Home สารบาญ Chapter 3 English Version
อนุสัญญาเจนีวา
เกี่ยวกับการคุ้มครองบุคคลพลเรือนในเวลาสงคราม
ลงวันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๙๒

. . .

ภาค ๑
บททั่วไป
. . .

ข้อ ๔

            บุคคลที่ได้รับความคุ้มครองตามอนุสัญญานี้ ได้แก่บรรดาผู้ซึ่งขณะหนึ่งและในลักษณะอย่างใดก็ตาม ในกรณีพิพาท หรือยึดครอง ได้ตกอยู่ในอำนาจของภาคีคู่พิพาทฝ่ายหนึ่งหรือของประเทศที่ยึดครอง อันบุคคลเหล่านั้นมิใช่เป็นคนชาติ

            คนชาติของรัฐ ซึ่งไม่มีความผูกพันตามอนุสัญญาฉบับนี้ ย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองตามอนุสัญญาฉบับนี้ คนชาติของรัฐที่เป็นกลางซึ่งตกอยู่ในอาณาเขตของรัฐที่เป็นฝ่ายในสงครามและคนชาติของรัฐที่เป็นฝ่ายร่วมในสงคราม ไม่นับว่าเป็นบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองในขณะที่รัฐอันบุคคลดังกล่าวเป็นคนชาติมีผู้แทนทางทูตตามปกติอยู่ในรัฐซึ่ง บุคคลเหล่านั้นตกอยู่ในมือ

            แต่บทบัญญัติแห่งภาค ๒ นั้น ย่อมใช้บังคับได้กว้างกว่าดังที่ได้นิยามไว้ในข้อ ๑๓

            บรรดาบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองตามอนุสัญญาเจนีวา เพื่อให้ผู้บาดเจ็บและป่วยไข้ในสนามรบ มีสภาวะดีขึ้น ฉบับลงวันที่ ๑๒ สิงหาคม ค.ศ. ๑๙๔๙ หรือตามอนุสัญญาเจนีวาเพื่อให้ผู้สังกัดในกองทัพขณะอยู่ในทะเลซึ่งบาดเจ็บ ป่วยไข้และเรือต้องอับปาง มีสภาวะดีขึ้น ฉบับลงวันที่ ๑๒ สิงหาคม ค.ศ. ๑๙๔๙ หรือตามอนุสัญญาเจนีวา เกี่ยวกับ การปฏิบัติต่อเชลยศึก ฉบับลงวันที่ ๑๒ สิงหาคม ค.ศ. ๑๙๔๙ นั้น มิให้ถือว่าเป็นบุคคลที่ได้รับความคุ้มครอง ตามความหมายแห่งอนุสัญญาฉบับนี้

. . .

ภาค ๒
ความคุ้มครองโดยทั่วไปแก่ประชากร
ต่อผลแห่งสงครามบางประการ
. . .

ข้อ ๒๒

            อากาศยานที่ใช้เฉพาะในการขนย้ายบุคคลพลเรือนที่บาดเจ็บและป่วยไข้ ผู้ทุพพลภาพ และสตรีที่คลอดบุตร หรือในการขนส่งพนักงานแพทย์ และบริภัณฑ์ทางการแพทย์นั้นจะต้องไม่ถูกโจมตี แต่จะต้องได้รับความเคารพ ในขณะที่ทำการบินในระดับความสูง ในเวลาและตามสายการบินที่ได้ตกลงกันไว้โดยเฉพาะระหว่างภาคีคู่พิพาท ที่เกี่ยวข้องทั้งปวง

            อากาศยานเหล่านั้นอาจมีเครื่องหมายอันเด่นชัด แสดงไว้ตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๓๘ ของอนุสัญญาเจนีวา เพื่อ ผู้บาดเจ็บและป่วยไข้ในกองทัพในสนามรบมีสภาวะดีขึ้น ฉบับลงวันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๙๒

            เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ห้ามมิให้ทำการบินเหนืออาณาเขตของฝ่ายศัตรูหรือที่ฝ่ายศัตรูยึดครอง
อากาศยานเช่นว่านั้นจะต้องเชื่อฟังคำสั่งให้ร่อนลงสู่พื้นดิน เมื่อได้มีการร่อนลงตามคำสั่งดังกล่าวนี้ อากาศยานพร้อมด้วย ผู้ที่อยู่ในอากาศยานนั้น อาจทำการบินต่อไปได้หลังจากได้มีการตรวจสอบแล้ว หากมีการตรวจสอบเช่นว่านั้น

