Home สารบาญ Chapter 3 English Version
พิธีสาร
เพิ่มเติมอนุสัญญาเจนีวา ลงวันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๙๒
และเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากข้อพิพาทระหว่างประเทศทางอาวุธ
ลงวันที่ ๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๐
(พิธีสารฉบับที่ ๑)

. . .

ภาค ๒
ผู้บาดเจ็บ ผู้ป่วยไข้ และผู้ที่เรืออับปาง

หมวด ๑
การคุ้มครองทั่วไป

ข้อ ๘ การให้คำนิยาม

            เพื่อวัตถุประสงค์ของพิธีสารฉบับนี้

            (ก) "ผู้บาดเจ็บ" และ "ผู้ป่วยไข้" หมายถึง บรรดาบุคคลไม่ว่าจักเป็นทหาร หรือพลเรือน ผู้ซึ่งต้องการความ ช่วยเหลือ หรือดูแลรักษาทางการแพทย์ อันเนื่องมาจากแผลหรือโรคภัย หรือความผิดปกติ หรือความพิการทางร่างกาย หรือจิตใจอื่น ๆ และโดยเป็นผู้ซึ่งละเว้นจากการสู้รบ ความหมายของคำดังกล่าวให้หมายรวมถึงกรณีการตั้งครรภ์ เด็กทารกที่เกิดใหม่และบุคคลอื่นใดผู้ซึ่งอาจต้องการความช่วยเหลือ หรือการดูแลรักษาทางการแพทย์โดยทันที อาทิเช่น ผู้ที่ไม่แข็งแรง หรือสตรีที่กำลังมีครรภ์และเป็นผู้ซึ่งละเว้นจากการสู้รบ

            (ข) "ผู้ที่เรืออับปาง" หมายถึง บรรดาบุคคล ไม่ว่าจักเป็นทหารหรือพลเรือน ผู้ซึ่งประสบภัยในทะเล หรือในน่านน้ำ อื่น ๆ อันเป็นผลมาจากเคราะห์ภัยที่มาถึงตนหรือถึงเรือ หรือถึงอากาศยานซึ่งตนโดยสารมาและโดยเป็นผู้ซึ่งละเว้นจาก การสู้รบ บุคคลเหล่านี้หากได้ละเว้นจากการสู้รบอย่างต่อเนื่อง จักยังคงได้รับการพิจารณาว่าเป็นผู้ที่เรืออับปางในระหว่าง ที่ได้รับความช่วยเหลือ จนกว่าบุคคลดังกล่าวจักได้รับสถานภาพอื่นใดภายใต้อนุสัญญาทั้งหลายหรือพิธีสารฉบับนี้

            (ค) "พนักงานแพทย์" หมายถึง บุคคลซึ่งได้รับมอบหมายจากภาคีคู่พิพาทให้ทำงานที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะ ทางการแพทย์ตามที่ระบุในข้อ (จ) หรือในด้านการอำนวยการของหน่วยทางการแพทย์ หรือการปฏิบัติการ หรือการอำนวยการขนส่งทางการแพทย์ การมอบหมายดังกล่าวอาจมีลักษณะเป็นการถาวร หรือชั่วคราว ความหมายดังกล่าวให้รวมถึง

                    (๑) พนักงานแพทย์ของภาคีคู่พิพาท ผู้ซึ่งไม่ว่าจักเป็นทหารหรือพลเรือนรวมทั้งพนักงานที่ระบุไว้ใน อนุสัญญาฉบับที่ ๑ และฉบับที่ ๒ และพนักงานผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ทำงานในองค์การป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน

                    (๒) พนักงานแพทย์ของสภากาชาดประจำชาติ (สภาเสี้ยววงเดือนแดง สภาสิงโตแดงและดวงอาทิตย์) และสภาอาสาสงเคราะห์ประจำชาติอื่น ๆ ซึ่งได้รับการรับรองและได้รับอนุญาตจากภาคีคู่พิพาทฝ่ายหนึ่ง

                    (๓) พนักงานแพทย์ของหน่วยทางการแพทย์ หรือการขนส่งทางการแพทย์ตามที่ระบุในข้อ ๙ วรรค ๒

            (ง) "พนักงานศาสนา" หมายถึง บุคคลซึ่งเป็นทหาร หรือพลเรือนดังเช่น อนุศาสนาจารย์ ผู้ซึ่งมีหน้าที่เฉพาะ ในด้านศาสนกิจและประจำการอยู่ใน

                    (๑) กองทัพของภาคีคู่พิพาท

                    (๒) หน่วยทางการแพทย์ หรือการขนส่งทางการแพทย์ของภาคีคู่พิพาท

                    (๓) หน่วยทางการแพทย์ หรือการขนส่งทางการแพทย์ตามที่ระบุไว้ในข้อ ๙ วรรค ๒ หรือ

                    (๔) องค์การป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนของภาคีคู่พิพาท

            การประจำการของพนักงานศาสนาอาจเป็นการถาวร หรือชั่วคราวได้และให้นำบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ดังได้ระบุไว้ในข้อ (ฎ) ใช้บังคับกับเจ้าหน้าที่ดังกล่าวด้วย

            (จ) "หน่วยทางการแพทย์" หมายถึง องค์กร หรือหน่วยอื่น ๆ ไม่ว่าจักเป็นทหาร หรือพลเรือนซึ่งได้จัดตั้งขึ้น เพื่อวัตถุประสงค์ในทางการแพทย์ กล่าวคือ การค้นหา การเก็บรวบรวม การขนส่ง การวินิจฉัยโรคหรือการบำบัดรักษา ซึ่งรวมทั้งการปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บ ผู้ป่วยไข้และผู้ที่เรืออับปางหรือเพื่อการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ ตัวอย่างของคำนิยามนี้ ให้รวมถึง โรงพยาบาลและหน่วยอื่นที่มีลักษณะคล้ายกัน ศูนย์ถ่ายโลหิต ศูนย์และสถาบันเพื่อเวชศาสตร์ป้องกัน สถานีการแพทย์และคลังยาและเวชภัณฑ์ของหน่วยดังกล่าว หน่วยทางการแพทย์อาจมีลักษณะตั้งอยู่ประจำที่ หรือเป็นหน่วยเคลื่อนที่ หรือมีลักษณะถาวร หรือชั่วคราวก็ได้

            (ฉ) "การขนส่งเพื่อการแพทย์" หมายถึง การขนส่งโดยทางภาคพื้นดิน พื้นน้ำ หรือทางอากาศ ของผู้บาดเจ็บ ผู้ป่วยไข้ ผู้ที่เรืออับปาง พนักงานแพทย์ พนักงานศาสนา บริภัณฑ์ทางการแพทย์ หรือเวชภัณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งได้รับการคุ้มครองโดย อนุสัญญา และพิธีสารฉบับนี้

            (ช) "การขนส่งทางการแพทย์" หมายถึง วิธีการหรือปัจจัยการขนส่งใดเพื่อการแพทย์ไม่ว่าจักเป็นทหาร หรือพลเรือน ในลักษณะอย่างถาวร หรือชั่วคราว ซึ่งได้รับมอบหมายเป็นพิเศษเฉพาะการขนส่งเพื่อการแพทย์และอยู่ภายใต้การควบคุม ดูแลของเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของภาคีคู่พิพาท

            (ช) "ยวดยานทางการแพทย์" หมายถึง พาหนะการขนส่งทางการแพทย์ใด ๆ โดยทางพื้นดิน

            (ฌ) "เรือและยานทางการแพทย์" หมายถึง พาหนะการขนส่งทางการแพทย์ใด ๆ โดยทางน้ำ

            (ญ) "อากาศยานทางการแพทย์" หมายถึง พาหนะการขนส่งทางการแพทย์ใด ๆ โดยทางอากาศ

            (ฎ) "พนักงานแพทย์ประจำ" "หน่วยทางการแพทย์ประจำ" และ "การขนส่งทางการแพทย์ประจำ" หมายถึง พนักงาน-หน่วย-การขนส่ง ซึ่งได้รับมอบหมายโดยเฉพาะเพื่อวัตถุประสงค์ในทางการแพทย์ ในระยะเวลาซึ่งมิได้ กำหนดไว้เป็นการเฉพาะ "พนักงานแพทย์ชั่วคราว" "หน่วยทางการแพทย์ชั่วคราว" และ "การขนส่งทางการแพทย์ชั่วคราว" หมายถึง พนักงานหน่วย การขนส่ง ซึ่งมุ่งเฉพาะเพื่อวัตถุประสงค์ในทางการแพทย์ ในระยะเวลาอันจำกัดในระหว่างช่วงเวลาทั้งหมด หากมิได้มีการกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น คำว่า "พนักงานแพทย์" "หน่วยทางการแพทย์" และ "การขนส่งทางการแพทย์" ย่อมหมายรวมถึงกรณีที่มีลักษณะประจำและชั่วคราว

            (ฏ) "เครื่องหมายพิเศษ" หมายถึง เครื่องหมายพิเศษของกาชาดเสี้ยววงเดือนแดง สิงโตแดง และดวงอาทิตย์บนพื้นสีขาว เพื่อใช้สำหรับการคุ้มครองหน่วยทางการแพทย์และการขนส่งทางการแพทย์ หรือพนักงานแพทย์และพนักงานศาสนา และวัสดุ หรืออุปกรณ์

            (ฐ) "สัญญาณพิเศษ" หมายถึง สัญญาณ หรือข้อความที่กำหนดไว้สำหรับการแสดงตน อันเป็นการเฉพาะ ของหน่วยทางการแพทย์ หรือการขนส่งทางการแพทย์ในส่วนที่ ๓ ของภาคผนวกที่ ๑ แห่งพิธีสารฉบับนี้

. . .

หมวด ๒
การขนส่งทางการแพทย์
. . .
ข้อ ๒๔ การคุ้มครองอากาศยานทางการแพทย์

            อากาศยานทางการแพทย์จักได้รับความเคารพและคุ้มครองภายใต้การบังคับใช้ของบทบัญญัติในภาคนี้

ข้อ ๒๕ อากาศยานทางการแพทย์ในพื้นที่ที่มิได้ควบคุมโดยฝ่ายปฏิปักษ์

            บริเวณดินแดนทั้งในและเหนือพื้นดินซึ่งได้มีการควบคุมทางกายภาพโดยกองกำลังพันธมิตร หรือทั้งในและเหนือ บริเวณทะเลซึ่งฝ่ายปฏิปักษ์มิได้มีการควบคุมในทางกายภาพนั้น การเคารพและการคุ้มครองอากาศยานทางการแพทย์ของ ภาคีคู่พิพาทไม่จำต้องขึ้นอยู่กับความตกลงใด ๆ กับฝ่ายปฏิปักษ์ อย่างไรก็ตามเพื่อให้มีความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น ภาคีคู่พิพาทซึ่งได้ปฏิบัติการทางด้านอากาศยานทางการแพทย์ของตนในบริเวณพื้นที่ดังกล่าวอาจแจ้งให้ฝ่ายปฏิปักษ์ได้ทราบ ทั้งนี้ตามที่ได้กำหนดไว้ในข้อ ๒๙ โดยเฉพาะเมื่ออากาศยานดังกล่าวได้ทำการบินโดยอยู่ในรัศมีของระบบอาวุธการยิง จากพื้นผิวสู่อากาศของฝ่ายปฏิปักษ์

ข้อ ๒๖ อากาศยานทางการแพทย์ในเขตประชิด หรือแนวเขตอื่น ๆ ที่มีลักษณะคล้ายกัน

            ๑. บริเวณทั้งในและเหนือเขตประชิด ซึ่งถูกควบคุมทางกายภาพโดยกองกำลังพันธมิตร และบริเวณทั้งใน และเหนือพื้นที่ซึ่งการควบคุมทางกายภาพมิได้มีอยู่อย่างแจ้งชัด การคุ้มครองอากาศยานทางการแพทย์จักสามารถดำเนิน ไปได้อย่างมีประสิทธิภาพก็แต่โดยการทำความตกลงกันล่วงหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่ทางทหารผู้มีอำนาจของภาคีคู่พิพาท ตามที่ได้กำหนดไว้ในข้อ ๒๙ ในกรณีที่ไม่ได้มีความตกลงดังกล่าว ถึงแม้ว่าอากาศยานทางการแพทย์ปฏิบัติการอยู่ด้วย ความเสี่ยงภัยของตนเองก็ตาม อากาศยานดังกล่าวจักได้รับความเคารพภายหลังจากได้รับการรับรองเช่นนั้นแล้ว

            ๒. "เขตประชิด" หมายถึง บริเวณบนพื้นดินใด ซึ่งหน่วยหน้าของกองกำลังฝ่ายตรงข้ามกันประชิดอยู่กับอีกฝ่ายหนึ่ง โดยเฉพาะในกรณีที่กองกำลังนั้นสามารถทำการยิงกันโดยตรงได้จากพื้นดิน

ข้อ ๒๗ อากาศยานทางการแพทย์ในพื้นที่ควบคุมโดยฝ่ายปฏิปักษ์

            ๑. อากาศยานทางการแพทย์ของภาคีคู่พิพาทจักได้รับการคุ้มครองอย่างต่อเนื่องขณะบินเหนือพื้นดิน หรือพื้นทะเล ซึ่งถูกควบคุมทางกายภาพโดยฝ่ายปฏิปักษ์ ทั้งนี้โดยมีเงื่อนไขว่าได้รับการยินยอมตกลงล่วงหน้าในเรื่องการบินดังกล่าว จากเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของฝ่ายปฏิปักษ์แล้ว

            ๒. อากาศยานทางการแพทย์ซึ่งบินเหนือบริเวณซึ่งถูกควบคุมทางกายภาพโดยฝ่ายปฏิปักษ์โดยไม่มีหรือไม่เป็นไป ตามเงื่อนไขของความตกลงดังได้บัญญัติไว้ในวรรค ๑ นั้น ทั้งนี้ไม่ว่าได้เกิดจากความผิดพลาดทางการบินหรือโดยเพราะ เหตุฉุกเฉินอันส่งผลต่อความปลอดภัยในการบินนั้น จักต้องใช้ความพยายามทุกวิถีทางในอันที่จักแสดงตน และแจ้งฝ่ายปฏิปักษ์ทราบถึงการณ์สภาพดังกล่าว ในระยะเวลาทันทีที่อากาศยานทางการแพทย์ได้รับการรับรอง โดยภาคีฝ่ายปฏิปักษ์ ภาคีนั้นจักใช้ความพยายามตามสมควรในการออกคำสั่ง,เพื่อที่จักให้อากาศยานลงจอด หรือร่อนลงสู่พื้นน้ำ ตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๓๐ วรรค ๑ หรือในการดำเนินมาตรการในการคุ้มกันผลประโยชน์ของตน และไม่ว่าในกรณีใดกรณีหนึ่งข้างต้นในการให้เวลาอากาศยานในการปฏิบัติตามก่อนที่จักทำการโจมตีอากาศยานนั้น

ข้อ ๒๘ ข้อจำกัดในการปฏิบัติการของอากาศยานทางการแพทย์

            ๑. ห้ามมิให้ภาคีคู่พิพาทใช้อากาศยานทางการแพทย์ในความพยายามที่จักให้ได้มาซึ่งความได้เปรียบทางการทหาร เหนือฝ่ายปฏิปักษ์ อากาศยานทางการแพทย์ที่มีอยู่จักไม่นำมาใช้ในความพยายามที่จะคุ้มกันเป้าหมายทางทหาร ให้พ้นจากการโจมตี

