Home สารบาญ Chapter 2 English Version
พิธีสาร
แก้ไขเพิ่มเติมอนุสัญญา
เพื่อการทำให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันซึ่งกฎเกณฑ์บางประการเกี่ยวกับ
การรับขนระหว่างประเทศทางอากาศ
ลงนาม ณ กรุงวอร์ซอ เมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๒
ตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพิธีสาร ทำ ณ กรุงเฮก
เมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ. ๒๔๙๘



            รัฐบาลผู้มีนามข้างท้ายนี้

            พิจารณาเห็นว่า เป็นที่พึงปรารถนาที่จะแก้ไขเพิ่มเติมอนุสัญญาเพื่อการทำให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันซึ่งกฎเกณฑ์ บางประการเกี่ยวกับการรับขนระหว่างประเทศทางอากาศ ลงนาม ณ กรุงวอร์ซอ เมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๒ ตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพิธีสาร ทำ ณ กรุงเฮก เมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ. ๒๔๙๘
ได้ตกลงกันดังต่อไปนี้

หมวด ๑

            ข้อแก้ไขเพิ่มเติมอนุสัญญา

ข้อ ๑

            อนุสัญญาซึ่งบทบัญญัติของหมวดนี้ปรับปรุง คือ อนุสัญญาวอร์ซอ ตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม ณ กรุงเฮก เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๘

ข้อ ๒

            ให้ยกเลิกข้อ ๓ แห่งอนุสัญญา และใช้ความต่อไปนี้แทน
 

"ข้อ ๓
            ๑. ในการรับขนคนโดยสาร ต้องมีการส่งมอบเอกสารการรับขนเฉพาะคนหรือเฉพาะกลุ่ม ซึ่งมี

                    ก) สิ่งบ่งชี้ถิ่นต้นทางและถิ่นปลายทาง

                    ข) สิ่งบ่งชี้ถิ่นหยุดพักที่ตกลงกันไว้อย่างน้อยหนึ่งแห่งถ้าถิ่นต้นทางและถิ่นปลายทางอยู่ภายใน อาณาเขตของอัครภาคี ผู้ทำสัญญาเดียวและถิ่นหยุดพักที่ตกลงกันไว้แห่งหนึ่งหรือ หลายแห่งอยู่ภายใน อาณาเขตของอีกรัฐหนึ่ง

            ๒. วิธีการอื่นใดที่จะเก็บรักษาบันทึกข้อมูลตามรายการใน ก) และ ข) แห่งวรรคก่อน อาจใช้แทน การส่งมอบ เอกสารดังอ้างถึงในวรรคนั้นได้

            ๓. การไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติในวรรคก่อน ไม่กระทบต่อความมีอยู่หรือความสมบูรณ์ของสัญญา รับขนซึ่งอย่างไรก็ตามจะต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎเกณฑ์ของอนุสัญญานี้ รวมถึงกฎเกณฑ์ เกี่ยวกับการจำกัดความรับผิดด้วย"

ข้อ ๓

            ให้ยกเลิกข้อ ๔ แห่งอนุสัญญา และใช้ความต่อไปนี้แทน

"ข้อ ๔

            ๑. ในการรับขนสัมภาระลงทะเบียน ต้องมีการส่งมอบใบรับสัมภาระ ซึ่งต้องมีรายการดังต่อไปนี้ เว้นแต่จะได้รวมหรือประกอบอยู่ในเอกสารการรับขนตามบทบัญญัติแห่งข้อ ๓ วรรค ๑

                    ก) สิ่งบ่งชี้ถิ่นต้นทางและถิ่นปลายทาง

                    ข) สิ่งบ่งชี้ถิ่นหยุดพักที่ตกลงกันไว้อย่างน้อยหนึ่งแห่ง ถ้าถิ่นต้นทางและถิ่นปลายทางอยู่ภายใน อาณาเขตของอัครภาคีผู้ทำสัญญารัฐเดียวและถิ่นหยุดพักที่ตกลงกันไว้แห่งหนึ่งหรือหลายแห่งอยู่ภายใน อาณาเขตของอีกรัฐหนึ่ง

            ๒. วิธีการอื่นใดที่เก็บรักษาบันทึกข้อมูลตามรายการใน ก) และ ข) แห่งวรรคก่อน อาจใช้แทนการส่ง มอบ ใบรับสัมภาระดังอ้างถึงในวรรคนั้นได้

            ๓. การไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติในวรรคก่อน ไม่กระทบต่อความมีอยู่หรือความสมบูรณ์ของสัญญา รับขนซึ่งอย่างไรก็ตามจะต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎเกณฑ์ของอนุสัญญานี้ รวมถึงกฎเกณฑ์เกี่ยวกับ การจำกัดความรับผิดด้วย"