ข้อ ๒๓

            อัครภาคีผู้ทำสัญญาแต่ละฝ่ายจะต้องยอมให้บรรดาการส่งพัสดุทางการแพทย์และสำหรับโรงพยาบาล ตลอดจนวัตถุที่จำเป็นแก่พิธีกรรมทางศาสนาเพื่อใช้โดยเฉพาะสำหรับบุคคลพลเรือนของอัครภาคีผู้ทำสัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง ผ่านไปได้โดยเสรี แม้ว่าอัครภาคีอีกฝ่ายหนึ่งนี้จะเป็นปฏิปักษ์กับตนก็ตามกับทั้งจะต้องอนุญาตให้การส่งอาหารที่จำเป็น เครื่องนุ่งห่ม และยาบำรุงสำหรับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า ๑๕ ปี สตรีมีครรภ์และสตรีที่คลอดบุตร ผ่านไปได้โดยเสรีเช่นเดียวกัน
พันธกรณีของอัครภาคีผู้ทำสัญญาฝ่ายหนึ่งที่จะต้องยอมให้มีการส่งสิ่งของดังกล่าวในวรรคก่อนผ่านไปได้โดยเสรีนั้น ให้อยู่ในบังคับแห่งเงื่อนไขว่าอัครภาคีฝ่ายนี้ มีความพอใจว่าจะไม่มีเหตุผลอันร้ายแรงที่จะทำให้เกรงว่า

            (ก) สิ่งของที่ส่งนั้นอาจถูกบ่ายเบี่ยงไปจากจุดปลายทาง หรือ

            (ข) การควบคุมจะไม่ได้ผล หรือ

            (ค) ประโยชน์อันแน่นอนจะตกเป็นกำลังทางทหารหรือทางเศรษฐกิจของฝ่ายศัตรู โดยการสับเปลี่ยนการส่งสินค้า ดังกล่าวข้างต้น ซึ่งมิฉะนั้นฝ่ายศัตรูจะต้องเป็นผู้จัดส่งหรือต้องผลิต หรือโดยการปล่อยวัสดุ บริการ หรือความสะดวก เช่นว่านั้นซึ่งมิฉะนั้นฝ่ายศัตรูจะต้องเป็นผู้จัดหามาเพื่อทำการผลิตสินค้าเช่นว่านั้น ประเทศที่ยอมให้มีการส่งสิ่งของ ผ่านไปได้ ดังกล่าวในวรรคแรกของข้อนี้ อาจให้อนุญาตเช่นว่านั้นโดยมีเงื่อนไขว่า การแจกจ่ายแก่บุคคลที่จะได้รับประโยชน์ จากการนั้นจะต้องกระทำภายใต้ความควบคุม ณ ท้องที่โดยประเทศที่คุ้มครองก็ได้

            สิ่งของเช่นว่านั้นจะต้องจัดส่งไปโดยเร็วที่สุดที่จะเร็วได้ และ ประเทศที่อนุญาตให้ส่งผ่านโดยเสรีนั้น มีสิทธิที่จะกำหนดระเบียบการทางเทคนิค เพื่อใช้ในการอนุญาตให้ส่งผ่านก็ได้

. . .

ส่วนที่ ๒
สถานที่กักกัน

ข้อ ๘๓

           ประเทศที่กักคุมจะต้องไม่จัดตั้งสถานที่กักกันขึ้นในเขตที่อาจได้รับอันตรายจากสงครามโดยเฉพาะ

           ประเทศที่กักกันจะต้องให้ข้อความอันเป็นประโยชน์ทั้งปวงเกี่ยวกับสถานที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของสถานที่กักกัน แก่ประเทศที่เป็นศัตรูโดยผ่านทางประเทศที่คุ้มครอง

            หากไม่เป็นการขัดกับเหตุผลทางทหารแล้ว ค่ายกักกันจะต้องมีอักษร IC เป็นเครื่องหมาย โดยติดตั้งไว้ให้มองเห็น ได้อย่างชัดเจนจากทางอากาศในเวลากลางวัน อย่างไรก็ตาม ประเทศที่เกี่ยวข้องอาจตกลงกันใช้แบบเครื่องหมาย อย่างอื่นก็ได้ ห้ามมิให้ใช้เครื่องหมายอย่างเดียวกับที่กล่าวนี้สำหรับสถานที่อื่นนอกจากค่ายกักกัน

. . .

