกเปลี่ยนทางการทูต
๓. ในกรณีที่ได้มีการจัดทำอนุสัญญาหลายฝ่ายทั่วไปเกี่ยวกับการขนส่งทางอากาศ ซึ่งผูกพันภาคีผู้ทำความตกลง ทั้งสองฝ่าย ความตกลงฉบับนี้จะได้รับการแก้ไขให้สอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งอนุสัญญาเช่นว่านั้น
ข้อ ๒๐
การเลิกความตกลง๑. ภาคีผู้ทำความตกลงแต่ละฝ่ายอาจให้คำบอกกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรแก่ภาคีผู้ทำความตกลง อีกฝ่ายหนึ่งเมื่อใดก็ได้ว่าได้ตัดสินใจที่จะเลิกความตกลงฉบับนี้ คำบอกกล่าวเช่นนั้นจะต้องแจ้งพร้อมกัน ไปยังองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ
๒. ความตกลงฉบับนี้จะเป็นอันสิ้นสุดหลังจากวันที่ได้รับแจ้งคำบอกกล่าวไปสิบสองเดือน ณ วันสิ้นสุดของตารางการบิน เว้นแต่จะได้มีการตกลงร่วมกัน ให้ถอนคำบอกเลิกความตกลงก่อนสิ้นกำหนดเวลานั้น
๓. ในกรณีที่ไม่มีการตอบรับจากภาคีผู้ทำความตกลงอีกฝ่ายหนึ่ง ให้ถือว่าคำบอกกล่าวเลิกความตกลง เป็นอันได้รับเมื่อเวลาล่วงไปสิบสี่วันหลังจากวันที่องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศได้รับการแจ้ง
ข้อ ๒๑
การจดทะเบียนกับองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ความตกลงฉบับนี้ จะต้องจดทะเบียนไว้กับ องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ
ข้อ ๒๒
การบังคับใช้ความตกลงความตกลงฉบับนี้จะได้รับความเห็นชอบโดยภาคีผู้ทำความตกลงแต่ละฝ่าย ตามขั้นตอนด้านกฎหมายของตน และให้มีผลใช้บังคับในวันที่มีการแลกเปลี่ยนหนังสือทางการทูตแจ้งยืนยันความเห็นชอบนั้น
เพื่อเป็นพยานแก่การนี้ ผู้มีอำนาจบริบูรณ์ของภาคีผู้ทำความตกลงทั้งสองได้ลงนามความตกลงฉบับนี้
ทำที่ [เมือง] เมื่อวันที่ [เดือน/ปี] เป็นคู่ฉบับ เป็นภาษาอังกฤษ ทั้งสองฉบับต่างมีความถูกต้อง แท้จริงเท่าเทียมกัน
[ลายมือชื่อ] [ลายมือชื่อ] แทนรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย แทนรัฐบาลแห่ง [ชื่อภาคีอีกฝ่าย]
ภาคผนวก
ใบพิกัดเส้นทางบิน
ใบพิกัดเส้นทางบินที่ ๑เส้นทางที่สายการบินที่กำหนดของราชอาณาจักรไทยจะดำเนินบริการเดินอากาศในทั้งสองทิศทาง
ใบพิกัดเส้นทางบินที่ ๒
เส้นทางที่สายการบินที่กำหนดของ [ชื่อภาคีอีกฝ่าย] ... จะดำเนินบริการเดินอากาศในทั้งสองทิศทาง
หมายเหตุ
สายการบินที่กำหนดอาจเว้นไม่แวะลง ณ จุดในเส้นทางที่ระบุใด ๆ ในเที่ยวบินใด ๆ หรือทุกเที่ยวบินก็ได้ โดยมีเงื่อนไขว่าบริการที่ตกลงในเส้นทางบิน จะต้องเริ่มต้นที่ ณ จุดหนึ่งในอาณาเขตของภาคี ผู้ทำความตกลงฝ่ายที่กำหนดสายการบิน
| Home | สารบาญ | Chapter 1 | English Version |