ข้อ ๔

            ให้ยกเลิกข้อ ๑๗ แห่งอนุสัญญา และใช้ความต่อไปนี้แทน

"ข้อ ๑๗

            ๑. ผู้ขนส่งต้องรับผิดเพื่อความเสียหายที่ได้รับในกรณีที่คนโดยสารถึงแก่ความตายหรือ ได้รับบาดเจ็บแก่กาย โดยมีเงื่อนไขเพียงว่า เหตุการณ์ซึ่งก่อให้เกิดความตายหรือบาดเจ็บนั้น ได้เกิดขึ้นบนอากาศยานหรือในระหว่างการดำเนินการใด ๆ เพื่อขึ้นหรือลงจากอากาศยาน อย่างไรก็ดี ผู้ขนส่งไม่ต้องรับผิด ถ้าความตายหรือบาดเจ็บนั้นเป็นผลเพียงอย่างเดียวจากสุขภาพของคนโดยสารนั้นเอง

            ๒. ผู้ขนส่งต้องรับผิดเพื่อความเสียหายที่ได้รับในกรณี ที่สัมภาระถูกทำลาย หรือสูญหาย หรือบุบสลาย โดยมีเงื่อนไขเพียงว่า เหตุการณ์ซึ่งก่อให้เกิดการถูกทำลาย สูญหาย หรือบุบสลายนั้น ได้เกิดขึ้นบนอากาศยาน หรือในระหว่างการดำเนินการใด ๆ เพื่อขึ้นหรือลงจากอากาศยานหรือในระหว่างเวลาใด ๆ ซึ่งสัมภาระ ยังอยู่ในการดูแลของผู้ขนส่ง อย่างไรก็ดี ผู้ขนส่งไม่ต้องรับผิด ถ้าความเสียหายนั้นเป็นผลเพียงอย่างเดียว จากความชำรุดบกพร่อง คุณภาพ หรือความเสื่อมที่มีอยู่ในตัวของสัมภาระนั้นเอง

            ๓. เว้นแต่จะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น คำว่า "สัมภาระ" ในอนุสัญญานี้ หมายถึง ทั้งสัมภาระลงทะเบียน และสิ่งของที่คนโดยสารนำไปเองด้วย"

ข้อ ๕

            ในข้อ ๑๘ แห่งอนุสัญญา
            ให้ยกเลิกวรรค ๑ และวรรค ๒ และใช้ความต่อไปนี้แทน

            "๑. ผู้ขนส่งต้องรับผิดเพื่อความเสียหายที่ได้รับในเหตุการณ์ที่ของใด ๆ ถูกทำลาย หรือสูญหาย หรือบุบสลาย ถ้าการอุบัติซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายที่ได้รับนั้น ได้เกิดขึ้นในระหว่างการรับขนทางอากาศนั้น

            ๒. การรับขนทางอากาศตามความหมายของวรรคก่อน ครอบคลุมช่วงเวลาในระหว่างที่ของอยู่ใน การดูแล ของผู้ขนส่ง ไม่ว่าจะอยู่ที่สนามบิน หรือบนอากาศยาน หรือ ณ ที่ใดก็ตามในกรณีที่มีการบินลง นอกสนามบิน"

ข้อ ๖

            ให้ยกเลิกข้อ ๒๐ แห่งอนุสัญญา และใช้ความต่อไปนี้แทน

"ข้อ ๒๐

            ๑. ในการรับขนคนโดยสารและสัมภาระ ผู้ขนส่งไม่ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการชักช้า ถ้าพิสูจน์ได้ว่า ตนและลูกจ้างและตัวแทนของตนได้ใช้มาตรการที่จำเป็นทั้งปวงเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหาย นั้นแล้ว หรือว่าเป็นการพ้นวิสัยที่จะใช้มาตรการเช่นว่านั้น

            ๒. ในการรับขนของ ผู้ขนส่งไม่ต้องรับผิดเพื่อความเสียหาย ที่เกิดขึ้นจากการถูกทำลาย สูญหาย บุบสลาย หรือชักช้า ถ้าพิสูจน์ได้ว่า ตนและลูกจ้างและตัวแทนของตนได้ใช้มาตรการที่จำเป็นทั้งปวง เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายนั้นแล้ว หรือว่าเป็นการพ้นวิสัยที่ตนหรือลูกจ้างหรือตัวแทนของตน จะใช้มาตรการเช่นว่านั้น"

ข้อ ๗

            ให้ยกเลิกข้อ ๒๑ แห่งอนุสัญญา และใช้ความต่อไปนี้แทน

"ข้อ ๒๑
ถ้าผู้ขนส่งพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายได้เกิดขึ้นหรือมีส่วนเกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่อ หรือการกระทำหรือละเว้นกระทำโดยมิชอบของบุคคลผู้เรียกร้องค่าสินไหมทดแทน ผู้ขนส่งย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดต่อบุคคลเช่นว่าทั้งหมดหรือแต่บางส่วน เพียงเท่าที่ความประมาทเลินเล่อ หรือการกระทำหรือละเว้นกระทำโดยมิชอบดังกล่าวก่อให้เกิดหรือมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายนั้น ในทำนองเดียวกัน เมื่อบุคคลอื่นนอกจากคนโดยสารเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพราะคนโดยสารถึงแก่ความตายหรือได้รับบาดเจ็บ ผู้ขนส่งย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดทั้งหมดหรือแต่บางส่วน เพียงเท่าที่ตนพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายได้เกิดขึ้นหรือมีส่วนเกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่อ หรือการกระทำหรือละเว้นกระทำโดยมิชอบของคนโดยสารนั้นเอง"
ข้อ ๘