            ๒. อากาศยานทางการแพทย์จักต้องไม่ใช้ในการรวบรวม หรือส่งข้อมูลข่าวกรองและจักไม่ใช้บรรทุกบริภัณฑ์ เพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว อากาศยานดังกล่าวจักห้าม มิให้ใช้ในการบรรทุกบุคคล หรือสินค้าซึ่งมิได้รวมอยู่ ในคำนิยามในข้อ ๘ (ฉ) การบรรทุกสัมภาระส่วนบุคคลของผู้ครอบครอง หรืออุปกรณ์,เครื่องมือเครื่องใช้ ในอันที่จะอำนวยความสะดวกทางการบิน การสื่อสารหรือการแสดงตนนั้น จักไม่ถือว่าถูกห้าม

            ๓. อากาศยานทางการแพทย์จักต้องไม่บรรทุกอาวุธใด เว้นแต่อาวุธขนาดเล็ก หรือกระสุนซึ่งยึดได้จากผู้บาดเจ็บ ผู้ป่วยไข้และผู้ที่เรืออับปางที่อยู่บนอากาศยานนั้น และยังมิได้ส่งมอบให้กับหน่วยงานที่เหมาะสม และอาวุธเบาส่วนตัว อันจำเป็นในอันที่จักให้พนักงานแพทย์บนอากาศยานใช้ป้องกันตนเองและผู้บาดเจ็บ ผู้ป่วยไข้ หรือผู้ที่เรืออับปาง ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบ

            ๔. ในขณะที่กำลังปฏิบัติการบินตามที่อ้างถึงในข้อ ๒๖ และ ๒๗ อากาศยานทางการแพทย์จักมิให้ใช้ในการค้นหา ผู้บาดเจ็บ ผู้ป่วยไข้ และผู้ที่เรืออับปาง เว้นแต่ได้มีความตกลงล่วงหน้ากับฝ่ายปฏิปักษ์

ข้อ ๒๙ การแจ้งและความตกลงต่างๆ ที่เกี่ยวกับอากาศยานทางการแพทย์

            ๑. การแจ้งภายใต้ข้อ ๒๕ หรือคำร้องขอสำหรับความตกลงล่วงหน้าภายใต้ข้อ ๒๖, ๒๗, ๒๘ วรรคสี่ หรือข้อ ๓๑ จักระบุถึงจำนวนของอากาศยานทางการแพทย์ที่ได้เสนอไว้ แผนการบินและวิธีการแสดงตนและจักเป็นที่เข้าใจว่าเที่ยวบิน ทุกเที่ยวจักต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกับข้อ ๒๘

            ๒. ภาคีซึ่งได้รับการแจ้งภายใต้,ข้อ ๒๕ จักแสดงการรับทราบการแจ้งดังกล่าวโดยทันที

            ๓. ภาคีซึ่งได้รับคำร้องขอเพื่อทำความตกลงล่วงหน้าภายใต้ข้อ ๒๖, ๒๗, ๒๘ วรรคสี่ หรือข้อ ๓๑ จักต้องแจ้งให้ภาคี ที่ร้องขอได้ทราบให้เร็วที่สุดเท่าที่จักเป็นไปได้ ถึง

                    (ก) คำร้องขอได้รับการตกลงยินยอม

                    (ข) คำร้องขอถูกปฏิเสธ หรือ

                    (ค) ข้อเสนอทางเลือกอื่น ๆ อันสมเหตุสมผลแทนคำร้องขอ รัฐผู้รับคำร้องขอ อาจเสนอการห้าม หรือการจำกัดเที่ยวบินอื่นในพื้นที่ในระหว่างเวลาที่เกี่ยวข้อง หากภาคีซึ่งส่งคำร้องขอยอมรับข้อเสนอทางเลือกอื่น,,ๆ ภาคีนั้นจักต้องแจ้งให้ภาคีอีกฝ่ายหนึ่งทราบถึงการยอมรับดังกล่าว

            ๔. ภาคีจักดำเนินมาตรการที่จำเป็นในการให้ประกันว่าการแจ้งและความตกลงต่าง ๆ จักสามารถจัดทำได้อย่างรวดเร็ว

            ๕. ภาคีจักดำเนินมาตรการที่จำเป็นด้วยเช่นกันในอันที่จะเผยแพร่อย่างรวดเร็วในสารัตถะของการแจ้ง และความ ตกลงเช่นว่านั้นไปยังหน่วยทางการทหารที่เกี่ยวข้อง และจักสั่งหน่วยต่าง ๆ ดังกล่าวในเรื่องวิธีการแสดงตน ซึ่งจักใช้โดยอากาศยานทางการแพทย์นั้น ๆ

ข้อ ๓๐ การลงจอดและการตรวจสอบ อากาศยานทางการแพทย์

            ๑. อากาศยานทางการแพทย์ขณะบินอยู่เหนือพื้นที่ ซึ่งถูกควบคุมทางกายภาพโดยฝ่ายปฏิปักษ์ หรือเหนือบริเวณ ซึ่งการควบคุมทางกายภาพมิได้มีอยู่อย่างแจ้งชัด อาจได้รับคำสั่งให้ลงจอด หรือร่อนลงสู่พื้นน้ำตามความเหมาะสม เพื่ออนุญาตให้มีการตรวจสอบตามความในวรรคต่อไป อากาศยานทางการแพทย์จักเชื่อฟังคำสั่งดังกล่าวนั้น

            ๒. หากอากาศยานได้ลงจอด หรือร่อนลงสู่พื้นน้ำ ไม่ว่าจักได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติตาม  หรือโดยเหตุผลอื่นใด อากาศยานอาจได้รับการตรวจสอบเพียงเพื่อพิจารณากรณีที่ได้ระบุไว้ในวรรค ๓ และวรรค ๔ การตรวจสอบนั้น จักต้องเริ่มกระทำโดยมิชักช้าและดำเนินการในลักษณะที่รวดเร็ว ภาคีที่ตรวจสอบจักไม่กำหนดให้มีการย้าย ผู้บาดเจ็บและผู้ป่วยไข้ออกจากอากาศยาน เว้นแต่การเคลื่อนย้ายดังกล่าวเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการตรวจสอบ ภาคีดังกล่าวจักให้ประกันในทุกกรณีว่าในการตรวจสอบ หรือเคลื่อนย้ายสภาพของคนบาดเจ็บและป่วยไข้ จักไม่เกิดผลกระทบในทางที่เป็นผลร้าย

            ๓. ถ้าการตรวจสอบอากาศยานปรากฏว่า

                    (ก) เป็นอากาศยานทางการแพทย์ในความหมายของข้อ ๘ (ญ)

                    (ข) มิได้ละเมิดเงื่อนไขในข้อ ๒๘ และ

                    (ค) มิได้บินผ่านโดยปราศจาก หรือละเมิดความตกลงล่วงหน้าในกรณีที่จำเป็นต้องมีความตกลงดังกล่าว

                    อากาศยานและผู้ที่อยู่ในอากาศยานผู้ซึ่งสังกัดฝ่ายปฏิปักษ์ หรือรัฐที่เป็นกลาง หรือรัฐอื่นซึ่งมิได้เป็นภาคีคู่พิพาท จักได้รับอนุญาตให้ทำการบินต่อไปโดยปราศจากความล่าช้า

            ๔. ถ้าการตรวจสอบปรากฏว่าอากาศยานนั้น ๆ

                    (ก) มิได้เป็นอากาศยานทางการแพทย์ในความหมายข้อ ๘ (ญ)

                    (ข) ละเมิดเงื่อนไขที่กำหนดในข้อ ๒๘ หรือ

                    (ค) ทำการบินโดยปราศจาก หรือละเมิดความตกลงล่วงหน้า ในกรณีที่จำเป็นต้องมีความตกลงดังกล่าว

                    อากาศยานอาจถูกยึด บุคคลที่อยู่ในอากาศยานนั้นจักได้รับการปฏิบัติตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องของอนุสัญญา ทั้งหลายและพิธีสารฉบับนี้ อากาศยานซึ่งถูกยึดใด ๆ ซึ่งได้เคยรับมอบภารกิจให้เป็นอากาศยานถาวรทางการแพทย์ อาจใช้ได้ภายหลังจากนั้น ก็แต่ในฐานะที่เป็นอากาศยานทางการแพทย์เท่านั้น

ข้อ ๓๑ รัฐที่เป็นกลางและรัฐอื่น ๆ ซึ่งมิได้เป็นภาคีคู่พิพาท

            ๑. อากาศยานทางการแพทย์จักไม่บินเหนือ หรือลงจอดในดินแดนของรัฐที่เป็นกลาง หรือรัฐอื่นซึ่งมิได้เป็น ภาคีคู่พิพาท ทั้งนี้เว้นแต่ได้มีความตกลงล่วงหน้า อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่มีความตกลงดังกล่าวอากาศยานจักได้รับ ความเคารพ ในการบินโดยตลอด และในช่วงระหว่างการจอดแวะในอาณาเขต อย่างไรก็ตาม อากาศยานจักเชื่อฟังคำสั่ง ให้ลงจอด หรือร่อนลงสู่พื้นน้ำตามความเหมาะสม

            ๒. ในกรณีที่ไม่ได้มีความตกลง หรือกรณีที่,ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของความตกลง หากอากาศยานทางการแพทย์ได้บิน เหนืออาณาเขตของรัฐที่เป็นกลาง หรือรัฐอื่นซึ่งมิได้เป็นภาคีคู่พิพาท ไม่ว่าจักเป็นเพราะความผิดพลาดทางด้านการบิน หรือเนื่องจากเหตุฉุกเฉินอันส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของการบิน อากาศยานนั้นจักใช้ความพยายามในทุกวิถีทาง ในการแจ้งการบินและในการแสดงตน ทันทีที่อากาศยานทางการแพทย์เช่นว่าได้รับการรับรอง รัฐดังกล่าวจักต้องใช้ ความพยายาม ตามสมควร ในอันที่จะออกคำสั่งให้ลงจอดหรือร่อนลงสู่พื้นน้ำตามที่อ้างถึงในข้อ ๓๐ วรรค ๑ หรือดำเนิน มาตรการอื่นในการคุ้มกันผลประโยชน์ของตน และไม่ว่าในกรณีใดกรณีหนึ่งนั้น จักให้เวลาสำหรับอากาศยาน ในการปฏิบัติ ตามก่อนที่จักทำการโจมตีอากาศยานนั้น

            ๓. หากอากาศยานทางการแพทย์ได้ลงจอด หรือร่อนลงสู่พื้นน้ำในอาณาเขตของรัฐที่เป็นกลาง หรือรัฐซึ่งอันมิได้ เป็นภาคีคู่พิพาท ไม่ว่าจักได้รับคำสั่งให้กระทำเช่นนั้นหรือด้วยเหตุผลอื่นใด อากาศยานจักได้รับการตรวจสอบเพื่อ วัตถุประสงค์ ในการพิจารณาว่าเป็นอากาศยานทางการแพทย์อย่างแท้จริงหรือไม่ ทั้งนี้ไม่ว่าโดยความตกลง หรือสภาพการณ์ ตามที่ได้ระบุไว้ในวรรคสอง การตรวจสอบจักเริ่มต้นโดยปราศจากความล่าช้าและดำเนินการในลักษณะที่รวดเร็ว ภาคีที่ตรวจสอบจักไม่กำหนดให้มีการย้ายผู้บาดเจ็บและผู้ป่วยไข้ของภาคีที่ใช้อากาศยานนั้นเว้นแต่การย้ายดังกล่าวจักเป็น สิ่งจำเป็น สำหรับการตรวจสอบ ภาคีผู้ตรวจสอบจักให้ประกันในทุกกรณีว่าการตรวจสอบหรือการเคลื่อนย้ายสภาพ ของคนบาดเจ็บและป่วยไข้จักไม่เกิดผลกระทบอันเป็นผลร้าย หากการตรวจสอบปรากฏว่าอากาศยานดังกล่าว เป็นอากาศยานทางการแพทย์อย่างแท้จริง อากาศยานและผู้ที่อยู่บนอากาศยานนอกเหนือจากผู้ซึ่งจักต้องถูกกักกันไว้ ตามกฎแห่งกฎหมายระหว่างประเทศที่ใช้บังคับในกรณีข้อพิพาททางอาวุธ จักได้รับอนุญาตให้ทำการบินต่อ และจักต้องอำนวยความสะดวกตามสมควรสำหรับการบินต่อไป หากการตรวจสอบปรากฏผลว่าอากาศยาน มิได้เป็นอากาศยานทางการแพทย์ อากาศยานนั้นจักถูกยึดและผู้ที่อยู่ในอากาศยานนั้นจักได้รับการปฏิบัติตามวรรค ๔

            ๔. ในกรณีที่มิได้มีการตกลงระหว่างรัฐนั้นและภาคีคู่พิพาท ผู้บาดเจ็บ ผู้ป่วยไข้ และผู้ที่เรืออับปางได้ลงจาก อากาศยานทางการแพทย์แล้วโดยมิใช่เป็นการลงชั่วคราว โดยความเห็นชอบของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในอาณาเขตของรัฐ ที่เป็นกลาง หรือรัฐอื่นซึ่งมิได้เป็นภาคีคู่พิพาท จักต้องถูกกักขังโดยรัฐนั้นในกรณีที่กำหนดไว้ตามกฎแห่ง กฎหมายระหว่างประเทศที่ใช้บังคับในกรณีข้อพิพาททางอาวุธ ทั้งนี้ในลักษณะที่ว่าบุคคลเหล่านั้นจะไม่สามารถ เข้ามีส่วนในการสู้รบได้อีก ค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลและการกักขังจักให้ประเทศที่บุคคลดังกล่าวสังกัดอยู่เป็นผู้รับผิดชอบ

            ๕. รัฐที่เป็นกลาง หรือรัฐอื่นซึ่งมิได้เป็นภาคีคู่พิพาทอาจใช้เงื่อนไขและข้อจำกัดในเรื่องการบินผ่าน หรือร่อนลงสู่อาณาเขตของตนสำหรับอากาศยานทางการแพทย์ ในลักษณะเดียวกันสำหรับภาคีคู่พิพาททุกฝ่าย

. . .