ข้อ ๘๘

            ในสถานที่กักกันทุกแห่งอันอาจถูกโจมตีทางอากาศ และอาจได้รับอันตรายอื่นเนื่องในการสงคราม จะต้องจัดให้มี ที่หลบภัยโดยจำนวนและลักษณะอันพอเพียงที่จะป้องกันได้เท่าที่จำเป็น ในกรณีที่มีสัญญาณภัยจะต้องปล่อยให้ผู้ถูกกักกัน เข้าไปในที่หลบภัยโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ เว้นแต่ผู้ซึ่งยังคงเหลืออยู่เพื่อป้องกันสถานที่ของตนให้พ้นจากอันตราย ดังกล่าวแล้วระเบียบการป้องกันใดซึ่งได้จัดให้มีขึ้นเพื่อสงเคราะห์ประชากรให้นำมาใช้แก่ผู้ถูกกักกันด้วย

            ในสถานที่กักกันจะต้องจัดการให้มีวิธีการป้องกันตามสมควรจากอันตรายเพลิงไหม้

. . .

ส่วนที่ ๘
ความสัมพันธ์กับภายนอก
. . .
ข้อ ๑๑๑

            ถ้าการปฏิบัติการทางทหารขัดขวางประเทศที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติตามพันธกรณีที่จะจัดให้มีการส่งถุงไปรษณีย์ และสิ่งของบรรเทาทุกข์ดังบัญญัติไว้ในข้อ ๑๐๖, ๑๐๗, ๑๐๘, และข้อ ๑๑๓ แล้ว ประเทศที่คุ้มครองที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ หรือองค์การอื่นใดที่ได้รับความเห็นชอบจากภาคีคู่พิพาท อาจจัดให้ทำการขนสิ่ง ของเช่นว่านี้โดยวิธีที่เหมาะสมก็ได้ (โดยรถไฟ ยวดยานเรือ หรืออากาศยาน ฯลฯ) เพื่อการนี้ อัครภาคีผู้ทำสัญญาจะต้อง พยายามจัดหาพาหนะสำหรับการขนส่งเช่นว่านี้ให้ และอนุญาตการจราจรโดยเฉพาะอย่างยิ่ง โดยการออกหนังสือคุ้มครอง อันจำเป็นให้

            การขนส่งเช่นว่านี้อาจใช้สำหรับขนสิ่งของดังต่อไปนี้ได้ด้วย คือ

            (ก) จดหมาย บัญชีรายชื่อ และรายงานที่โต้ตอบกันระหว่างสำนักตัวแทนสนเทศกลางดังกล่าวในข้อ ๑๔๐ และสำนักงานสนเทศแห่งชาติดังกล่าวในข้อ ๑๓๖

            (ข) จดหมายและรายงานเกี่ยวกับผู้ถูกกักกัน ซึ่งประเทศที่คุ้มครอง คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ หรือองค์การช่วยเหลือผู้ถูกกักกันอื่นใดอันเป็นการโต้ตอบกับผู้แทนของตน หรือกับภาคีคู่พิพาท

           บทบัญญัติดังกล่าวมานี้ไม่เป็นการจำกัดสิทธิของภาคีคู่พิพาทที่จะจัดหาวิธีการขนส่งอย่างอื่นตามที่ตนเห็นว่า ดีกว่าหรือยกเลิกวิธีการออกหนังสือคุ้มครองให้สำหรับวิธีการขนส่งดังกล่าวแล้ว ภายใต้เงื่อนไขที่จะได้เป็นที่ตกลง ซึ่งกันและกัน

            ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการใช้จ่ายวิธีการขนส่งเช่นว่านี้ ให้ภาคีคู่พิพาทซึ่งคนชาติของตนได้ประโยชน์จากการนั้น เป็นผู้เสียโดยถือเฉลี่ยตามส่วนแห่งความสำคัญแห่งสิ่งของที่ส่ง

. . .

ส่วนที่ ๑๐
การย้ายผู้ถูกกักกัน

ข้อ ๑๒๗

            การย้ายผู้ถูกกักกัน จะต้องกระทำอย่างมีมนุษยธรรมเสมอตามหลักทั่วไป ให้กระทำการย้ายโดยทางรถไฟ หรือพาหนะสำหรับขนส่งอย่างอื่น และอย่างน้อยที่สุดให้อยู่ในลักษณะเหมือนกับที่ขนส่งทหารของประเทศ ที่กักคุมในการย้ายสถานที่ ถ้าโดยกรณีพิเศษการย้ายเช่นว่านี้จะต้องเดินไป จะพึงกระทำได้ก็ต่อเมื่อผู้ถูกกักกัน มีสภาพอนามัยสมบูรณ์ดีและจะต้องไม่ให้เป็นการเหน็ดเหนื่อยมากเกินไป