           ให้ยกเลิกข้อ ๒๒ แห่งอนุสัญญา และใช้ความต่อไปนี้แทน

"ข้อ ๒๒

            ๑. ก) ในการรับขนบุคคล ความรับผิดของผู้ขนส่งจำกัดเพียงจำนวนเงินหนึ่งล้านห้าแสนแฟรงค์ สำหรับยอดเงินรวมของการเรียกร้องทั้งหลายในความเสียหายที่ได้รับอันเป็นผลของความตาย หรือการบาดเจ็บของคนโดยสารแต่ละคน ไม่ว่ามูลคดีจะเป็นประการใด ในกรณีที่อาจกำหนดค่าเสียหาย เป็นการผ่อนชำระเงินตามกฎหมายของศาลที่พิจารณาคดี มูลค่าต้นเงินที่เทียบเท่าการชำระเงินดังกล่าว ต้องไม่เกินหนึ่งล้านห้าแสนแฟรงค์

                 ข) ในกรณีที่มีการชักช้าในการรับขนบุคคล ความรับผิดของผู้ขนส่งจำกัดเพียง หกหมื่นสองพันห้าร้อยแฟรงค์ต่อคนโดยสารแต่ละคน

                 ค) ในการรับขนสัมภาระ ความรับผิดของผู้ขนส่งในกรณีการถูกทำลาย สูญหาย บุบสลาย หรือชักช้า จำกัดเพียงหนึ่งหมื่นห้าพันแฟรงค์ต่อคนโดยสารแต่ละคน

            ๒. ก) ในการรับขนของ ความรับผิดของผู้ขนส่งจำกัดเพียงจำนวนเงิน สองร้อยห้าสิบแฟรงค์ต่อกิโลกรัม เว้นแต่ในขณะที่ส่งมอบหีบห่อให้แก่ผู้ขนส่ง ผู้ตราส่งได้ทำการแถลงพิเศษ ถึงผลประโยชน์เมื่อมีการส่งมอบที่ปลายทางและได้ชำระเงินเพิ่มเติมแล้วถ้าจำเป็นแก่กรณี ในกรณีนั้น ผู้ขนส่งจะรับผิดชำระเงินไม่เกินจำนวนที่ได้แถลงไว้ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าจำนวนเงินนั้นมากกว่าประโยชน์ อันแท้จริงของผู้ตราส่งเมื่อมีการส่งมอบที่ปลายทาง

                 ข) ในกรณีที่มีการสูญหาย บุบสลาย หรือชักช้าแก่ส่วนหนึ่งส่วนใดของของหรือแก่สิ่งของใด ๆ ที่อยู่ในของนั้น น้ำหนักซึ่งจะใช้พิจารณากำหนดจำนวนเงินในการจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่ง ให้คิดน้ำหนักทั้งหมดของหีบห่อหนึ่งหรือหลายหีบห่อที่เกี่ยวข้องเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เมื่อการสูญหาย บุบสลาย หรือชักช้าแก่ส่วนหนึ่งส่วนใดของของหรือแก่สิ่งของใด ๆ ที่อยู่ในของนั้น  กระทบต่อมูลค่าหีบห่อ อื่น ๆ ซึ่งใช้ใบตราส่งทางอากาศฉบับเดียวกัน ให้ใช้น้ำหนักทั้งหมดของหีบห่อเช่นว่านั้นหีบห่อเดียว หรือหลายหีบห่อในการพิจารณากำหนดการจำกัดความรับผิด

            ๓. ก) ศาลของอัครภาคีผู้ทำสัญญาซึ่งไม่มีอำนาจตามกฎหมายของตนที่จะชี้ขาดค่าธรรมเนียม ในการดำเนินคดี รวมทั้งค่าทนายความ ย่อมมีอำนาจชี้ขาดค่าธรรมเนียมในการดำเนินคดีรวมทั้ง ค่าทนายความทั้งหมดหรือแต่บางส่วนให้แก่โจทก์ตามที่ศาลพิจารณาเห็นสมควร ในคดีที่ใช้อนุสัญญานี้บังคับ