ภาค ๓
วิธีการและปัจจัยในการทำสงคราม
พลรบและ
สถานภาพของเชลยศึก

หมวด ๑
วิธีการและปัจจัยในการทำสงคราม

ข้อ ๓๕ กฎเกณฑ์พื้นฐาน

            ๑.  ในกรณีข้อพิพาททางอาวุธใด ๆ นั้น สิทธิของภาคีคู่พิพาทในการเลือกวิธีและปัจจัยในการทำสงคราม มิใช่ว่าไม่มีข้อจำกัด

            ๒. ห้ามมิให้ใช้อาวุธ กระสุน และวัตถุ และวิธีการทำสงครามในลักษณะที่จะก่อให้เกิดการบาดเจ็บเกินสมควร หรือความทุกข์ทรมานโดยไม่จำเป็น

            ๓. ห้ามมิให้ใช้วิธีการ หรือปัจจัยในการทำสงครามซึ่งมุ่งหวัง หรือที่อาจคาดได้ว่าจักทำให้สภาพแวดล้อม ทางธรรมชาติเสียหายในลักษณะขยายเป็นวงกว้าง มีระยะเวลายาวนาน และมีลักษณะรุนแรง

ข้อ ๓๖ อาวุธใหม่

            ในการศึกษา การพัฒนา การได้มา หรือการยอมรับซึ่งอาวุธ หรือวิธีการหรือปัจจัยในการทำการสงคราม อันเป็นของใหม่นั้น อัครภาคีผู้ทำสัญญาอยู่ภายใต้พันธกรณีในอันที่จะตัดสินว่าการใช้อาวุธหรือวิธีการหรือปัจจัยใหม่นั้น ๆ ในบางกรณี หรือทุกพฤติการณ์ จะถูกห้ามโดยพิธีสารฉบับนี้ หรือกฎแห่งกฎหมายระหว่างประเทศอื่น ๆ ที่ใช้บังคับกับ อัครภาคีผู้ทำสัญญา

ข้อ ๓๗ การห้ามล่อลวง

            ๑. ห้ามมิให้ประหาร ทำให้บาดเจ็บ หรือควบคุมตัวฝ่ายปฏิปักษ์โดยการล่อลวง การกระทำที่ชักชวนให้ฝ่ายปฏิปักษ์เกิด ความวางใจ อันชักนำไปสู่ซึ่งความเชื่อว่าตนมีสิทธิได้รับหรือมีพันธกรณีต้องให้ความคุ้มครองภายใต้กฎแห่งกฎหมาย ระหว่างประเทศที่ใช้บังคับกับกรณีพิพาททางอาวุธ ทั้งนี้โดยมีเจตนาจะหักหลังย้อนความวางใจนั้น การกระทำดังกล่าว จักถือเป็น การล่อลวง ตัวอย่างของการกระทำล่อลวง มีดังนี้คือ

                    (ก) การแสร้งว่ามีเจตนาที่จะเจรจาภายใต้ธงอันแสดงถึงการพักรบหรือถึงการยอมจำนน

                    (ข) การแสร้งว่าได้ไร้ความสามารถ เนื่องเพราะได้รับบาดเจ็บหรือป่วย

                    (ค) การแสร้งว่ามีสถานภาพเป็นพลเรือน หรือของผู้ที่ไม่ใช่พลรบ และ

                    (ง) การแสร้งว่ามีสถานภาพของผู้ได้รับการคุ้มครอง โดยการใช้สัญญาณเครื่องหมาย หรือเครื่องแบบของ องค์การสหประชาชาติ หรือของรัฐที่เป็นกลาง หรือของรัฐอื่นซึ่งมิได้เป็นภาคีคู่พิพาท

            ๒. กโลบายทางการสงครามนั้น จักไม่มีการห้าม   กโลบายดังกล่าว ได้แก่ การกระทำซึ่งมุ่งให้ฝ่ายปฏิปักษ์ เกิดความเข้าใจผิด หรือชักชวนให้กระทำการโดยปราศจากการไตร่ตรอง แต่ทั้งนี้การกระทำเช่นว่านั้นมิได้ละเมิด ต่อกฎแห่งกฎหมายระหว่างประเทศที่ใช้บังคับในกรณีข้อพิพาททางอาวุธ และมิได้มีลักษณะการล่อลวง เพราะการกระทำนั้นมิได้ชักจูงฝ่ายปฏิปักษ์ให้เกิดความวางใจในเรื่องการคุ้มครองภายใต้กฎหมายนั้น ตัวอย่างของกโลบายดังกล่าวมีดังนี้คือ การใช้เครื่องอำพราง เครื่องล่อ ปฏิบัติการลวง และการให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง

ข้อ ๓๘ เครื่องหมายพิเศษซึ่งเป็นที่ยอมรับ

            ๑. ห้ามมิให้ใช้เครื่องหมายพิเศษของกาชาด เสี้ยววงเดือนแดง หรือสิงโตแดงและดวงอาทิตย์แดง หรือเครื่องหมาย สัญญาณ หรือสัญลักษณ์อื่นใดซึ่งกำหนดไว้ในอนุสัญญาทั้งหลาย หรือในพิธีสารฉบับนี้ในลักษณะที่ไม่เหมาะสม ในกรณีข้อพิพาททางอาวุธนั้น ห้ามมิให้ใช้ในลักษณะที่ผิดและจงใจ ซึ่งเครื่องหมายสัญญาณ หรือสัญลักษณ์ในเรื่อง การคุ้มครอง อันเป็นที่ยินยอมรับในระดับระหว่างประเทศ รวมทั้งธงของการพักรบและเครื่องหมายเพื่อการคุ้มครอง ในทรัพย์สินทางวัฒนธรรม

            ๒. ห้ามมิให้มีการใช้เครื่องหมายพิเศษขององค์การ สหประชาชาติ ยกเว้นในกรณีองค์การดังกล่าวได้ให้อำนาจไว้

ข้อ ๓๙ เครื่องหมายพิเศษในเรื่องสัญชาติ

            ๑. ในกรณีข้อพิพาททางอาวุธ ห้ามมิให้มีการใช้ธง หรือเครื่องหมายทางการทหาร แถบเครื่องหมาย หรือเครื่องแบบ ของรัฐที่เป็นกลาง หรือรัฐอื่น ๆ ซึ่งมิใช่ภาคีคู่พิพาท

            ๒. ห้ามมิให้มีการใช้ธง หรือเครื่องหมายทางการทหาร แถบเครื่องหมาย หรือเครื่องแบบของฝ่ายปฏิปักษ์ ระหว่างการโจมตี หรือเพื่อที่จักใช้ป้องกัน ให้ความอนุเคราะห์ คุ้มครอง หรือขัดขวางการปฏิบัติการทางทหาร

            ๓. บทบัญญัติในข้อนี้ หรือข้อ ๓๗ วรรค ๑ จักไม่มีผลกระทบต่อกฎแห่งกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งได้รับการยอมรับโดยทั่วไปในปัจจุบันในเรื่องการจารกรรมหรือการใช้ธงในกรณีข้อพิพาททางอาวุธทางทะเล

ข้อ ๔๐ ความเมตตา

            ห้ามมิให้ออกคำสั่งว่าจักไม่ให้มีบุคคลใดรอดชีวิต หรือขู่คุกคามเช่นนี้กับฝ่ายปฏิปักษ์ หรือกระทำการสู้รบ บนพื้นฐานดังกล่าว

ข้อ ๔๑ การคุ้มกันศัตรูผู้ซึ่งถูกกันออกจากการสู้รบ

            ๑. บุคคลผู้ซึ่งได้รับการรับรอง หรือผู้ซึ่งในภาวะการณ์ที่ควร จักได้รับการรับรองว่าเป็นผู้ซึ่งถูกกันออกจากการ สู้รบ จักไม่ตกเป็นเป้าหมายแห่งการโจมตี

            ๒. บุคคลจักเป็นผู้ซึ่งถูกกันออกจากการสู้รบในกรณีดังต่อไปนี้

                    (ก) ผู้ตกอยู่ในอำนาจฝ่ายปฏิปักษ์

                    (ข) ผู้ซึ่งได้แสดงเจตนาอย่างแจ้งชัดที่จักยอมจำนน

                    (ค) ผู้ซึ่งหมดสติ หรือไม่ก็ไร้ความสามารถโดยการบาดเจ็บ หรือป่วยไข้ และดังนั้นจึงเป็นผู้ที่ไม่สามารถ ป้องกันตนเองได้

                    ทั้งนี้โดยมีเงื่อนไขว่าในกรณีใดกรณีหนึ่งดังกล่าวนั้น บุคคลดังกล่าวได้ละเว้นจากการกระทำอันเป็นปรปักษ์ และไม่พยายามที่จักหลบหนี

            ๓. ในกรณีที่บุคคลผู้ซึ่งมีสิทธิได้รับความคุ้มครองในฐานะเชลยศึกได้ตกอยู่ในอำนาจของฝ่ายปฏิปักษ์ ภายใต้สภาพ อันไม่ปกติของการรบ จนทำให้มิสามารถอพยพออกไปดังเช่นที่บัญญัติไว้ในภาค ๓ หมวด ๑ ของอนุสัญญาฉบับที่ ๓ นั้นได้ บุคคลดังกล่าวจักได้รับการปล่อยตัว และจักต้องให้มีการดำเนินมาตรการในทุกประการในอันที่จะประกันความปลอดภัย ของบุคคลนั้น ๆ

ข้อ ๔๒ ผู้ที่อยู่ในอากาศยาน

            ๑. ห้ามมิให้ใช้บุคคลผู้ใช้ร่มชูชีพจากอากาศยานที่อยู่ในภาวะคับขันเป็นเป้าหมายของการโจมตีในระหว่าง ที่กำลังใช้ร่มชูชีพลงสู่พื้นดิน

            ๒. ขณะลงสู่พื้นดินในอาณาเขตซึ่งถูกควบคุมโดยฝ่ายปฏิปักษ์นั้น บุคคลผู้ใช้ร่มชูชีพจากอากาศยาน ที่อยู่ในภาวะคับขัน จักมีโอกาสในการขอยอมจำนนก่อนที่จะตกเป็นเป้าหมายของการโจมตี ทั้งนี้นอกจาก เป็นที่ประจักษ์ว่าบุคคลดังกล่าวกำลังกระทำการอันเป็นปรปักษ์

            ๓. กองอากาศโยธิน จักไม่ได้รับการคุ้มครองในข้อนี้

. . .

ภาค ๔
ประชากรพลเรือน

หมวด ๑
ความคุ้มครองทั่วไปจากผลกระทบ
ของการสู้รบ

ส่วนที่ ๑
กฎพื้นฐานและขอบเขตของการใช้บังคับ

ข้อ ๔๘ กฎพื้นฐาน

            ภาคีคู่พิพาทจักจำแนกประชากรพลเรือนออกจากพลรบ และทรัพย์สิ่งของพลเรือนออกจากเป้าหมายทางทหาร อยู่ตลอดเวลา และดังนั้นก็จักดำเนินปฏิบัติการโดยเพ่งเล็งเฉพาะต่อเป้าหมายทางทหารเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อที่จักเป็นประกัน สำหรับการเคารพและการคุ้มครองประชากรพลเรือนและทรัพย์สิ่งของพลเรือน

ข้อ ๔๙ คำนิยามของการโจมตี และขอบเขตการใช้บังคับ

            ๑. "การโจมตี" หมายถึง การกระทำการในลักษณะรุนแรงต่อฝ่ายปฏิปักษ์ ไม่ว่าจักเป็นในเชิงรุก หรือเชิงรับ

            ๒. บทบัญญัติแห่งพิธีสารฉบับนี้ ในส่วนที่เกี่ยวกับการโจมตี จักใช้สำหรับการโจมตีในทุกกรณี ไม่ว่าจักมุ่งกระทำ ในอาณาเขตใด รวมทั้งอาณาเขตของภาคีคู่พิพาทเองแต่ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายปฏิปักษ์

            ๓. บทบัญญัติแห่งหมวดนี้จักใช้สำหรับการสงครามบนพื้นดิน พื้นอากาศ หรือพื้นน้ำใด ๆ ซึ่งอาจส่งผลกระทบ ต่อประชากรพลเรือน พลเรือนปัจเจกบุคคล หรือเป้าหมายทางพลเรือนที่อยู่บนพื้นดิน บทบัญญัติดังกล่าวนี้ยังใช้บังคับ สำหรับการโจมตีในทุกกรณีจากพื้นน้ำ หรือจากอากาศต่อเป้าหมายที่ตั้งอยู่บนพื้นดิน แต่จักไม่กระทบต่อกฎแห่งกฎหมาย ระหว่างประเทศที่ใช้บังคับในกรณีข้อพิพาททางอาวุธทางทะเล หรือในอากาศ

            ๔. บทบัญญัติแห่งหมวดนี้เป็นบทบัญญัติที่ผนวกเพิ่มเติมต่อกับกฎต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการคุ้มครองทางมนุษยธรรม ที่ได้บัญญัติไว้ในอนุสัญญาฉบับที่ ๔ โดยเฉพาะในภาค ๒ และในข้อตกลงระหว่างประเทศอื่น ๆ ของกฎหมายระหว่าง ประเทศ ที่เกี่ยวกับการคุ้มครองพลเรือน และเป้าหมายทางพลเรือนที่ตั้งอยู่บนพื้นดิน พื้นน้ำ หรือพื้นอากาศ จากผลกระทบ ที่เกิดขึ้นจากการสู้รบ

ส่วนที่ ๒
พลเรือน และประชากรพลเรือน

ข้อ ๕๐ คำนิยามของพลเรือน และประชากรพลเรือน

            ๑. พลเรือน ได้แก่ บุคคลใด ผู้ซึ่งไม่ได้จัดอยู่ในประเภทของบุคคลตามที่ได้กำหนดไว้ในข้อ ๔ (ก) (๑) (๒) (๓) และ (๖) แห่งอนุสัญญาฉบับที่ ๓ และในข้อ ๔๓ แห่งพิธีสารฉบับนี้ ในกรณีเป็นที่สงสัยว่าบุคคลนั้นเป็นพลเรือนหรือไม่ บุคคลนั้น จักได้รับการพิจารณาว่าเป็นพลเรือน

            ๒. ประชากรพลเรือนประกอบด้วยบุคคลทุกคนที่เป็นพลเรือน

            ๓. การที่ปรากฏมีปัจเจกบุคคลผู้ซึ่งไม่ได้อยู่ภายใต้คำนิยามของพลเรือนอยู่ในท่ามกลางประชากรพลเรือน จักไม่ทำให้ประชากรแห่งนั้นต้องสูญเสียลักษณะที่เป็นพลเรือนไป

ข้อ ๕๑ การคุ้มครองประชากรพลเรือน

            ๑. ประชากรพลเรือน และพลเรือนปัจเจกบุคคล จักได้รับความคุ้มครองทั่วไปจากภยันตรายที่เกิดขึ้นจากการ ปฏิบัติการทางทหาร ในการอำนวยผลในเรื่องความคุ้มครองดังกล่าว จักต้องให้การพิจารณาในทุกพฤติการณ์ถึงกฎต่าง ๆ ซึ่งผนวกเพิ่มเติมต่อหลักของกฎหมายระหว่างประเทศที่ใช้บังคับอื่น ๆ ดังที่จักได้กล่าวถึงต่อไป

            ๒. ประชากรพลเรือนดังกล่าว ตลอดจนพลเรือนปัจเจกบุคคล จักไม่ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตี ห้ามมิให้มีการกระทำ หรือการคุกคามว่าจะใช้ความรุนแรง โดยมีวัตถุประสงค์เบื้องต้นเพื่อเป็นการสร้างความหวาดกลัว ให้แพร่หลายไปในหมู่ประชากรพลเรือน

            ๓. พลเรือนจักได้รับความคุ้มครองตามที่ได้บัญญัติไว้ในหมวดนี้ เว้นแต่ว่าและตราบเท่าช่วงเวลาที่พลเรือนนั้น เข้ามีส่วนในการสู้รบโดยตรง

            ๔. ห้ามมิให้มีการโจมตีในลักษณะการไม่เลือกปฏิบัติ การโจมตีในลักษณะการไม่เลือกปฏิบัติ ได้แก่

                    (ก) การโจมตีโดยไม่ได้กระทำโดยตรงต่อเป้าหมายทางทหารในลักษณะเฉพาะ

                    (ข) การโจมตีโดยใช้วิธีการ หรือปัจจัยการรบ ซึ่งไม่สามารถเพ่งเล็งต่อเป้าหมายทางทหารในลักษณะเฉพาะได้ หรือ