            ในระหว่างทำการย้ายนั้น ประเทศที่กักคุมจะต้องจัดหาน้ำดื่ม และอาหารที่มีปริมาณ คุณภาพ และประเภท ให้เป็นที่พอเพียงแก่ผู้ถูกกักกันที่จะอยู่ในอนามัยที่ดีได้ กับทั้งเครื่องนุ่งห่มอันจำเป็นที่หลบภัยอันสมควร การรักษาพยาบาลเท่าที่จำเป็นอีกด้วย ประเทศที่กักคุมจะต้องใช้ความระมัดระวังตามสมควรที่จะจัดให้มีความปลอดภัย ระหว่างทำการย้าย และจะต้องทำบัญชีรายชื่อผู้ถูกกักกันที่ถูกย้ายทั้งปวงโดยครบถ้วนก่อนจะออกเดินทางไป

            ผู้ถูกกักกันที่ป่วยไข้ บาดเจ็บ หรือทุพพลภาพและสตรีที่คลอดบุตรจะต้องไม่ถูกย้าย  ถ้าการเดินทางอาจเป็น อันตรายแก่สุขภาพ เว้นแต่จะเป็นการจำเป็นเพื่อความปลอดภัยของบุคคลเหล่านั้น

            ถ้าแนวรบเคลื่อนเข้าใกล้สถานที่กักกัน ผู้ถูกกักกันในสถานที่ดังกล่าวนั้น จะต้องไม่ถูกย้าย นอกจากการย้ายจะกระทำ ได้ในสภาพปลอดภัยเพียงพอหรือถ้าคงอยู่ ณ ที่นั้นจะเป็นการเสี่ยงภัยมากยิ่งกว่าการย้ายไป

            เมื่อทำการวินิฉัยเกี่ยวกับการย้ายผู้ถูกกักกัน ประเทศที่กักคุมจะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้ถูกกักกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะไม่ทำอะไรให้เพิ่มความยุ่งยากให้แก่การส่งกลับไปสู่ประเทศเดิมหรือส่งกลับไปยังบ้านของ บุคคลเหล่านั้น

. . .

ข้อ ๑๒๘

            ในกรณีที่มีการย้าย ผู้ถูกกักกันจะต้องได้รับทราบการแจ้งเป็นทางการถึงการออกเดินทางและตำบลที่อยู่ทางไปรษณีย์ ใหม่ การแจ้งให้ทราบเช่นว่านี้นั้น จะต้องบอกล่วงหน้าให้มีเวลาพอที่จะรวบรวมเข้าของเดินทาง และแจ้งให้ญาติ ที่สนิททราบ

            ผู้ถูกกักกันต้องได้รับอนุญาตให้นำสิ่งของส่วนตัว จดหมายและหีบห่อ ซึ่งส่งมาให้ตนติดตัวไปด้วย น้ำหนักหีบห่อเดินทางเช่นว่านี้จะถูกจำกัดก็ได้ ถ้าเป็นการจำเป็นโดยพฤติการณ์แห่งการย้ายนั้น แต่จะต้องไม่น้อยกว่า คนละยี่สิบห้ากิโลกรัมไม่ว่าในกรณีใด

            จดหมายและหีบห่อ ซึ่งส่งไปยังสถานที่กักกันเดิมนั้นให้ส่งต่อไปให้ผู้ถูกกักกันโดยไม่ชักช้า

            ผู้บัญชาการสถานที่กักกัน จะต้องดำเนินการอันจำเป็นโดยทำความตกลงกับคณะกรรมการผู้ถูกกักกัน เพื่อจัดให้ทำการขนส่งทรัพย์สินส่วนรวมของ ผู้ถูกกักกันและสิ่งของซึ่งผู้ถูกกักกันไม่สามารถเอาติดตัวไปด้วย เพราะเหตุที่มีข้อจำกัดกำหนดขึ้นไว้ตามความในวรรคสอง

. . .


ราชกิจจานุเบกษา ล.๗๒ ต.๕๗ ฉ.พิเศษ, ๔ ส.ค. ๒๔๙๘  อนุสัญญานี้มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ ประเทศไทยได้แจ้งการภาคยานุวัติไปยังรัฐบาลสหพันธ์สวิส เมื่อวันที่ ๒๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๗ ซึ่งตามข้อ ๑๕๖ อนุสัญญาฉบับนี้จึงมีผลใช้บังคับสำหรับประเทศไทยตั้งแต่วันที่ ๒๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๙๘ เป็นต้นไป Back
Home สารบาญ Chapter 3 English Version