                 ข) ค่าธรรมเนียมในการดำเนินคดี รวมทั้งค่าทนายความ จะได้รับการชี้ขาดตามความในวรรค ก) เฉพาะในกรณีที่โจทก์ส่งคำบอกกล่าวเป็นหนังสือไปยังผู้ขนส่งโดยระบุจำนวนเงินที่เรียกร้องรวมถึงรายละเอียด การคำนวณจำนวนเงินที่เรียกร้องนั้นด้วย และภายในระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันที่ผู้ขนส่งได้รับ คำบอกกล่าว ผู้ขนส่งไม่ตอบรับเป็นหนังสือเสนอการระงับข้อพิพาทเป็นจำนวนเงินอย่างน้อยเท่ากับ ค่าสินไหมทดแทนที่ได้รับการชี้ขาดภายในการจำกัดที่ใช้บังคับนั้น ระยะเวลาดังกล่าวจะขยายออกไปได้ จนถึงวันเริ่มดำเนินคดี ถ้าวันเริ่มดำเนินคดีมีขึ้นภายหลัง

                 ค) ค่าธรรมเนียมในการดำเนินคดี รวมทั้งค่าทนายความ ย่อมไม่นำมาพิจารณาในการใช้บังคับ การจำกัดภายใต้ข้อนี้

            ๔. จำนวนเงินที่กล่าวไว้เป็นเงินแฟรงค์ในข้อนี้และข้อ ๔๒ ให้ถือว่าอ้างถึงหน่วยเงินตราซึ่ง ประกอบด้วย ทองคำหนักหกสิบห้ามิลลิกรัมครึ่ง โดยมีความบริสุทธิ์ ๙๐๐ ใน ๑,๐๐๐ ส่วน จำนวนเงินเหล่านี้อาจปริวรรตเป็นเงินตราสกุลต่าง ๆ เป็นตัวเลขถ้วน ๆ ก็ได้ ในกรณีที่มีการดำเนินคดี การปริวรรตจำนวนเงินเป็นเงินตราสกุลอื่น นอกจากเป็นทองคำ ให้กระทำตามมูลค่าทองคำ ของเงินตราสกุลนั้น ๆ ณ วันพิพากษาคดี"

ข้อ ๙

            ให้ยกเลิกข้อ ๒๔ แห่งอนุสัญญา และใช้ความต่อไปนี้แทน

"ข้อ ๒๔

            ๑. ในการรับขนของ การดำเนินคดีใด ๆ เพื่อเรียกร้องค่าเสียหาย ไม่ว่ามูลคดีจะเป็นประการใด จะกระทำได้ภายใต้บังคับแห่งเงื่อนไขและการจำกัดที่วางไว้ในอนุสัญญานี้เท่านั้น

            ๒. ในการรับขนคนโดยสารและสัมภาระ การดำเนินคดีใด ๆ เพื่อเรียกร้องค่าเสียหาย ไม่ว่ามูลคดี จะเป็นประการใด ทั้งที่อยู่ภายใต้อนุสัญญานี้หรือตามสัญญาหรือโดยการละเมิด หรือโดยเหตุประการอื่น จะกระทำได้ภายใต้เงื่อนไขและการจำกัดที่วางไว้ในอนุสัญญานี้เท่านั้น โดยมิให้เสื่อมเสียต่อปัญหาที่ว่า ผู้ใดเป็นบุคคลผู้มีสิทธิดำเนินคดีและสิทธิของบุคคลดังกล่าวเป็นประการใดบ้าง การจำกัดความรับผิด เช่นว่านั้น เป็นการจำกัดที่สูงที่สุดอยู่แล้ว และไม่อาจเพิ่มขึ้นเกินกว่านั้นได้อีก ไม่ว่าสถานการณ์ใด จะได้ก่อให้เกิดความรับผิดขึ้นมา"

ข้อ ๑๐

            ให้ยกเลิกข้อ ๒๕ แห่งอนุสัญญา และใช้ความต่อไปนี้แทน

"ข้อ ๒๕

            การจำกัดความรับผิดซึ่งระบุไว้ในข้อ ๒๒ วรรค ๒ ไม่ให้ใช้บังคับ ถ้าพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายเป็นผล มาจากการกระทำหรือละเว้นกระทำของผู้ขนส่ง ลูกจ้างหรือตัวแทนของผู้ขนส่งซึ่งกระทำโดยจงใจ ก่อความเสียหายหรือโดยประมาทเลินเล่อและโดยรู้อยู่ว่าความเสียหายอาจจะเกิดขึ้นได้ ทั้งนี้มีเงื่อนไขว่า ในกรณีที่เป็นการกระทำหรือละเว้นกระทำของลูกจ้างหรือตัวแทนนั้น จะต้องพิสูจน์ได้ด้วยว่า ลูกจ้างหรือตัวแทนนั้นได้กระทำภายในขอบข่ายการจ้างของตน"

ข้อ ๑๑

            ในข้อ ๒๕ แห่งอนุสัญญา
ให้ยกเลิกวรรค ๑ และวรรค ๓ และใช้ความต่อไปนี้แทน

            "๑. ถ้ามีการดำเนินคดีกับลูกจ้างหรือตัวแทนของผู้ขนส่ง ในมูลความเสียหายที่เกี่ยวกับอนุสัญญานี้ ลูกจ้างหรือตัวแทนดังกล่าวมีสิทธิใช้ประโยชน์จากเงื่อนไขและการจำกัดความรับผิดซึ่งผู้ขนส่งมีสิทธิยกขึ้น ต่อสู้ภายใต้อนุสัญญานี้ ถ้าลูกจ้างหรือตัวแทนนั้นพิสูจน์ได้ว่าตนได้กระทำภายในขอบข่ายการจ้างของตน