                    (ค) การโจมตีโดยใช้วิธีการ หรือปัจจัยการรบ ซึ่งก่อให้เกิดผลอันไม่สามารถจำกัดขอบเขตได้ตามที่กำหนดไว้ ในพิธีสารฉบับนี้ และจักเป็นผลให้การโจมตีแต่ละกรณีเช่นว่ามีลักษณะเป็นการทำลายเป้าหมายทางทหาร และพลเรือน หรือทรัพย์สิ่งของพลเรือนโดยปราศจากซึ่งการจำแนก

            ๕. นอกจากกรณีอื่น ๆ แล้ว รูปแบบของการโจมตีต่อไปนี้ให้ถือว่าเป็นการโจมตี ที่มีลักษณะไม่เลือกปฏิบัติ

                    (ก) การโจมตีในลักษณะการระดมการใช้วิธีการ หรือปัจจัยใด ๆ ซึ่งปฏิบัติการต่อเป้าหมายทางทหารหลายจุด ที่แยกกันอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งตั้งอยู่ในนคร เมือง หมู่บ้าน หรือบริเวณอื่นใด อันมีการจุกตัวกันอยู่ของพลเรือน หรือเป้าหมายพลเรือนโดยถือเสมือนว่าเป็นเป้าหมายทางทหารเพียงแห่งเดียว

                    (ข) การโจมตีซึ่งอาจคาดได้ว่าจะยังผลให้เกิดการสูญเสียชีวิตของพลเรือนที่อาจพลอยเกิดขึ้น การบาดเจ็บ ของพลเรือน ความเสียหายต่อทรัพย์สิ่งของพลเรือน หรือความเสียหายดังกล่าวรวมกัน ซึ่งทั้งนี้เป็นการสูญเสีย ที่มากเกินกว่าความได้เปรียบทางการทหารที่มีลักษณะเป็นรูปธรรม และโดยตรงอันได้คาดหมายไว้

            ๖. ห้ามมิให้มีการโจมตีต่อประชากรพลเรือน หรือพลเรือนในลักษณะการตอบโต้

            ๗. จักไม่ให้มีการใช้ การที่มี หรือการเคลื่อนย้ายของประชากรพลเรือน หรือพลเรือนปัจเจกบุคคล เพื่อประโยชน์ บางแห่ง หรือบางท้องที่ได้รับความคุ้มกันจากการปฏิบัติการทางทหาร โดยเฉพาะในความพยายามที่จะปกป้อง เป้าหมายทางทหารจากการโจมตี หรือจะปกป้อง สนับสนุน หรือขัดขวางการปฏิบัติการทางทหาร ภาคีคู่พิพาทจักไม่สั่งการ เคลื่อนย้ายประชากรพลเรือนหรือพลเรือนปัจเจกบุคคล เพื่อวัตถุประสงค์ที่จะปกป้องเป้าหมายทางทหารจากการโจมตี หรือปกป้องกันการปฏิบัติการทางทหาร

            ๘. การละเมิดใดในข้อห้ามดังกล่าว จักไม่ทำให้ภาคีคู่พิพาทพ้นจากพันธกรณีทางกฎหมายที่เกี่ยวกับประชากรพลเรือน และพลเรือนปัจเจกบุคคล ตลอดจนพันธกรณีที่จักใช้มาตรการการระมัดระวังล่วงหน้าตามที่ได้กำหนดไว้ในข้อ ๕๗

ส่วนที่ ๓
ทรัพย์สิ่งของพลเรือน

ข้อ ๕๒ การคุ้มครองทั่วไปต่อทรัพย์สิ่งของพลเรือน

            ๑. ทรัพย์สิ่งของพลเรือนจักไม่ถือเป็นเป้าหมายแห่งการโจมตี หรือการปฏิบัติการตอบโต้ ทรัพย์สิ่งของพลเรือน ได้แก่บรรดาทรัพย์สิ่งของซึ่งไม่ใช่เป้าหมายทางการทหารตามที่ได้นิยามไว้ในวรรค ๒

            ๒. การโจมตีจักต้องจำกัดอย่างเคร่งครัดเพียงต่อเป้าหมายทางการทหาร ในกรณีที่เกี่ยวกับทรัพย์สิ่งของนั้น เป้าหมายทางการทหารจักจำกัดเฉพาะทรัพย์สิ่งของซึ่งโดยลักษณะ สถานที่ตั้ง วัตถุประสงค์ หรือการใช้ จะช่วยก่อให้เกิด ประสิทธิผลในการปฏิบัติการทางทหาร และการทำลายไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน การยึดหรือการทำให้หมดสมรรถภาพ ของทรัพย์สิ่งของนั้น จะก่อให้เกิดความได้เปรียบทางทหารอย่างชัดเจน ตามสภาวการณ์ขณะที่ดำเนินการนั้น

            ๓. ในกรณีที่สงสัยว่าทรัพย์สิ่งของซึ่งโดยปกติแล้วจักใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางพลเรือน เช่น ปูชนียสถาน บ้าน หรือที่อยู่อาศัยอื่น หรือโรงเรียน ถูกนำมาใช้เพื่อช่วยก่อให้เกิดประสิทธิผลในการปฏิบัติการทางทหารหรือไม่นั้น ให้สันนิษ-ฐานไว้ก่อนว่ามิได้นำมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวนั้น

ข้อ ๕๓ การคุ้มครองทรัพย์สิ่งของทางวัฒนธรรม และปูชนียสถาน

            โดยมิได้กระทบกระเทือนต่อบทบัญญัติต่าง ๆ ของ อนุสัญญากรุงเฮกที่เกี่ยวกับการคุ้มครองทรัพย์สินทาง วัฒนธรรมในสถานการณ์แห่งข้อพิพาททางอาวุธ ลงวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๕๔ หรือตราสารระหว่างประเทศอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง การกระทำดังต่อไปนี้ให้ถือว่าเป็นการต้องห้าม

            (ก) การกระทำการสู้รบใดโดยตรงต่ออนุสาวรีย์ทางประวัติศาสตร์ งานศิลปะ หรือปูชนียสถาน ซึ่งก่อให้เกิดมรดก ทางวัฒนธรรม หรือจิตใจของประชาชน

            (ข) การใช้เป้าหมายดังกล่าว เพื่อสนับสนุนความพยายามทางการทหาร

            (ค) การใช้เป้าหมายดังกล่าวเพื่อเป็นเป้าหมายแห่งการตอบโต้

ข้อ ๕๔ การคุ้มครองทรัพย์สิ่งของซึ่งมีลักษณะจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชากรพลเรือน

            ๑. ห้ามใช้ความอดอยากหิวโหยของพลเรือนเพื่อเป็นวิธีการสงคราม

            ๒. ห้ามมิให้โจมตี ทำลาย เคลื่อนย้าย หรือทำให้เสียซึ่งทรัพย์สิ่งของที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต ของประชากร พลเรือน เช่น อาหาร พื้นที่ทำการเกษตรเพื่อการผลิตอาหาร พืชผล ปศุสัตว์ หรือสถานที่เก็บและจ่ายน้ำดื่ม และการชลประทาน โดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะในอันที่จะกันมิให้ประชากรพลเรือน หรือฝ่ายปฏิปักษ์ ได้รับประโยชน์ เพื่อการยังชีพ ของตน ทั้งนี้ไม่ว่าจักโดยมูลเหตุจูงใจใด ไม่ว่าเพื่อให้ประชาชนพลเรือนอดอยาก หรือทำให้ต้องโยกย้ายถิ่นที่ อยู่ออกไป หรือเพื่อมูลเหตุจูงใจอื่นใด

            ๓. การห้ามตามที่ได้บัญญัติไว้ในวรรค ๒ จักไม่ใช้บังคับสำหรับทรัพย์สิ่งของตามบทบัญญัติวรรคดังกล่าว ซึ่งฝ่ายปฏิปักษ์จะใช้เพื่อ

                    (ก) การยังชีพโดยเฉพาะของผู้สังกัดกองทัพของตน หรือ

                    (ข) การสนับสนุนโดยตรงต่อการปฏิบัติการทางทหาร หากมิใช่กรณีเพื่อการยังชีพ แต่ทั้งนี้โดยมีเงื่อนไขว่า ไม่ว่ากรณีใดจักไม่มีการดำเนินการต่อทรัพย์สิ่งของเหล่านั้น ซึ่งอาจเป็นที่คาดหมายได้ว่าจะทำให้ประชาชนพลเรือน ขาดแคลนอาหารหรือน้ำ จนเป็นเหตุให้ประชากรพลเรือนต้องตกอยู่ในสภาพอดอยาก หรือเป็นการบังคับให้ต้อง โยกย้ายถิ่นที่อยู่

            ๔. ทรัพย์สิ่งของเหล่านี้จักไม่ใช้เป็นเป้าหมายเพื่อการตอบโต้

            ๕. โดยคำนึงถึงความจำเป็นสำคัญของภาคีคู่พิพาทฝ่ายใดในการป้องกันอาณาเขตแห่งชาติของตนจากการรุกราน การยกเว้นจากข้อห้ามตามที่กำหนดไว้ในวรรค ๒ อาจสามารถกระทำได้โดยภาคีคู่พิพาทภายในอาณาเขตภายใต้การควบคุม ของตนในกรณีความจำเป็นทางทหารอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้

ข้อ ๕๕ การคุ้มครองสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ

            ๑. ในการสงครามนั้นจักต้องให้มีการดูแลเพื่อคุ้มครองสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติต่อความเสียหายที่มีลักษณะ กว้างขวาง มีระยะเวลายาวนาน และรุนแรง การคุ้มครองดังกล่าวให้รวมถึงการห้ามใช้วิธีการหรือปัจจัยทางการสงคราม ซึ่งมุ่งประสงค์หรืออาจคาดได้ว่าจักก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ และด้วยเหตุดังกล่าวก็ก่อให้เกิด ความเสื่อมเสียต่อสุขภาพ หรือการดำรงชีวิตของประชากร

            ๒. ห้ามมิให้ทำการโจมตีสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติในลักษณะของการตอบโต้

ข้อ ๕๖ การคุ้มครองงาน และสิ่งติดตั้งที่บรรจุพลังงานอันตราย

            ๑. งาน และสิ่งติดตั้งที่บรรจุพลังงานอันตราย กล่าวคือ เขื่อน ทำนบหรือโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ จักไม่ถูกให้เป็น เป้าหมายการโจมตี ถึงแม้ในกรณีที่สถานที่เหล่านี้เป็นเป้าหมายทางทหารก็ตาม  หากการโจมตีดังกล่าวอาจก่อให้เกิด การปลดปล่อยพลังงานอันตราย และเป็นผลให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประชากรพลเรือน เป้าหมายทางการทหาร อื่นซึ่งตั้งอยู่ หรืออยู่ในบริเวณใกล้เคียงกันกับงานหรือสิ่งติดตั้งเหล่านี้ จักไม่ตกเป็นเป้าหมายการโจมตี หากการโจมตี ดังกล่าวอาจก่อให้เกิดการปลดปล่อยพลังงานอันตรายจากงาน หรือสิ่งติดตั้ง และเป็นผลให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง ต่อประชากรพลเรือน

            ๒. การให้ความคุ้มครองเป็นพิเศษจากการโจมตีตามที่บัญญัติไว้ในวรรค ๑ จักสิ้นสุดลง ดังนี้

                    (ก) กรณีเขื่อน หรือทำนบ ก็เฉพาะหากได้ใช้นอกเหนือไปจากหน้าที่ตามปกติ และใช้ในการสนับสนุนในลักษณะ ประจำสำคัญ และโดยตรงต่อการปฏิบัติการทางทหาร และหากการโจมตีดังกล่าวเป็นวิธีการที่อาจนำใช้ได้แต่เพียงวิธีเดียว ในอันที่จะยุติการสนับสนุนนั้น

                    (ข) กรณีโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ก็เฉพาะ หากได้ผลิตพลังไฟฟ้าเป็นการสนับสนุนในลักษณะประจำสำคัญ และโดยตรงต่อการปฏิบัติการทางทหาร และหากการโจมตีดังกล่าวเป็นวิธีการที่อาจนำใช้ได้แต่เพียงวิธีเดียว ในอันที่จะยุติการสนับสนุนนั้น

                    (ค) กรณีเป้าหมายทางทหารอื่น ๆ ซึ่งตั้งอยู่หรืออยู่ในบริเวณใกล้เคียงกันกับงาน หรือสิ่งติดตั้งเหล่านี้ ก็เฉพาะหากได้ใช้ในการสนับสนุน ในลักษณะประจำสำคัญและโดยตรงต่อการปฏิบัติการทางทหาร และหากการโจมตีดังกล่าวจักเป็นวิธีการที่อาจนำใช้ได้แต่เพียงวิธีเดียวในอันที่จะยุติการสนับสนุนนั้น

            ๓. ในทุกกรณี ประชากรพลเรือนและพลเรือนปัจเจกบุคคลจักทรงไว้ซึ่งการคุ้มครองตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย ระหว่างประเทศ รวมทั้งความคุ้มครองสำหรับมาตรการการระมัดระวังล่วงหน้าตามที่บัญญัติไว้ในข้อ ๕๗ หากความคุ้มครองดังกล่าวนั้นสิ้นสุดลง และได้มีการโจมตีงาน หรือสิ่งติดตั้งหรือเป้าหมายทางทหารตามที่ได้ระบุไว้ ในวรรค ๑ บรรดาการปฏิบัติของการระมัดระวังล่วงหน้าทั้งปวง จักนำมาใช้เพื่อหลีกเลี่ยงการปลดปล่อยพลังงาน อันตรายนั้น ๆ

            ๔. ห้ามมิให้ใช้งาน หรือสิ่งติดตั้ง หรือเป้าหมายทางทหาร ตามที่ระบุไว้ในข้อ ๑ เป็นเป้าหมายแห่งการตอบโต้

            ๕. ภาคีคู่พิพาทจักใช้ความพยามยามในการหลีกเลี่ยงการจัดตั้งเป้าหมายทางทหารในสถานที่ใกล้เคียงกับงาน หรือสิ่งติดตั้งตามที่ระบุไว้ในวรรค ๑ อย่างไรก็ตามจักให้การอนุญาตสำหรับสิ่งติดตั้งที่ได้สร้างขึ้น เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะสำหรับการป้องกันงาน หรือสิ่งติดตั้งที่ได้รับความคุ้มครอง และงานหรือสิ่งติดตั้งดังกล่าว จักไม่ตกเป็นเป้าหมายแห่งการโจมตีทั้งนี้โดยมีเงื่อนไขว่าจักไม่นำไปใช้ในการสู้รบ เว้นไว้แต่เป็นการกระทำเพื่อป้องกันเท่าที่ จำเป็นในการโต้ตอบการโจมตี ที่มีต่องาน หรือสิ่งติดตั้งอันได้รับความคุ้มครองนั้น และการติดกำลังอาวุธจักจำกัดเฉพาะ แต่อาวุธที่มีสมรรถนะแต่เพียงเพื่อต่อต้านการกระทำอันเป็นปรปักษ์ต่องาน หรือสิ่งติดตั้งที่ได้รับความคุ้มครองนั้น

            ๖. อัครภาคีผู้ทำสัญญาและภาคีคู่พิพาทจักได้รับการส่งเสริมให้จัดทำข้อตกลงอื่นอีกเพื่อจัดให้มีการคุ้มครอง เพิ่มเติมสำหรับทรัพย์สิ่งของที่บรรรจุพลังงานอันตราย

            ๗. ภาคีคู่พิพาทอาจกำหนดสัญลักษณ์พิเศษในทรัพย์สิ่งของที่ได้รับความคุ้มครองซึ่งประกอบด้วย กลุ่มของวงกลมสีส้มสด ๓ วง ตั้งอยู่บนแกนเดียวกัน ดังที่กำหนดไว้ในข้อ ๑๖ ของภาคผนวก ๑ ของพิธีสารฉบับนี้ ทั้งนี้เพื่ออำนวยความสะดวกในการแสดงตนของทรัพย์สิ่งของที่ได้รับความคุ้มครองในข้อนี้ การที่ไม่ได้กำหนด เครื่องหมายดังกล่าวนั้น จักไม่ทำให้ภาคีคู่พิพาทพ้นจากพันธกรณีของตนภายใต้บทบัญญัติข้อนี้

ส่วนที่ ๔
มาตรการการระมัดระวังล่วงหน้า

ข้อ ๕๗ การระมัดระวังล่วงหน้าในการโจมตี

            ๑. ในการปฏิบัติการทางทหาร จักต้องใช้ความระมัดระวังตลอดเวลา เพื่อมิให้ประชากรพลเรือนและทรัพย์สิ่งของ พลเรือนต้องถูกกระทบกระเทือน

            ๒. ส่วนที่เกี่ยวกับการโจมตี จักต้องให้มีการระมัดระวังล่วงหน้า ดังนี้

                    (ก) ผู้วางแผน หรือผู้ตัดสินใจในการโจมตีจัก

                            (๑) กระทำทุกวิถีทางเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อตรวจสอบว่าเป้าหมายในการโจมตี มิได้เป็นพลเรือน หรือทรัพย์สิ่งของพลเรือน และมิใช่กรณีที่ได้รับความคุ้มครองเป็นพิเศษ แต่เป็นเป้าหมายทางทหาร ภายใต้ความหมาย ที่บัญญัติไว้ในวรรค ๒ ข้อ ๕๒ และซึ่งไม่ใช่กรณีต้องห้ามการโจมตีตามบทบัญญัติของพิธีสารฉบับนี้

                            (๒) ดำเนินการทั้งปวงเพื่อการระมัดระวังล่วงหน้าที่เป็นไปได้ในการเลือกปัจจัยและวิธีการเข้าโจมตีโดยมี วัตถุประสงค์ เพื่อการหลีกเลี่ยงและอย่างน้อยก็เพื่อลดการสูญเสียชีวิตพลเรือนที่อาจพลอยเกิดขึ้น การบาดเจ็บของพลเรือน และความเสียหายต่อทรัพย์สิ่งของพลเรือน

                            (๓) ละเว้นจากการตัดสินใจที่จะโจมตีซึ่งอาจคาดหมายได้ว่าจะก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตของพลเรือน ที่อาจพลอยเกิดขึ้น การบาดเจ็บของพลเรือน ความเสียหายต่อทรัพย์พลเรือน หรือความเสียหาย ดังกล่าวรวมกัน ซึ่งทั้งนี้เป็นการสูญเสียที่มากเกินกว่าความได้เปรียบทางการทหาร ที่มีลักษณะเป็นรูปธรรม และโดยตรงอันได้คาดหมายไว้

                    (ข) การโจมตีจักถูกระงับ หรือเลื่อนเวลาออกไปหากปรากฏว่าเป้าหมายแห่งการโจมตีนั้นไม่ใช่เป้าหมายทางทหาร หรือเป็นเป้าหมายที่ได้รับความคุ้มครองเป็นพิเศษ หรือการโจมตีนั้นอาจคาดหมายได้ว่าจะก่อให้เกิดการสูญเสีย ชีวิตพลเรือนที่อาจพลอยเกิดขึ้น การบาดเจ็บของพลเรือน ความเสียหายต่อทรัพย์สินสิ่งของพลเรือนหรือความเสียหาย ดังกล่าวรวมกันซึ่งทั้งนี้เป็นการสูญเสียที่มากเกินกว่าความได้เปรียบทางการทหารที่มีลักษณะเป็นรูปธรรมและ โดยตรงอันได้คาดหมายไว้

                    (ค) จักให้มีการเตือนล่วงหน้าอย่างเป็นผลก่อนการโจมตีใด ๆ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประชากรพลเรือน เว้นไว้แต่ว่าพฤติการณ์ไม่อำนวยให้

            ๓. ในกรณีที่อาจมีทางเลือกได้สำหรับเป้าหมายทางทหารหลายแห่งเพื่อจะบรรลุความได้เปรียบทางการทหาร ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน เป้าหมายที่ได้รับเลือกโจมตีจักต้องเป็นเป้าหมายซึ่งอาจคาดหมายได้ว่า จะก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตของพลเรือน และทรัพย์สิ่งของพลเรือนในลักษณะที่น้อยที่สุด

            ๔. ในการปฏิบัติภารกิจทางทหารในทะเล หรือในอากาศ ภาคีคู่พิพาทแต่ละฝ่ายจักใช้ความระมัดระวังล่วงหน้า อย่างสมเหตุสมผลทั้งปวง เพื่อหลีกเลี่ยงการก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตของพลเรือน และความเสียหายต่อทรัพย์ สิ่งของพลเรือน ทั้งนี้โดยสอดคล้องต่อสิทธิและหน้าที่ตามกฎแห่งกฎหมายระหว่างประเทศ ที่ใช้บังคับในกรณี ข้อพิพาททางอาวุธ

            ๕. จักไม่มีบทบัญญัติใดแห่งข้อนี้ที่อาจตีความไปในทางที่เป็นการให้อำนาจในการเข้าโจมตีประชากรพลเรือน พลเรือน หรือทรัพย์สิ่งของพลเมือง

ข้อ ๕๘ การระมัดระวังล่วงหน้าต่อผลที่เกิดจากการโจมตี

            ภาคีคู่พิพาทจักดำเนินการดังต่อไปนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จักเป็นไปได้

            (ก) ความพยามยามในการเคลื่อนย้ายประชากรพลเรือน พลเรือนปัจเจกบุคคลและทรัพย์สิ่งของพลเรือน ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของตนให้พ้นจากพื้นที่ใกล้เคียงกับเป้าหมายทางทหาร ทั้งนี้ โดยไม่เป็นการกระทบกระเทือน บทบัญญัติข้อ ๔๙ แห่งอนุสัญญาฉบับที่ ๔
            (ข) การหลีกเลี่ยงการจัดตั้งเป้าหมายทางทหารภายใน หรือใกล้เคียงบริเวณที่มีประชาชนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น

            (ค) การใช้การระมัดระวังล่วงหน้าที่จำเป็นอื่น ๆ เพื่อคุ้ม ครองประชากรพลเรือน พลเรือนปัจเจกบุคคล และทรัพย์สิ่งของพลเรือนซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของตนให้พ้นจากภยันตรายต่าง ๆ อันเป็นผลมาจากการปฏิบัติการ ทางทหาร

ส่วนที่ ๕
สถานที่ และเขตภายใต้ความคุ้มครองพิเศษ

ข้อ ๕๙ สถานที่ซึ่งไม่สามารถป้องกันตนเองได้

            ๑. ห้ามมิให้ภาคีคู่พิพาทแต่ละฝ่ายโจมตี ไม่ว่าโดยวิธีใด ๆ ต่อสถานที่ซึ่งไม่สามารถป้องกันตนเองได้

            ๒. เจ้าหน้าที่ที่เหมาะสมของภาคีผู้พิพาทอาจประกาศให้สถานที่ใดเป็นสถานที่ซึ่งไม่สามารถป้องกันตนเอง เมื่อสถานที่นั้นเป็นสถานที่อยู่อาศัยซึ่งอยู่ใกล้ หรืออยู่ในเขตที่มีกองทัพตั้งประชิดกัน ซึ่งได้เปิดให้มีการยึดครอง โดยฝ่ายปฏิปักษ์ สถานที่ดังกล่าวจักขึ้นอยู่กับเงื่อนไขต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

                    (ก) บรรดาพลรบ  ตลอดจนอาวุธเคลื่อนที่  และอุปกรณ์ทางทหารเคลื่อนที่จะต้องได้เคลื่อนย้าย ออกจากสถานที่นั้นแล้ว

                    (ข) จักไม่ใช้สิ่งติดตั้งหรือสิ่งปลูกสร้างทางทหารในการสู้รบ

                    (ค) เจ้าหน้าที่ หรือประชากร จักไม่กระทำการสู้รบ และ

                    (ง) จักต้องไม่มีการกระทำกิจกรรมใด ๆ ที่เป็นการสนับสนุนการปฏิบัติการทางทหาร

            ๓. การปรากฏซึ่งบุคคลผู้ได้รับความคุ้มครองเป็นพิเศษภายใต้อนุสัญญาทั้งหลาย และพิธีสารฉบับนี้ และกองกำลังของตำรวจโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อธำรงไว้ซึ่งกฎหมาย และความสงบเรียบร้อยในสถานที่ดังกล่าว จักไม่ถือว่าขัดต่อเงื่อนไขที่ได้กำหนดในวรรค ๒

            ๔. คำประกาศที่ได้จัดทำขึ้นภายใต้วรรค ๒ นั้น จักต้องแจ้งให้ฝ่ายปฏิปักษ์ได้ทราบ และจักให้คำนิยาม และคำอธิบายในเรื่องข้อจำกัดของสถานที่ซึ่งไม่สามารถป้องกันตนเองได้ในลักษณะที่ถี่ถ้วนที่สุดเท่าที่จักเป็นไปได้ ภาคีคู่พิพาทซึ่งคำประกาศนั้นได้มีส่งมาถึง จักแสดงการรับทราบคำประกาศนั้น และจักปฏิบัติต่อสถานที่นั้นในฐานะ เป็นสถานที่ซึ่งไม่สามารถป้องกันตนเองได้ เว้นแต่กรณีเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ได้กำหนดไว้ในวรรค ๒ นั้นจะไม่ได้รับ การปฏิบัติตาม ซึ่งในกรณีดังกล่าวภาคีฝ่ายที่ได้รับแจ้ง จักต้องแจ้งให้ภาคีฝ่ายที่แจ้งให้ทราบในทันที ถึงแม้ว่าเงื่อนไขต่าง ๆ ตามที่ได้กำหนดไว้ในวรรค ๒ นั้นจะไม่ได้รับการปฏิบัติตาม สถานที่ตั้งนั้นจักคงได้รับความคุ้มครองตามที่ได้กำหนด ไว้ในบทบัญญัติอื่น ๆ แห่งพิธีสารฉบับนี้ และกฎอื่น ๆ แห่ง กฎหมายระหว่างประเทศที่ใช้บังคับกับกรณีข้อพิพาททางอาวุธ

            ๕. ภาคีคู่พิพาทอาจตกลงกำหนดสถานที่ซึ่งไม่สามารถป้องกันตนเองได้ถึงแม้ว่าสถานที่ดังกล่าวจักไม่สอดคล้อง ต่อเงื่อนไขตามที่ได้กำหนดไว้ในบทบัญญัติวรรค ๒ ความตกลงดังกล่าวควรจะให้คำนิยาม และคำอธิบายในเรื่องขอบเขต ของสถานที่ซึ่งไม่สามารถป้องกันตนเองได้ ในลักษณะถี่ถ้วนที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ความตกลงนั้นอาจวางระเบียบ วิธีการควบคุมดูแล ทั้งนี้ในกรณีที่จำเป็น

            ๖. ภาคีซึ่งควบคุมสถานที่ที่อยู่ภายใต้ความตกลงดังกล่าวจักให้มีการกำหนดสถานที่นั้นเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยใช้สัญลักษณ์ซึ่งอาจได้ตกลงไว้กับภาคีอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งสัญลักษณ์นั้นจักแสดงไว้ในสถานที่ ซึ่งอาจมองเห็นได้ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาณาบริเวณหรือขอบเขตของสถานที่นั้น และบนทางหลวง

            ๗. สถานที่ดังกล่าวจักสูญเสียสถานภาพแห่งการเป็นสถานที่ซึ่งไม่สามารถป้องกันตนเองได้เมื่อสถานที่แห่งนั้น ไม่คงเป็นไปตามเงื่อนไขที่ได้บัญญัติไว้ในวรรค ๒ หรือตามความตกลงที่กล่าวไว้ในวรรค ๕ อีกต่อไป ในกรณีการสิ้นสุดดังกล่าว สถานที่นั้นจักยังคงได้รับความคุ้มครองตามที่กำหนดไว้ในบทบัญญัติอื่นแห่งพิธีสารฉบับนี้ และกฎอื่น ๆ แห่งกฎหมายระหว่างประเทศที่ใช้บังคับกับกรณีข้อพิพาททางอาวุธ

ข้อ ๖๐ เขตปลอดทหาร

            ๑. ห้ามไม่ให้ภาคีคู่พิพาทขยายการปฏิบัติการทางทหารเข้าไปในเขตใด ซึ่งได้รับสถานะเป็นเขตปลอดทหาร ตามความตกลงที่ได้กระทำกันไว้ หากการขยายการปฏิบัติการดังกล่าวเป็นการกระทำที่ขัดต่อข้อบัญญัติของความตกลงนี้

            ๒. ความตกลงจักต้องเป็นความตกลงพิเศษ โดยอาจจัดทำขึ้นด้วยวาจาหรือเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่ว่าจะเป็นกรณี โดยตรงหรือผ่านประเทศที่คุ้มครองหรือองค์การมนุษยธรรมที่เป็นกลาง และอาจประกอบด้วยคำประกาศต่างถ้อยที ถ้อยปฏิบัติ และสอดคล้องต้องกัน ความตกลงนี้อาจจัดทำขึ้นในยามสงบ ตลอดจนภายหลังการเกิดขึ้นของการสู้รบ และควรจักให้คำนิยามและคำอธิบายที่ถี่ถ้วนที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ถึงขอบเขตของเขตปลอดทหาร และวางระเบียบ วิธีการควบคุมดูแลในกรณีที่จำเป็น

            ๓. สาระตามความตกลงดังกล่าวนั้น โดยปกติจักเป็นเขตใด ๆ ซึ่งสอดคล้องต่อเงื่อนไขต่าง ๆ ดังนี้

                    (ก) บรรดาพลรบ ตลอดจนอาวุธเคลื่อนทื่ และอุปกรณ์ทางทหารเคลื่อนที่จะต้องได้เคลื่อนย้าย ออกจากสถานที่นั่นแล้ว

                    (ข) จักไม่ใช้สิ่งติดตั้ง หรือสิ่งปลูกสร้างทางทหารในการสู้รบ

                    (ค) เจ้าหน้าที่ หรือประชากร จักไม่กระทำการสู้รบ และ

                    (ง) การกระทำกิจกรรมใดที่เกี่ยวกับความพยายามทางการทหารจักต้องสิ้นสุดลง

                    ภาคีคู่พิพาทจักตกลงกันที่เกี่ยวกับการตีความของเงื่อนไขที่ได้บัญญัติไว้ในข้อ (ง) และเกี่ยวกับบุคคลที่พึงได้ รับอนุญาตให้เข้าอยู่ในเขตปลอดทหาร นอกเหนือไปจากบุคคลที่ได้กล่าวถึงในวรรค ๔

            ๔. การปรากฏซึ่งบุคคลผู้ได้รับความคุ้มครองเป็นพิเศษภายใต้อนุสัญญาทั้งหลาย และพิธีสารฉบับนี้ และกองกำลังของตำรวจโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อธำรงไว้ซึ่งกฎหมาย และความสงบเรียบร้อยในเขตปลอดทหารนั้น จักไม่ถือว่าขัดต่อเงื่อนไขที่ได้กำหนดในวรรค ๓