            ๓. บทบัญญัติวรรค ๑ และ ๒ แห่งข้อนี้จะไม่ใช้แก่การรับขนของ ถ้าพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายเป็นผลมาจากการกระทำหรือละเว้นกระทำของลูกจ้างหรือตัวแทนนั้น ซึ่งกระทำโดยจงใจก่อความเสียหายหรือโดยประมาทเลินเล่อ และโดยรู้อยู่ว่าความเสียหายอาจจะเกิดขึ้นได้"

ข้อ ๑๒

            ในข้อ ๒๘ แห่งอนุสัญญา
ให้เรียกวรรค ๒ นี้เป็นวรรค ๓ และให้เพิ่มความต่อไปนี้ในวรรค ๒ ใหม่

            "๒. ในกรณีที่ความเสียหายเป็นผลมาจากคนโดยสารถึงแก่ความตาย ได้รับบาดเจ็บ หรือได้รับความชักช้า หรือสัมภาระถูกทำลาย สูญหาย บุบสลาย หรือชักช้า การดำเนินคดี อาจกระทำในศาลแห่งหนึ่งที่กล่าวไว้ในวรรค ๑ ของข้อนี้ หรือศาลในอาณาเขตของ อัครภาคีผู้ทำสัญญาซึ่งผู้ขนส่งมีสถานทำการอยู่ภายในเขตอำนาจศาลนั้น ถ้าคนโดยสารมีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ถาวรในอาณาเขตของอัครภาคี ผู้ทำสัญญาเดียวกัน"
ข้อ ๑๓

            หลังข้อ ๓๐ แห่งอนุสัญญา ให้เพิ่มข้อต่อไปนี้

            "ข้อ ๓๐ ก ไม่มีความใดในอนุสัญญานี้กระทบถึงปัญหาที่ว่าผู้ต้องรับผิดเพื่อความเสียหาย ตามอนุสัญญานี้จะมีสิทธิไล่เบี้ยต่อบุคคลอื่นใดหรือไม่"
ข้อ ๑๔

            หลังข้อ ๓๕ แห่งอนุสัญญา ให้เพิ่มข้อต่อไปนี้

"ข้อ ๓๕ ก

            บทบัญญัติที่มีอยู่ในอนุสัญญานี้ไม่ห้ามรัฐในการก่อตั้งและดำเนินการภายในอาณาเขตของตน ซึ่งระบบเพิ่มเติมการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่ต้องใช้ให้แก่ผู้เรียกร้องภายใต้อนุสัญญาในกรณีที่คนโดยสาร ถึงแก่ความตายหรือได้รับการบาดเจ็บแก่กาย ระบบเช่นว่านี้ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้

            ก) ต้องไม่บังคับให้ผู้ขนส่ง ลูกจ้างหรือตัวแทนของผู้ขนส่งมีความรับผิดเพิ่มขึ้นจาก ที่บัญญัติไว้ภายใต้อนุสัญญานี้ ไม่ว่าในพฤติการณ์ใด ๆ

            ข) ต้องไม่บังคับให้ผู้ขนส่งมีภาระทางการเงินหรือทางการบริหารใด ๆ นอกเหนือจากการรวบรวม ค่าบำรุงจากคนโดยสารในรัฐนั้น หากถูกกำหนดให้ต้องกระทำเช่นว่านี้

            ค) ต้องไม่ก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติใด ๆ ขึ้นระหว่าง ผู้ขนส่งทั้งหลายต่อคนโดยสารที่เกี่ยวข้อง และผลประโยชน์ ที่มีให้แก่คนโดยสารดังกล่าวภายใต้ระบบนี้ต้องขยายไปถึงคนโดยสารเหล่านั้น โดยไม่คำนึงว่าคนโดยสารเหล่านั้นได้ใช้บริการของผู้ขนส่งใด

            ง) ถ้าคนโดยสารได้ชำระค่าบำรุงให้แก่ระบบนั้นแล้ว บุคคลใดที่ได้รับความเสียหายอันเป็นผลสืบเนื่อง มาจากคนโดยสารเช่นว่านั้นถึงแก่ความตายหรือได้รับบาดเจ็บแก่กาย ย่อมมีสิทธิได้รับประโยชน์จากระบบ ดังกล่าวด้วย"

ข้อ ๑๕

            หลังข้อ ๔๑ แห่งอนุสัญญา ให้เพิ่มข้อต่อไปนี้

"ข้อ ๔๒

            ๑. การประชุมของภาคีแห่งพิธีสารซึ่งทำ ณ กรุงกัวเตมาลาซิตี เมื่อวันที่แปด มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ จะจัดให้มีขึ้นในระหว่างปีที่ห้าและปีที่สิบตามลำดับหลังจากวันที่พิธีสารดังกล่าวเริ่มใช้บังคับ โดยมีความมุ่งประสงค์เพื่อปรับปรุงการจำกัดที่กำหนดไว้ในข้อ ๒๒ วรรค ๑ ก) แห่งอนุสัญญา ตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพิธีสารนั้น