            ๕. ภาคีซึ่งควบคุมเขตดังกล่าว จักให้มีการกำหนดเขตนั้นเท่าที่จะเป็นไปได้โดยใช้สัญลักษณ์ ซึ่งอาจได้ตกลงไว้ กับภาคีอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งสัญลักษณ์นั้นจักแสดงไว้ในเขตซึ่งอาจมองเห็นได้ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาณาบริเวณหรือ ขอบเขต ของเขตนั้น และบนทางหลวง

            ๖. หากการสู้รบได้เคลื่อนเข้าใกล้เขตปลอดทหาร และหากภาคีคู่พิพาทได้ตกลงกันไว้แล้ว จักไม่มีภาคีคู่พิพาทฝ่ายใด ใช้เขตดังกล่าวเพื่อวัตถุประสงค์ในการปฏิบัติการทางทหาร หรือประกาศเพิกถอนสถานภาพแห่งเขตนั้น โดยลำพัง แต่ฝ่ายเดียวได้

            ๗. หากภาคีคู่พิพาทฝ่ายหนึ่งกระทำละเมิดอย่างร้ายแรงในบทบัญญัติแห่งวรรค ๓ หรือวรรค ๖ ภาคีอีกฝ่ายหนึ่ง จักพ้นจากพันธกรณีของตนภายใต้ความตกลงที่ให้เขต มีสถานะเป็นเขตปลอดทหาร ในกรณีเช่นที่กล่าว เขตนั้นจักสูญเสีย ซึ่งสถานะ แต่ยังคงได้รับความคุ้มครองตามที่ได้กำหนดไว้ในบทบัญญัติอื่นแห่งพิธีสารฉบับนี้ และกฎอื่น ๆ แห่ง กฎหมายระหว่างประเทศที่ใช้บังคับในกรณีข้อพิพาททางอาวุธ

ส่วนที่ ๖
การป้องกันพลเรือน

ข้อ ๖๑ คำนิยาม และขอบเขต

            เพื่อวัตถุประสงค์แห่งพิธีสารฉบับนี้

            (ก) การป้องกันพลเรือน หมายถึง การปฏิบัติงานด้านมนุษยธรรมบางส่วน หรือทั้งหมดดังจักได้กล่าวต่อไป ซึ่งมีจุดมุ่งหมายในการคุ้มครองประชากรพลเรือนจากอันตราย และช่วยให้บุคคลดังกล่าวฟื้นคืนสภาพจากผลกระทบ ในทันทีของการสู้รบ หรือภัยพิบัติ และจัดหาสภาวะต่าง ๆ ที่จำเป็นเพื่อการดำรงชีวิต ภารกิจดังกล่าวมีดังนี้

                     (๑) การเตือนภัย

                     (๒) การอพยพโยกย้าย

                     (๓) การจัดการเรื่องที่พัก

                     (๔) การจัดการเรื่องมาตรการการดับไฟฟ้า

                     (๕) การกู้ภัย

                     (๖) บริการการแพทย์ รวมทั้งการปฐมพยาบาล และการให้ความช่วยเหลือทางด้านศาสนา

                     (๗) การดับเพลิง

                     (๘) การสืบหาและการจัดทำเครื่องหมายบริเวณพื้นที่อันตราย

                     (๙) การขจัดการปนเปื้อน และมาตรการการป้องกันในลักษณะที่คล้ายกัน

                     (๑๐) การจัดหาสถานที่พัก และเสบียงในยามฉุกเฉิน

                     (๑๑) ความช่วยเหลือฉุกเฉินในการฟื้นฟู และรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ประสบภัยพิบัติ

                     (๑๒) การจัดซ่อมบำรุงอย่างฉุกเฉินในเรื่องสาธารณูป-โภคอันจำเป็น

                     (๑๓) การจัดการเรื่องศพอย่างฉุกเฉิน

                     (๑๔) การช่วยเหลือในการคุ้มครองรักษาทรัพย์สิ่งของอันจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต

                     (๑๕) กิจกรรมเสริมทั้งหลายอันจำเป็นต่อการดำเนินงานต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้โดยรวมถึง แต่มิใช่จำกัดลงเฉพาะการวางแผน และการจัดองค์กร

            (ข) องค์กรป้องกันพลเรือน หมายถึง องค์กรทั้งหลาย และหน่วยงานอื่น ๆ ซึ่งได้มีการจัดตั้ง หรือได้รับมอบอำนาจ จากเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของภาคีคู่พิพาทเพื่อดำเนินการในงานดังกล่าวภายใต้อนุมาตรา(ก) และซึ่งได้รับมอบหมายและ มุ่งเฉพาะ สำหรับงานดังกล่าว

            (ค) "พนักงาน" ขององค์กรป้องกันพลเรือน หมายถึง บุคคลซึ่งได้รับมอบหมายโดยภาคีคู่พิพาทในลักษณะเฉพาะ เพื่อปฏิบัติงานดังกล่าวภายใต้อนุมาตรา (ก) รวมทั้งพนักงานผู้ได้รับมอบหมาย โดยเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของภาคีดังกล่าว ในการบริหารองค์กรดังกล่าวนั้นโดยเฉพาะ

            (ง) "พัสดุ" ขององค์กรป้องกันพลเรือน หมายถึง อุปกรณ์ วัสดุและปัจจัยการขนส่ง ซึ่งองค์การเพื่อการต่าง ๆ ดังกล่าวใช้ปฏิบัติงานดังกล่าวภายใต้อนุมาตรา (ก)

ข้อ ๖๒ การคุ้มครองทั่วไป

            ๑. องค์กรป้องกันพลเรือนของฝ่ายพลเรือน และพนักงานขององค์กรจักได้รับความเคารพ และความคุ้มครอง ภายใต้บทบัญญัติของพิธีสารฉบับนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบัญญัติแห่งหมวดนี้ พนักงานดังกล่าวจักได้รับสิทธิ ในการปฏิบัติงานคุ้มครองพลเมือง เว้นแต่ในกรณีของความจำเป็นทางการทหารอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้

            ๒. บทบัญญัติแห่งวรรคแรก จักใช้บังคับเช่นเดียวกันสำหรับพลเรือนผู้ซึ่งแม้มิได้เป็นสมาชิกขององค์กรป้องกัน พลเรือนของฝ่ายพลเรือน หากแต่ได้ตอบรับคำร้องขอของเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ และปฏิบัติงานป้องกันพลเรือน ภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่นั้น

            ๓. อาคาร  และพัสดุซึ่งใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการป้องกันพลเรือน และที่พักซึ่งได้จัดเตรียมไว้สำหรับประชากร พลเรือนจักอยู่ภายใต้บทบัญญัติข้อ ๕๒ ทรัพย์สิ่งของซึ่งใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการป้องกันพลเรือนไม่อาจถูกทำลาย หรือเปลี่ยนแปลงการใช้ที่เหมาะสมของทรัพย์สิ่งของนั้นได้ เว้นแต่โดยภาคีซึ่งเป็นเจ้าของอาคาร หรือทรัพย์สิ่งของนั้น

ข้อ ๖๓ การป้องกันพลเมือง ในดินแดนที่ถูกยึดครอง

            ๑. องค์กรป้องกันพลเรือนของฝ่ายพลเรือนจักได้รับการอำนวยความสะดวกเท่าที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติงาน ขององค์กรจากเจ้าหน้าที่ในดินแดนที่ถูกยึดครอง ไม่ว่าในพฤติการณ์ใด จักไม่มีการบังคับให้พนักงานต้องกระทำใด ซึ่งอาจเป็นการแทรกแซงต่อการปฏิบัติภารกิจที่เหมาะสม ในงานของตน ประเทศที่ยึดครองจักไม่เปลี่ยนแปลงโครงสร้าง หรือพนักงานขององค์กรดังกล่าวแต่อย่างใด ๆ ซึ่งอาจเป็นผลร้ายต่อการปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายอย่างมีประสิทธิภาพ องค์กรเหล่านี้จักไม่ถูกกำหนดให้ต้องให้ความสำคัญในลำดับแรกต่อคนชาติ หรือผลประโยชน์ของประเทศที่ยึดครองนั้น

            ๒. ประเทศที่ยึดครองจักไม่บังคับ ขู่เข็ญ หรือชักจูงองค์กรป้องกันพลเรือนให้ปฏิบัติงานในหน้าที่ขององค์กร ในลักษณะที่อาจเป็นผลเสียต่อผลประโยชน์ของประชากรพลเรือน

            ๓. ประเทศที่ยึดครองอาจปลดอาวุธของพนักงานป้องกันพลเรือน เพื่อเหตุผลทางด้านความมั่นคงได้

            ๔. ประเทศที่ยึดครองจักไม่เปลี่ยนแปลงการใช้งานที่เหมาะสม หรือยึดนำมาใช้ซึ่งอาคาร หรือพัสดุอันเป็นของ หรือที่ได้ใช้โดยองค์กรป้องกันพลเรือน หากการเปลี่ยนแปลง หรือการยึดมาใช้นั้นจักก่อให้เกิดอันตรายต่อประชากรพลเรือน

            ๕. ประเทศที่ยึดครองอาจยึดมาใช้ หรือเปลี่ยนแปลงทรัพยากรเหล่านี้ได้โดยขึ้นอยู่กับเงื่อนไขเฉพาะดังต่อไปนี้ ทั้งนี้โดยมีเงื่อนไขว่ากฎทั่วไปในวรรค ๔ จักยังคงได้รับการเคารพปฏิบัติตาม

                    (ก) อาคาร หรือพัสดุนั้นจำเป็นสำหรับความต้องการอื่น ๆ ของประชากรพลเรือน และ

                    (ข) การยึดมาใช้ หรือการเปลี่ยนแปลงจักคงเป็นไปเพียงชั่วระยะเวลาของความจำเป็นนั้นเท่านั้น

            ๖. ประเทศที่ยึดครอง จักไม่เปลี่ยนแปลง หรือยึดมาใช้ซึ่งที่พักซึ่งจัดเตรียมไว้สำหรับการใช้ หรือตามความต้องการ ของประชากรพลเรือน

ข้อ ๖๔ องค์กรป้องกันพลเรือนของฝ่ายพลเรือนของรัฐที่เป็นกลางหรือรัฐอื่น
ที่มิได้เป็นภาคีคู่พิพาทและองค์การประสานงานระหว่างประเทศ

            ๑. ข้อ ๖๒, ๖๓, ๖๕ และ ๖๖ จักนำมาใช้ในกรณีเดียวกันสำหรับพนักงานและพัสดุขององค์กรป้องกันพลเรือน ของฝ่ายพลเรือนของรัฐที่เป็นกลาง  หรือรัฐอื่นที่มิได้เป็นภาคีคู่พิพาท ซึ่งได้ปฏิบัติการป้องกันพลเรือนดังกล่าวไว้ข้อ ๖๑ ในดินแดนของภาคีคู่พิพาท ทั้งนี้โดยความยินยอมและภายใต้การควบคุมของภาคีนั้น การให้ความช่วยเหลือดังกล่าว จักต้องแจ้งต่อภาคีปฏิปักษ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องให้ทราบโดยเร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ไม่ว่าในพฤติการณ์ใด การดำเนินการ ดังกล่าว จักไม่ถือว่าเป็นการแทรกแซงในกรณีข้อพิพาท อย่างไรก็ตาม การดำเนินการนี้ควรกระทำโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ ด้านความมั่นคงของภาคีคู่พิพาทที่เกี่ยวข้อง

            ๒. ภาคีคู่พิพาทซึ่งได้รับความช่วยเหลือตามที่ได้กล่าวถึงในวรรคแรก และอัครภาคีผู้ทำสัญญาผู้ให้ความช่วยเหลือ นั้น ควรจักอำนวยความสะดวกในการประสานงานระหว่างประเทศในเรื่องของการป้องกันพลเรือนตามความเหมาะสม ในกรณีดังกล่าวบทบัญญัติของส่วนนี้จักครอบคลุมถึงองค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง

            ๓. ในดินแดนที่ถูกยึดครอง ฝ่ายที่ยึดครองอาจห้าม หรือจำกัดซึ่งการดำเนินการขององค์กรป้องกันพลเรือนของ ฝ่ายพลเรือนของรัฐที่เป็นกลาง หรือรัฐอื่นที่มิใช่ภาคีคู่พิพาทและขององค์การความร่วมมือระหว่างประเทศได้ก็เพียงหากตน สามารถให้ประกันได้ว่าการปฏิบัติงานป้องกันพลเรือนจากทรัพยากรของตน หรือของอาณาเขตที่ถูกยึดครองจะมีความ เพียงพอได้

ข้อ ๖๕ การสิ้นสุดการคุ้มครอง

            ๑. การให้ความคุ้มครองต่อองค์กรป้องกันพลเรือนของฝ่ายพลเรือน พนักงาน อาคาร ที่พัก และพัสดุขององค์กร จักไม่สิ้นสุดลงหากไม่ได้มีการกระทำ หรือมีการใช้ในการกระทำการอันก่อให้เกิดอันตรายต่อศัตรู นอกเหนือจากการงาน ที่เหมาะสมขององค์กร อย่างไรก็ตามความคุ้มครองอาจสิ้นสุดลงได้ก็แต่เพียงภายหลังจากที่ได้มีคำเตือนให้ทราบ โดยให้กำหนดเวลาพอสมควรหากว่าเหมาะสม และภายหลังจากคำเตือนนั้นถูกเพิกเฉย

            ๒. การกระทำดังต่อไปนี้จักไม่ถือว่าเป็นการทำให้เกิดอันตรายต่อศัตรู

                    (ก) การดำเนินงานป้องกันพลเรือนอันได้มีการปฏิบัติภายใต้การกำกับ หรือการควบคุมของเจ้าหน้าที่ ทางการทหาร

                    (ข) การที่พนักงานป้องกันพลเรือนของฝ่ายพลเรือนร่วมมือกับพนักงานทางการทหารในการปฏิบัติการ ในงานป้องกันพลเรือน หรือกรณีพนักงานทางการทหารได้ร่วมอยู่ในองค์กรป้องกันพลเรือน

                    (ค) การปฏิบัติการในงานป้องกันพลเรือนอาจก่อให้เกิดประโยชน์โดยบังเอิญสำหรับ ผู้ประสบภัยทางการทหาร โดยเฉพาะผู้ซึ่งถูกกันออกจากการสู้รบ

            ๓. การที่พนักงานป้องกันพลเรือนพกอาวุธส่วนบุคคลชนิดเบา เพื่อวัตถุประสงค์ในการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือสำหรับการป้องกันตนเองนั้น จักไม่ถือว่าเป็นการทำให้เกิดอันตรายต่อศัตรู อย่างไรก็ตามในพื้นที่ที่มีการต่อสู้ หรือกำลังจักมีการต่อสู้กันบนบก ภาคีคู่พิพาทจักดำเนินมาตรการที่เหมาะสม เพื่อจำกัดอาวุธดังกล่าวลงให้ใช้ แต่เฉพาะปืนพก เช่น ปืนสั้น หรือปืนลูกโม่ ทั้งนี้ เพื่อช่วยให้เกิดการจำแนกระหว่างพนักงานป้องกันพลเรือนและพลรบ ถึงแม้ว่าพนักงานป้องกันพลเรือนจะพกพาอาวุธส่วนบุคคลชนิดเบาอื่น ๆ ในบริเวณดังกล่าว อย่างไรก็ตามพนักงานนั้น จักยังคงจะได้รับความเคารพและความคุ้มครองทันทีที่ได้รับการยอมรับสถานภาพ

            ๔. การจัดตั้งองค์กรป้องกันพลเรือนตามแนวทางการทหาร และการเรียกเกณฑ์ให้มีการดำเนินงานในองค์กรนั้น จักไม่ทำให้ความคุ้มครองที่ได้รับตามที่กำหนดไว้ในส่วนนี้ ต่อองค์กรดังกล่าวต้องหมดสิ้นลง

ข้อ ๖๖ การแสดงตน

            ๑. ภาคีคู่พิพาทแต่ละฝ่าย จะพยายามให้ประกันว่า องค์กรป้องกันพลเรือนของตน พนักงานของอาคาร และพัสดุของ องค์กรดังกล่าว สามารถแสดงตนได้ในขณะมุ่งปฏิบัติงานแต่เฉพาะในการดำเนินการป้องกันพลเรือนที่พัก ที่ได้จัดไว้ สำหรับประชากรพลเรือนนั้นจักให้มีการแสดงตนได้ในลักษณะที่คล้ายกัน

            ๒. ภาคีคู่พิพาทแต่ละฝ่ายจักพยายามนำ และบังคับใช้วิธีการ และกระบวนการซึ่งจะสามารถทำให้เป็นไปได้ ในอันที่จะให้มีการยอมรับที่พักพลเรือน ตลอดจนพนักงานป้องกันพลเรือน อาคาร และพัสดุ ซึ่งได้แสดงสัญลักษณ์พิเศษ ระหว่างประเทศของการป้องกันพลเรือน

            ๓. ในดินแดนที่ถูกยึดครอง และในพื้นที่ที่มีการสู้รบ หรือกำลังจะมีการรบเกิดขึ้นนั้น พนักงานป้องกันพลเรือน ของฝ่ายพลเรือนจักได้รับการรับรองโดยสัญลักษณ์พิเศษระหว่างประเทศของการป้องกันพลเรือน และโดยบัตรประจำตัว แสดงสถานภาพของตน

            ๔. สัญลักษณ์พิเศษระหว่างประเทศของการป้องกันพลเรือน จักเป็นรูปสามเหลี่ยมด้านเท่าสีน้ำเงินบนพื้นสีส้ม สำหรับใช้ในความคุ้มครององค์กรป้องกันพลเรือน พนักงาน อาคาร และพัสดุขององค์กร และสำหรับที่พักของพลเรือน

            ๕. นอกเหนือจากการใช้สัญลักษณ์พิเศษ ภาคีคู่พิพาทอาจตกลงกันในการใช้สัญลักษณ์พิเศษเพื่อวัตถุประสงค์ ในการแสดงตนของการป้องกันพลเรือนได้

            ๖. การบังคับใช้บทบัญญัติในวรรค ๑ ถึง ๔ นั้น ให้อยู่ภายใต้ส่วนที่ ๕ ของภาคผนวก ๑ ของพิธีสารฉบับนี้

            ๗. ในยามสงบ สัญลักษณ์พิเศษดังได้กล่าวไว้ในวรรค ๔ อาจมีการใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการแสดงตน ของการป้องกันพลเรือนได้ ทั้งนี้โดยความยินยอมของเจ้าหน้าที่ ผู้มีอำนาจแห่งชาติ

            ๘. อัครภาคีผู้ทำสัญญาและภาคีคู่พิพาทจักใช้มาตรการที่จำเป็นในการตรวจสอบการแสดงสัญลักษณ์พิเศษ ระหว่างประเทศของการป้องกันพลเรือน และในการป้องกันและปราบปรามการใช้สัญลักษณ์ดังกล่าวโดยไม่ถูกต้อง

            ๙. การแสดงตนของพนักงานทางศาสนา และพนักงานแพทย์ หน่วยทางการแพทย์ และการขนส่งทางการแพทย์ ในการป้องกันพลเรือนจักอยู่ภายใต้ข้อ ๑๘ เช่นเดียวกัน

ข้อ ๖๗ สมาชิกของกองทัพ และหน่วยทางการทหารซึ่งได้รับมอบหมายให้ประจำการ ในองค์กรป้องกันพลเรือน

            ๑. สมาชิกของกองทัพและหน่วยทหารที่ได้รับมอบหมายให้ประจำองค์กรป้องกันพลเรือนจักได้รับการเคารพและ คุ้มครองโดยมีเงื่อนไขว่า

                    (ก) พนักงานและหน่วยดังกล่าวได้รับมอบหมายให้ประจำอย่างถาวร และมุ่งเฉพาะในการดำเนินการงานใด ๆ ดังได้กล่าวในข้อ ๖๑

                    (ข) หากได้รับมอบหมายเช่นนั้นแล้ว พนักงานดังกล่าวจักไม่ปฏิบัติหน้าที่ทางการทหารอื่นใด ในระหว่างที่มี ข้อพิพาทหากได้รับมอบหมายเช่นนั้น

                    (ค) พนักงานดังกล่าวจักมีลักษณะที่แตกต่างชัดเจนจากสมาชิกอื่น ๆ ของกองทัพ  โดยการแสดงสัญลักษณ์พิเศษ ระหว่างประเทศของการป้องกันพลเรือน ซึ่งจักมีขนาดใหญ่ตามความเหมาะสม และพนักงานนั้นจักได้รับบัตรประจำตัว ตามที่บัญญัติไว้ในส่วนที่ ๕ ของภาคผนวก ๑ แห่งพิธีสารฉบับนี้ สำหรับการรับรองความถูกต้องในสถานภาพของตน

                    (ง) พนักงานและหน่วยดังกล่าวจักมีเพียงอาวุธเบาประจำตัวเพื่อวัตถุประสงค์ในการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือเพื่อป้องกันตนเอง บทบัญญัติของข้อ ๖๕ วรรค ๓ ให้นำมาใช้ด้วยเช่นเดียวกันสำหรับกรณีนี้

                    (จ) พนักงานดังกล่าวจักไม่เข้าร่วมโดยตรงในการสู้รบ และนอกเหนือจากงานป้องกันพลเรือนแล้ว จะไม่กระทำการ หรือได้รับการใช้ให้กระทำการใด ๆ อันเป็นอันตรายต่อฝ่ายปฏิปักษ์

                    (ฉ) พนักงานและหน่วย,ดังกล่าว,จักปฏิบัติหน้าที่ ของตนในการป้องกันพลเรือนเพียงเฉพาะในอาณาเขตแห่งชาติ ของภาคีของตน การไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังที่ระบุไว้ในข้อ (จ) ข้างต้นโดยสมาชิกใดของกองทัพ ผู้ซึ่งอยู่ใต้บังคับเงื่อนไข ที่กำหนดไว้ใน (ก) และ (ข) ข้างต้นนั้น จักกระทำมิได้

            ๒. พนักงานทางการทหารซึ่งได้ปฏิบัติงานกับองค์กรป้องกันพลเรือนจักถือเป็นเชลยศึก หากตกอยู่ภายใต้อำนาจ ของฝ่ายปฏิปักษ์ในดินแดนที่ถูกยึดครองนั้น บุคคลดังกล่าวอาจได้รับการใช้ให้ปฏิบัติงานป้องกันพลเรือน ตราบเท่าที่มีความจำเป็นเกิดขึ้น เพียงเฉพาะเพื่อประโยชน์ของประชากรพลเรือนของอาณาเขตนั้น  อย่างไรก็ตาม ทั้งนี้ โดยมีเงื่อนไขว่าเจ้าหน้าที่นั้นสมัครใจเข้าทำงานดังกล่าว หากงานนั้นเป็นงานที่มีลักษณะอันตราย

            ๓. อาคาร และอุปกรณ์ และปัจจัยขนส่งหลักของหน่วยทหารซึ่งมอบหมายให้องค์กรป้องกันพลเรือนใช้นั้น จักมีการกำหนดสัญลักษณ์พิเศษระหว่างประเทศของการป้องกันพลเรือนที่ชัดเจน สัญลักษณ์นี้จักมีขนาดใหญ่ ตามความเหมาะสม

            ๔. พัสดุ และอาคารของหน่วยทหารซึ่งได้รับมอบหมายให้ประจำองค์กรป้องกันพลเรือนในลักษณะถาวร และใช้เฉพาะในการปฏิบัติงานการป้องกันพลเรือนนั้น จักยังคงอยู่ภายใต้กฎหมายสงคราม หากพัสดุและอาคารดังกล่าว ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายปฏิปักษ์ พัสดุและอาคารของหน่วยดังกล่าวจักไม่อาจเปลี่ยนแปลงไปจากวัตถุประสงค์ ของการป้องกันพลเรือน ตราบเท่าที่ยังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการปฏิบัติงานป้องกันพลเรือนนอกจากจะได้มีข้อตกลง ก่อนหน้านั้นในการจัดเตรียมที่เพียงพอเพื่อสนองความจำเป็นต้องการของประชากรพลเรือนไว้แล้ว ทั้งนี้เว้นแต่ในกรณี ความจำเป็นทางการทหารที่มีลักษณะบังคับ

. . .

ภาค ๕ การปฏิบัติตาม
อนุสัญญาและพิธีสารฉบับนี้
. . .

หมวด ๒
การปราบปรามการละเมิด
อนุสัญญาและพิธีสารฉบับนี้
. . .

ข้อ ๘๕ การปราบปรามการละเมิดพิธีสารฉบับนี้

            ๑. บทบัญญัติของอนุสัญญาทั้งหลายที่เกี่ยวกับการปราบปรามการละเมิดและการละเมิดอย่างร้ายแรง ซึ่งเสริมเติมความโดยหมวดนี้ จักนำไปใช้บังคับกับกรณีการปราบปรามการละเมิด และการละเมิดอย่างร้ายแรง ของพิธีสารฉบับนี้

            ๒. การกระทำซึ่งระบุว่าเป็นการละเมิดอย่างร้ายแรงในอนุสัญญาทั้งหลายให้ถือเป็นการละเมิดอย่างร้ายแรง ตามพิธีสารฉบับนี้ หากได้กระทำต่อบุคคลที่อยู่ในอำนาจของฝ่ายปฏิปักษ์ ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามข้อ ๔๔ ผู้ป่วยไข้และผู้ที่เรืออัปปางของฝ่ายปฏิปักษ์ซึ่งได้รับความคุ้มครองโดยพิธีสารฉบับนี้ หรือต่อพนักงานแพทย์ หรือพนักงานศาสนา หน่วยทางการแพทย์ หรือยานพาหนะทางการแพทย์ ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายปฏิปักษ์ และได้รับความคุ้มครองโดยพิธีสารฉบับนี้

            ๓. นอกเหนือจากการละเมิดอย่างร้ายแรงซึ่งได้กำหนดไว้ในข้อ ๑๑ การกระทำต่อไปนี้จักถือว่าเป็นการละเมิด อย่างร้ายแรง ในพิธีสารฉบับนี้ เมื่อได้มีการกระทำโดยจงใจ โดยฝ่าฝืนบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องของพิธีสารฉบับนี้ และเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย หรือได้รับอันตรายอย่างสาหัสต่อร่างกายหรือสุขภาพ

                    (ก) การทำให้ประชากรพลเรือน หรือพลเรือนปัจเจกบุคคลเป็นเป้าหมายของการโจมตี

                    (ข) การดำเนินการโจมตีโดยไม่เลือกปฏิบัติซึ่งส่งผลกระทบต่อประชากรพลเรือน หรือทรัพย์สิ่งของพลเรือน ทั้งที่ทราบว่าการโจมตีดังกล่าวจักก่อให้เกิดความสูญเสียชีวิตมากเกินกว่าเหตุ การบาดเจ็บต่อพลเรือนหรือความเสียหาย ต่อทรัพย์สิ่งของพลเรือนตามที่นิยามไว้ในข้อ ๕๗ วรรค ๒ (ก) (๓)

                    (ค) การดำเนินการโจมตีต่องาน หรือสิ่งติดตั้งซึ่งบรรจุพลังงานที่เป็นอันตรายโดยทราบว่า การโจมตีดังกล่าว จักก่อให้เกิดความสูญเสียชีวิตมากเกินกว่าเหตุ การบาดเจ็บต่อพลเรือน หรือความเสียหายต่อทรัพย์สิ่งของพลเรือน ตามที่นิยามไว้ในข้อ ๕๗ วรรค ๒ (ก) (๓)

                    (ง) การทำให้สถานที่ซึ่งไม่สามารถป้องกันตนเองได้ และเขตปลอดทหารเป็นเป้าหมายของการโจมตี

                    (จ) การทำให้บุคคลกลายเป็นเป้าหมายของการโจมตีทั้งที่ทราบว่าบุคคลนั้นเป็นผู้ซึ่งถูกกันออกจากการสู้รบ

                    (ฉ) การใช้อย่างล่อลวง ,ทั้งนี้,โดยเป็นการฝ่าฝืนต่อข้อ ๓๗ ซึ่งเครื่องหมายพิเศษของกาชาด เสี้ยววงเดือนแดง หรือสิงโตแดงและดวงอาทิตย์ หรือเครื่องหมายเพื่อการคุ้มครองอย่างอื่นตามอนุสัญญาทั้งหลาย หรือพิธีสารฉบับนี้

            ๔. นอกเหนือจากการละเมิดอย่างร้ายแรงตามที่ได้นิยามไว้ในวรรคก่อน และในอนุสัญญาทั้งหลายนั้น กรณีดังต่อไปนี้จักถือว่าเป็นการละเมิดอย่างร้ายแรงตามพิธีสารฉบับนี้ หากได้กระทำโดยจงใจ และฝ่าฝืนต่ออนุสัญญา ทั้งหลาย หรือพิธีสารฉบับนี้

                    (ก) การที่ประเทศที่ยึดครองได้ย้ายประชากรพลเรือนของตนเองบางส่วนไปยังอาณาเขตที่ได้ยึดครอง หรือเนรเทศ หรือย้ายทั้งหมด หรือบางส่วนของประชากรของอาณาเขตที่ถูกยึดครองภายในหรือภายนอกอาณาเขตดังกล่าว  ทั้งนี้ โดยเป็นการฝ่าฝืนข้อ ๔๙ ของอนุสัญญาฉบับที่ ๔

                    (ข) การส่งเชลยศึกหรือพลเรือนกลับคืนสู่ถิ่นฐานเดิม โดยชักช้าในลักษณะที่ไม่มีเหตุผลอันสมควร

                    (ค) การดำเนินการแบ่งแยกโดยถือผิวและการปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรม และเหยียบหยามอื่นใดที่เกี่ยวกับ การทำลายเกียรติยศของบุคคลโดยมีพื้นฐานมาจากการเลือกปฏิบัติทางด้านเชื้อชาติ

                    (ง) การทำให้อนุสาวรีย์ทางประวัติศาสตร์ซึ่งได้รับการรับรองอย่างแจ้งชัด งานศิลปะ หรือสถานที่เคารพสักการะ  ซึ่งกอปรเป็นองค์มรดกทางวัฒนธรรมหรือทางจิตใจของประชาชน และซึ่งได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษโดยข้อตกลงพิเศษ ดังตัวอย่างเช่น ภายใต้โครงงานขององค์การระหว่างประเทศที่มีอำนาจ ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตี ซึ่งก่อให้เกิดผล อันเป็นการทำลายสิ่งเหล่านั้นอย่างกว้างขวาง ทั้งนี้เป็นกรณีซึ่งไม่มีพยานหลักฐานว่ามีการฝ่าฝืนข้อ ๕๓ ข้อย่อย (ข) โดยฝ่ายปฏิปักษ์ และอนุสาวรีย์ทางประวัติศาสตร์ งานศิลปะ และสถานที่เคารพสักการะดังกล่าวนั้นไม่ได้ตั้งอยู่ในสถานที่ ใกล้ชิดอย่างมากกับเป้าหมายทางทหาร

                    (จ) การทำให้บุคคลซึ่งได้รับการคุ้มครองโดย อนุสัญญาทั้งหลายหรือที่อ้างถึงในวรรค ๒ ของข้อนี้ สูญเสียสิทธิ ในอันที่จะได้รับการพิจารณา คดีที่ยุติธรรมและในลักษณะปกติ

            ๕. ไม่ว่าการใช้บังคับอนุสัญญาทั้งหลายและพิธีสารฉบับนี้จะเป็นประการใด การละเมิดอย่างร้ายแรงต่อตราสาร ดังกล่าวนี้ จักถือว่าเป็นอาชญากรรมสงคราม



ภาคผนวก ๑
ข้อบังคับเกี่ยวกับ
การทราบรูปพรรณ
. . .