            ๒. ในการประชุมแต่ละครั้งที่กล่าวไว้ในวรรค ๑ แห่งข้อนี้ การจำกัดความรับผิดในข้อ ๒๒ วรรค ๑ ก) ซึ่งมีผลบังคับ ณ วันที่มีการประชุมเหล่านี้ตามลำดับ จะไม่เพิ่มจำนวนเกิน หนึ่งแสนแปดหมื่นเจ็ดพันห้าร้อยแฟรงค์

            ๓. ภายใต้บังคับแห่งวรรค ๒ ของข้อนี้ การจำกัดความรับผิดในข้อ ๒๒ วรรค ๑ ก) ซึ่งมีผลบังคับ ณ วันที่มีการประชุมเหล่านี้ตามลำดับ จะเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งแสนแปดหมื่นเจ็ดพันห้าร้อยแฟรงค์ในวันเช่นว่านั้น เว้นแต่ก่อนวันที่สามสิบเอ็ด ธันวาคม ของปีที่ห้าและปีที่สิบหลังจากวันที่พิธีสาร เริ่มใช้บังคับตามที่ อ้างถึงในวรรค ๑ ของข้อนี้ การประชุมดังกล่าววินิจฉัยเป็นอย่างอื่นด้วยคะแนนเสียงข้างมาก สองในสามของภาคีซึ่งมาประชุมและออกเสียง

            ๔. การจำกัดที่ใช้บังคับ จะต้องเป็นการจำกัดที่มีผลตามความในวรรคก่อน ณ วันที่มีเหตุการณ์ซึ่งทำให้ คนโดยสารถึงแก่ความตายหรือได้รับบาดเจ็บแก่กาย"

หมวด ๒
ขอบข่ายการใช้
อนุสัญญาตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม

ข้อ ๑๖

            อนุสัญญาวอร์ซอตามที่แก้ไขเพิ่มเติม ณ กรุงเฮก พ.ศ. ๒๔๙๘ และโดยพิธีสารนี้ ให้ใช้แก่การรับขนระหว่างประเทศ ตามที่นิยามไว้ในข้อ ๑ ของอนุสัญญา โดยมีเงื่อนไขว่าถิ่นต้นทางและถิ่นปลายทางที่อ้างถึงในข้อนั้น ตั้งอยู่ในอาณาเขต ของภาคีแห่งพิธีสารนี้สองภาคี หรืออยู่ภายในอาณาเขตของภาคีแห่งพิธีสารนี้ภาคีเดียวโดยมีถิ่นหยุดพักที่ตกลงกันไว้ อยู่ในอาณาเขตของอีกรัฐหนึ่ง

หมวด ๓
บทสุดท้าย

ข้อ ๑๗

            ในระหว่างภาคีแห่งพิธีสารนี้ ให้แปลความและตีความอนุสัญญาวอร์ซอตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม ณ กรุงเฮก พ.ศ. ๒๔๙๘ และพิธีสารนี้เป็นตราสารฉบับเดียวกัน และให้เรียกว่า อนุสัญญาวอร์ซอตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม ณ กรุงเฮก พ.ศ. ๒๔๙๘ และ ณ กรุงกัวเตมาลาซิตี พ.ศ. ๒๕๑๔

ข้อ ๑๘

            จนกว่าจะถึงวันที่พิธีสารนี้มีผลใช้บังคับตามบทบัญญัติแห่งข้อ ๒๐ พิธีสารนี้จะคงเปิดให้มีการลงนาม โดยรัฐสมาชิกทั้งปวงของสหประชาชาติหรือของทบวงการชำนาญพิเศษใด ๆ หรือของสำนักงานพลังงานปรมาณู ระหว่างประเทศ หรือภาคีแห่งธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ และรัฐอื่นใดที่ได้รับเชิญจากสมัชชา แห่งสหประชาชาติให้เป็นภาคีพิธีสารนี้

ข้อ ๑๙

            ๑. พิธีสารนี้ต้องได้รับสัตยาบันจากรัฐผู้ลงนาม

            ๒. การให้สัตยาบันพิธีสารนี้จากรัฐใด ๆ ที่มิใช่ภาคีแห่ง อนุสัญญาวอร์ซอ หรือจากรัฐใด ๆ ที่มิใช่ภาคีแห่งอนุสัญญา วอร์ซอตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม ณ กรุงเฮก พ.ศ. ๒๔๙๘ ย่อมมีผลเป็นการภาคยานุวัติอนุสัญญาวอร์ซอตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม ณ กรุงเฮก พ.ศ. ๒๔๙๘ และ ณ กรุงกัวเตมาลาซิตี พ.ศ. ๒๕๑๔ ด้วย

            ๓. สัตยาบันสารต้องมอบไว้กับองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ

ข้อ ๒๐

            ๑. พิธีสารนี้จะเริ่มใช้บังคับในวันที่เก้าสิบหลังจากการมอบสัตยาบันสารฉบับที่สามสิบ ทั้งนี้โดยมีเงื่อนไขว่า ตามสถิติของปี พ.ศ. ๒๕๑๓ ซึ่งจัดพิมพ์โดยองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ การจราจรทางอากาศประจำ ระหว่างประเทศ ทั้งหมดซึ่งแสดงเป็นกิโลเมตรคนโดยสารของสายการบินของห้ารัฐที่ให้สัตยาบันพิธีสารนี้ มีจำนวนการจราจรทางอากาศประจำระหว่างประเทศอย่างน้อยร้อยละสี่สิบของการจราจรทางอากาศประจำระหว่าง ประเทศทั้งหมดของสายการบินของรัฐสมาชิกแห่งองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศในปีนั้น แต่ถ้า ณ เวลาที่ มอบสัตยาบันสารฉบับที่สามสิบ ยังไม่อาจปฏิบัติตามเงื่อนไขนี้ได้ พิธีสารจะไม่เริ่มใช้บังคับจนกว่า จะถึงวันที่ เก้าสิบหลังจากที่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขนี้แล้ว สำหรับรัฐแต่ละรัฐที่ให้สัตยาบันหลังจากการมอบสัตยาบันสาร ฉบับสุดท้ายอันจำเป็นต่อการเริ่มใช้บังคับพิธีสารนี้ พิธีสารนี้จะเริ่มใช้บังคับในวันที่เก้าสิบหลังจากการส่งมอบ สัตยาบันสารของรัฐนั้น

            ๒. ทันใดที่พิธีสารนี้เริ่มใช้บังคับ  ให้องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศลงทะเบียนพิธีสารนี้กับสหประชาชาติ

ข้อ ๒๑

            ๑. หลังจากพิธีสารนี้เริ่มใช้บังคับแล้ว จะเปิดให้รัฐใด ๆ ที่อ้างถึงในข้อ ๑๘ ให้ภาคยานุวัติได้

            ๒. การภาคยานุวัติพิธีสารนี้โดยรัฐใด ๆ ที่มิใช่ภาคีแห่ง อนุสัญญาวอร์ซอ หรือรัฐใด ๆ  ที่มิใช่ภาคีแห่งอนุสัญญา วอร์ซอตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม ณ กรุงเฮก พ.ศ. ๒๔๙๘ ย่อมมีผลเป็นการภาคยานุวัติอนุสัญญาวอร์ซอตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม ณ กรุงเฮก พ.ศ. ๒๔๙๘ และ ณ กรุงกัวเตมาลาซิตี พ.ศ. ๒๕๑๔ ด้วย

            ๓. การภาคยานุวัติจะกระทำโดยการมอบภาคยานุวัติสารไว้กับองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ และจะเริ่มมีผลในวันที่เก้าสิบหลังจากมอบนั้น

ข้อ ๒๒

            ๑.  ภาคีใด ๆ แห่งพิธีสารนี้อาจบอกเลิกพิธีสารได้โดยการบอกกล่าวไปยังองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ

            ๒. การบอกเลิกจะเริ่มมีผลเมื่อครบหกเดือนหลังจากวันที่องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศได้รับ การบอกกล่าวการบอกเลิกนั้น

            ๓. ในระหว่างภาคีแห่งพิธีสารนี้ การบอกเลิกอนุสัญญาวอร์ซอโดยภาคีใดตามข้อ ๓๙ แห่งอนุสัญญานั้น หรือพิธีสารเฮกตามข้อ ๒๔ แห่งพิธีสารนั้น จะไม่ตีความในทางหนึ่งทางใดเป็นการบอกเลิกอนุสัญญาวอร์ซอว์ ตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม ณ กรุงเฮก พ.ศ. ๒๔๙๘ และ ณ กรุงกัวเตมาลาซิตี พ.ศ. ๒๕๑๔

ข้อ ๒๓

            ๑. ข้อสงวนดังต่อไปนี้เท่านั้นที่อาจทำต่อพิธีสารนี้ได้

                    ก) รัฐซึ่งศาลของตนไม่มีอำนาจภายใต้กฎหมายของตนที่จะชี้ขาดค่าธรรมเนียมในการดำเนินคดี รวมทั้งค่าทนายความ อาจประกาศในเวลาใด ๆ โดยการบอกกล่าวไปยังองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ว่า ข้อ ๒๒ วรรค ๓ ก) จะไม่ใช้แก่ศาลของตน และ