ส่วนที่ ๒
เครื่องหมายพิเศษอันเด่นชัด

ข้อ ๓ รูปร่างและลักษณะ

            ๑. เครื่องหมายพิเศษอันเด่นชัด (สีแดงบนพื้นสีขาว) จะมีขนาดใหญ่พอสมควรภายใต้พฤติการณ์ต่าง ๆ สำหรับรูปร่างของกาชาด เสี้ยววงเดือนแดงหรือสิงโตและดวงอาทิตย์นั้น อัครภาคีผู้ทำสัญญาอาจถือตามแบบที่แสดงในภาพที่ ๒

           ๒. ในยามกลางคืนหรือเมื่อทัศนวิสัยลดลง เครื่องหมายพิเศษอันเด่นชัดอาจได้รับการส่องให้สว่าง หรือทำให้เรืองแสงได้ เครื่องหมายอาจทำจากวัสดุที่ช่วยให้พอที่จะสังเกตได้ด้วยวิธีการตรวจทางเทคนิค

. . .

ข้อ ๔ การใช้

            ๑. เมื่อใดก็ตามที่เป็นไปได้ เครื่องหมายพิเศษอันเด่นชัดจะแสดงไว้บนพื้นผิวราบหรือบนธงซึ่งมองเห็นได้จาก หลายทิศทางและจากที่ที่ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้

            ๒. ภายใต้คำสั่งของเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ บุคลากรทางการแพทย์และทางศาสนาที่ปฏิบัติหน้าที่ในบริเวณสนามรบ จะสวมหมวกและเครื่องแต่งกายที่มีเครื่องหมายพิเศษอันเด่นชัดเท่าที่จะทำได้

ส่วนที่ ๓
สัญญาณพิเศษอันเด่นชัด

ข้อ ๕ การเลือกใช้

            ๑. ภายใต้บังคับของบทบัญญัติของข้อ ๖ ของข้อบังคับเหล่านี้สัญญาณที่ระบุไว้ในส่วนนี้สำหรับใช้โดย หน่วยและพาหนะทางการแพทย์เป็นการเฉพาะจะไม่นำมาใช้เพื่อความมุ่งประสงค์อื่น การใช้สัญญาณทั้งปวงที่อ้างถึง ในส่วนนี้สามารถเลือกใช้ได้

            ๒. อากาศยานทางการแพทย์ชั่วคราวที่ไม่สามารถประทับตราเครื่องหมายพิเศษอันเด่นชัดเนื่องจากไม่มีเวลาพอ หรือเนื่องจากลักษณะพิเศษของอากาศยานอาจใช้สัญญาณพิเศษอันเด่นชัดซึ่งได้กำหนดไว้ในส่วนนี้ อย่างไรก็ตาม วิธีการเพื่อทราบรูปพรรณและการรับรองอากาศยานทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือการใช้สัญญาณที่สามารถมองเห็น ได้แก่ การใช้เครื่องหมายพิเศษอันเด่นชัด หรือสัญญาณไฟที่ได้ระบุไว้ในข้อ ๖ หรือทั้งสองอย่าง เพิ่มเติมด้วยสัญญาณอื่น ที่อ้างถึงในข้อ ๗ และ ๘ ของข้อบังคับเหล่านี้

ข้อ ๖ สัญญาณไฟ

            ๑. สัญญาณไฟ ประกอบด้วยไฟกระพริบสีน้ำเงิน ถูกกำหนดให้ใช้สำหรับเครื่องบินทางการแพทย์ เพื่อส่งสัญญาณเอกลักษณ์ของตน อากาศยานประเภทอื่นใดไม่อาจใช้สัญญาณนี้ได้ สีน้ำเงินที่แนะนำได้มาจาก การใช้สามสีประสมกัน ดังนี้

            ขอบเขตของสีเขียว   Y = ๐.๐๖๕ + ๐.๘๐๕ X

            ขอบเขตของสีขาว     Y = ๐.๔๐๐ - X

            ขอบเขตของสีม่วง     X = ๐.๑๓๓ + ๐.๖๐๐ Y

            อัตราการกระพริบของไฟสีน้ำเงินที่แนะนำอยู่ระหว่างหกสิบและหนึ่งร้อยครั้งต่อนาที

            ๒. อากาศยานทางการแพทย์จะติดตั้งไฟเช่นว่านี้เท่าที่จำเป็นเพื่อให้มองเห็นสัญญาณไฟได้จากหลายทิศทาง เท่าที่จะทำได้

            ๓. ในกรณีที่ไม่มีความตกลงพิเศษระหว่างภาคีคู่พิพาทเพื่อสงวนการใช้ไฟกระพริบสีน้ำเงินเพื่อทราบรูปพรรณ ของยวดยานทางการแพทย์และเรือพยาบาลและเรือกู้ภัย การใช้สัญญาณเช่นว่าสำหรับพาหนะหรือเรืออื่น มิได้ถูกห้ามไว้

ข้อ ๗ สัญญาณวิทยุ

            ๑. สัญญาณวิทยุจะประกอบด้วยข่าวสารทางวิทยุโทรทัศน์ หรือวิทยุโทรเลข ซึ่งมีลำดับอยู่หลังสัญญาณพิเศษ อันเด่นชัดที่มีลำดับความสำคัญก่อน ซึ่งจะได้รับการกำหนดและได้รับความเห็นชอบโดยที่ประชุมบริหารวิทยุโทรเลข ของสหภาพการโทรคมนาคมระหว่างประเทศ สัญญาณพิเศษจะถูกส่งไปสามครั้งก่อนที่จะแจ้งนามเรียกขาน ของพาหนะทางการแพทย์นั้น ข่าวสารนี้จะถูกส่งไปเป็นภาษาอังกฤษโดยช่วงความถี่หรือหลายความถี่ที่เหมาะสม ที่ระบุไว้ตามวรรค ๓ การใช้สัญญาณที่มีลำดับความสำคัญก่อนจะจำกัดเฉพาะสำหรับหน่วยและพาหนะทางการแพทย์

            ๒. ข่าวสารทางวิทยุ ซึ่งมีลำดับอยู่หลังสัญญาณพิเศษอันเด่นชัดที่มีลำดับความสำคัญก่อนที่ระบุไว้ในวรรค ๑ จะนำส่งข้อมูลดังต่อไปนี้

                    (ก) นามเรียกขานของพาหนะทางการแพทย์

                    (ข) ตำแหน่งแห่งที่ของพาหนะทางการแพทย์

                    (ค) จำนวนและชนิดของพาหนะทางการแพทย์

                    (ง) เส้นทางที่เจตนาไว้

                    (จ) เวลาโดยประมาณในการเดินทาง และของกำหนดออกเดินทางและกำหนดถึงที่หมายที่เหมาะสม

                    (ฉ) ข้อสนเทศอื่นใด เช่น ระดับความสูงของการบิน ความถี่วิทยุที่รักษาไว้ ภาษา และรูปแบบของการเฝ้าตรวจ ด้วยเรดาร์ทุติยภูมิ และรหัสต่าง ๆ

            ๓. เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในการสื่อสารที่อ้างถึงในวรรค ๑ และ ๒ รวมทั้งการสื่อสารที่อ้างถึงในข้อ ๒๒, ๒๓, ๒๕, ๒๖, ๒๗, ๒๘, ๒๙, ๓๐ และ ๓๑ ของพิธีสาร อัครภาคีผู้ทำสัญญา ภาคีคู่พิพาท หรือภาคีหนึ่งของภาคีคู่พิพาท ที่กระทำตามความตกลงหรือตามลำพัง อาจกำหนดและเผยแพร่ความถี่แห่งชาติที่ได้เลือกสรรเพื่อนำไปใช้ สำหรับการสื่อสารเช่นว่าตามตารางการจัดสรรความถี่ในข้อบังคับทางวิทยุซึ่งเป็นภาคผนวกของอนุสัญญา โทรคมนาคมระหว่างประเทศ จะต้องแจ้งความถี่เหล่านี้ไปยังสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศตามวิธีดำเนินการ ที่จะได้รับความเห็นชอบโดยที่ประชุมบริหารวิทยุโลก

ข้อ ๘  การทราบรูปพรรณด้วยอิเล็กทรอนิกส์

            ๑. ระบบการเฝ้าตรวจด้วยเรดาร์ทุติยภูมิที่ระบุไว้ในภาคผนวก ๑๐ ของอนุสัญญาชิคาโกว่าด้วยการบินพลเรือน ระหว่างประเทศฉบับลงวันที่ ๗ ธันวาคม (ค.ศ. ๑๙๔๔) ซึ่งได้รับการแก้ไขในเวลาต่อ ๆ มา อาจนำมาใช้เพื่อทราบรูปพรรณ และเพื่อติดตามเส้นทางของอากาศยานทางการแพทย์ รูปแบบระบบอันดับรองของการเฝ้าตรวจด้วยเรดาร์ และรหัสที่จะสงวนไว้สำหรับอากาศยานทางการแพทย์ใช้เป็นการเฉพาะจะกำหนดโดยอัครภาคีผู้ทำสัญญาภาคีคู่พิพาท หรือภาคีหนึ่งของภาคีคู่พิพาทที่กระทำตามความตกลงหรือตามลำพัง ตามวิธีดำเนินการที่จะแนะนำโดย องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ

            ๒. โดยการทำความตกลงพิเศษระหว่างกัน ภาคีคู่พิพาทอาจจัดตั้งระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่คล้ายกันเพื่อทราบ รูปพรรณของยวดยานทางการแพทย์และเรือพยาบาล และเรือกู้ภัย

ส่วนที่ ๔
การสื่อสาร

ข้อ ๙ การสื่อสารทางวิทยุ

            สัญญาณที่มีลำดับความสำคัญก่อนที่บัญญัติไว้ในข้อ ๗ ของข้อบังคับเหล่านี้อาจมีลำดับก่อนการสื่อสารทางวิทยุ ที่ใช้โดยหน่วยและพาหนะทางการแพทย์ในการใช้วิธีดำเนินการที่ดำเนินไปตามข้อ ๒๒, ๒๓, ๒๕, ๒๖, ๒๗, ๒๘, ๒๙, ๓๐ และ ๓๑ ของพิธีสาร

ข้อ ๑๐ การใช้รหัสระหว่างประเทศ

            หน่วยและพาหนะทางการแพทย์อาจใช้รหัสและสัญญาณที่กำหนดโดยสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศและองค์การที่ปรึกษาทางทะเลระหว่างรัฐบาล รหัสและสัญญาณเหล่านี้ อาจใช้ตามมาตรฐาน แนวปฏิบัติและวิธีดำเนินการที่กำหนดไว้โดยองค์การเหล่านี้

ข้อ ๑๑ วิธีการอื่น ๆ ในการสื่อสาร

            เมื่อการสื่อสารทางวิทยุสองฝ่ายไม่อาจใช้ได้ อาจใช้สัญญาณที่บัญญัติไว้ในรหัสและสัญญาณระหว่างประเทศ ที่รับเอาโดยองค์การที่ปรึกษาทางทะเลระหว่างรัฐบาล หรือในภาคผนวกที่เหมาะสมในอนุสัญญาชิคาโกว่าด้วย การบินพลเรือนระหว่างประเทศ ฉบับลงวันที่ ๗ ธันวาคม ค.ศ. ๑๙๔๔ ซึ่งได้รับการแก้ไขในเวลาต่อ ๆ มา

ข้อ ๑๒ แผนการบิน

            ความตกลงและการแจ้งเกี่ยวกับแผนการบินที่บัญญัติไว้ในข้อ ๒๙ ของพิธีสารนี้จะต้องวางให้เป็นระเบียบเท่าที่ จะทำได้ตามวิธีดำเนินการที่กำหนดไว้โดยองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ

ข้อ ๑๓ สัญญาณและวิธีดำเนินการเพื่อการ

            สกัดกั้นอากาศยานทางการแพทย์ หากใช้อากาศยานสกัดกั้นเพื่อพิสูจน์เอกลักษณ์ของอากาศยานทางการแพทย์ ในระหว่างการบินหรือเพื่อขอให้อากาศยานร่อนลงตามข้อ ๓๐ และ ๓๑ ของพิธีสารนี้ การสกัดกั้นและอากาศยาน ทางการแพทย์ จะต้องใช้วิธีดำเนินการสกัดกั้นทางวิทยุและมาตรฐานการมองเห็น กำหนดไว้โดยภาคผนวก,,๒ ของอนุสัญญาชิคาโกว่าด้วยการบินพลเรือนฉบับลงวันที่ ๗ ธันวาคม ค.ศ. ๑๙๔๔ ที่ได้รับการแก้ไขในเวลาต่อ ๆ มา

. . .

  คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ ตามที่ปรากฏใน สภากาชาดไทย, พิธีสารเพิ่มเติมอนุสัญญาเจนีวา ลงวันที่ ๑๒ สิงหาคม ค.ศ. ๑๙๔๙ (บริษัท ๒๑ เซ็นจูรี่ จำกัด, ๒๕๔๒) ในการจัดพิมพ์ครั้งนี้ บรรณาธิการได้เปลี่ยนเลขอารบิคในคำแปลภาษาไทย เป็นเลขไทยทั้งหมด  อนึ่ง ประเทศไทยยังมิได้เป็นภาคีพิธีสารนี้  Back

คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ ตามที่ปรากฏใน สภากาชาดไทย, พิธีสารเพิ่มเติมอนุสัญญาเจนีวา ลงวันที่ ๑๒ สิงหาคม ค.ศ. ๑๙๔๙ (บริษัท ๒๑ เซ็นจูรี่ จำกัด, ๒๕๔๒) น. ๑๐๕-๑๑๘. ในการจัดพิมพ์ครั้งนี้ บรรณาธิการได้เปลี่ยนเลขอารบิคในคำแปล ภาษาไทย เป็นเลขไทยทั้งหมด อนึ่ง ภาคผนวกฉบับแก้ไขเพิ่มเติมมิได้ลงพิมพ์ในที่นี้ ผู้สนใจอาจดูใน  International Committee of the Red Cross, Protocols Additional to the Geneva Conventions of 12 August 1949, (revised edition, 1996). Back

Home สารบาญ Chapter 3 English Version