                    ข) รัฐอาจประกาศในเวลาใด ๆ โดยการบอกกล่าวไปยังองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ว่า อนุสัญญาวอร์ซอตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม ณ กรุงเฮก พ.ศ. ๒๔๙๘ และ ณ กรุงกัวเตมาลาซิตี พ.ศ. ๒๕๑๔ จะไม่ใช่แก่การรับขนบุคคล สัมภาระ และของให้แก่หน่วยราชการทหารในอากาศยานซึ่งจดทะเบียนในรัฐนั้น ซึ่งความจุทั้งหมดของอากาศยานได้สงวนไว้โดยหรือในนามของหน่วยราชการทหารดังกล่าวแล้ว

            ๒. รัฐใดที่ได้ทำข้อสงวนตามความในวรรคก่อน อาจเพิกถอนข้อสงวนเช่นว่านั้นในเวลาใดก็ได้ โดยการบอกกล่าวไปยังองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ

ข้อ ๒๔

            องค์การบินพลเรือนระหว่างประเทศจะแจ้งโดยพลันแก่รัฐทั้งปวงผู้ลงนามหรือภาคยานุวัติ ให้ทราบถึงวันที่ลงนามแต่ละครั้ง วันที่มอบสัตยาบันสารหรือภาคยานุวัติสารแต่ละฉบับ วันที่พิธีสารนี้เริ่มใช้บังคับ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างอื่น

ข้อ ๒๕

           ในระหว่างภาคีแห่งพิธีสารนี้ซึ่งเป็นภาคีแห่งอนุสัญญาเพิ่มเติมอนุสัญญาวอร์ซอว่าด้วยการทำให้เป็น อันหนึ่งอันเดียวกันซึ่งกฎเกณฑ์บางประการเกี่ยวกับการรับขนทางอากาศระหว่างประเทศ ซึ่งปฏิบัติการโดยบุคคลอื่น นอกจากผู้ขนส่งตามสัญญา ลงนาม ณ กรุงกวาดาลาฮารา เมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๔ ด้วย (ต่อไปนี้จะเรียกว่า "อนุสัญญากวาดาลาฮารา") การอ้างถึง "อนุสัญญาวอร์ซอ" ในอนุสัญญากวาดาลาฮารา ให้รวมถึงการอ้างถึงอนุสัญญาวอร์ซอตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม ณ กรุงเฮก พ.ศ. ๒๔๙๘ และ ณ กรุงกัวเตมาลาซิตี พ.ศ. ๒๕๑๔ ในกรณีที่การรับขนภายใต้ความตกลงที่อ้างถึงในข้อ ๑ วรรค ข) ของ อนุสัญญากวาดาลาฮารา อยู่ในบังคับของพิธีสารนี้

ข้อ ๒๖

            พิธีสารนี้จะคงเปิดให้รัฐใด ๆ ตามที่อ้างถึงในข้อ ๑๘ ลงนามที่กระทรวงการต่างประเทศแห่งสาธารณรัฐกัวเตมาลา จนถึงวันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๔ และหลังจากนั้น จนกระทั่งพิธีสารนี้เริ่มใช้บังคับตามข้อ ๒๐ ให้ลงนามที่ องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ  รัฐบาลสาธารณรัฐกัวเตมาลาต้องแจ้งโดยพลันแก่องค์การการบิน พลเรือนระหว่างประเทศให้ทราบถึงการลงนามและวันที่ลงนาม ในระหว่างเวลาที่พิธีสารนี้เปิดให้ลงนามในกัวเตมาลา

            เพื่อเป็นพยานแก่การนี้ ผู้มีอำนาจเต็มที่มีนามข้างท้ายนี้ซึ่งได้รับมอบอำนาจ ได้ลงนามในอนุสัญญานี้

            ทำ ณ กรุงกัวเตมาลาซิตี เมื่อวันที่แปด เดือนมีนาคม พุทธศักราชสองพันห้าร้อยสิบสี่ เป็นตัวบทหลักฐานสามฉบับ เป็นภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส และสเปน   องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศจะได้จัดทำตัวบทเป็นหลักฐาน ของพิธีสารนี้เป็นภาษารัสเซียอีกฉบับหนึ่ง ในกรณีที่มีความขัดแย้งกัน ตัวบทภาษาฝรั่งเศสซึ่งเป็นภาษาที่ใช้ใน อนุสัญญาวอร์ซอ ลงวันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๒ ย่อมมีผลบังคับเหนือกว่า



  คำแปลสำนวนผู้รวบรวม พิธีสารฉบับนี้ยังไม่มีผลใช้บังคับ ทั้งนี้จะมีผลใช้บังคับต่อเมื่อมีรัฐผู้ลงนามให้สัตยาบันครบ ๓๐ รัฐ ภายใต้เงื่อนบางประการ นับจนถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๔ มีรัฐให้สัตยาบัน ๗ รัฐ และรัฐให้ภาคยานุวัติ ๕ รัฐ Back
คณะมนตรีขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศได้เห็นชอบตัวบทของพิธีสารนี้ ในการประชุมครั้งที่ ๘๖ เมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๘ และได้พิมพ์เผยแพร่ตามอำนาจของเลขาธิการ Back
Home สารบาญ Chapter 4 English Version