Home Content Addenda English Version

อนุสัญญาสหประชาชาติ
ว่าด้วยการต่อต้านการลักลอบค้า
ยาเสพติดและสารที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท
พ.ศ. ๒๕๓๑

. . .

ข้อ ๑
คำนิยาม

            เว้นแต่จะได้ระบุไว้อย่างชัดแจ้งเป็นอย่างอื่น หรือบริบททำให้ต้องใช้คำนิยามเป็นอย่างอื่น ให้ใช้คำนิยามต่อไปนี้ ตลอดอนุสัญญานี้

. . .

            (ง) "ผู้ขนส่งทางพาณิชย์" หมายถึง บุคคลใด,ๆ หรือหน่วยงานของรัฐ เอกชน หรือหน่วยงานอื่นใดที่ดำเนินการ ขนส่งบุคคล ของ หรือไปรษณียภัณฑ์ เพื่อค่าตอบแทน ค่าจ้าง หรือผลประโยชน์อื่นใด

. . .

            (ช) "การส่งมอบภายใต้การควบคุม" หมายถึง วิธีการปล่อยให้สินค้ายาเสพติด หรือ สารที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ที่ผิดกฎหมายหรือที่ต้องสงสัย สารในบัญชี ๑ และบัญชี ๒ ที่ผนวกต่ออนุสัญญานี้ หรือสารที่ใช้แทนสิ่งดังกล่าว ออกจาก ผ่าน หรือเข้าไปในอาณาเขตของประเทศหนึ่งหรือหลายประเทศ โดยการรับรู้และอยู่ในดูแลของเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ ด้วยวัตถุประสงค์ที่จะทราบถึงตัวบุคคลผู้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดที่ บัญญัติไว้ตามข้อ ๓ วรรค ๑ ของ อนุสัญญานี้

. . .

            (ธ) "รัฐผ่านแดน",หมายถึง,รัฐซึ่งอาณาเขตของตนถูกใช้ขนผ่านซึ่งยาเสพติดและวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท และสารในบัญชี ๑ และบัญชี ๒ ที่มิชอบด้วยกฎหมาย โดยรัฐดังกล่าว,ไม่ใช่แหล่งกำเนิดหรือปลายทางสุดท้ายของสิ่ง ดังกล่าว

ข้อ ๒
ขอบเขตของอนุสัญญา

            ๑. ความมุ่งประสงค์ของอนุสัญญานี้ คือ การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคี เพื่อว่าภาคีอาจจัดการอย่างมี ประสิทธิผลยิ่งขึ้นกับด้านต่าง ๆ ของการลักลอบค้ายาเสพติดและสารที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ซึ่งมีขอบข่าย ระหว่างประเทศ ในการปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญานี้ ภาคีจะต้องดำเนินมาตรการที่จำเป็น รวมถึงมาตรการด้านกฎหมายและการปกครอง โดยสอดคล้องกับบทพื้นฐานของระบบกฎหมายภายในของตน

            ๒. ภาคีจะต้องปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญานี้ในลักษณะที่สอดคล้องกับหลักความเสมอภาคทางอธิปไตย และบูรณภาพแห่งอาณาเขตของรัฐ และหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในของรัฐอื่น

            ๓. ในอาณาเขตของภาคีอื่น ภาคีจะต้องไม่ยอมให้มีการใช้เขตอำนาจและการดำเนินภารกิจซึ่งสงวนไว้โดยเฉพาะ สำหรับเจ้าพนักงานของภาคีอื่นนั้นโดยกฎหมายภายในของภาคีนั้น

ข้อ ๓
ความผิดและบทลงโทษ

            ๑. แต่ละภาคีจะต้องใช้มาตรการตามที่จำเป็น,เพื่อบัญญัติให้การกระทำดังต่อไปนี้ที่ได้กระทำโดยเจตนา เป็นความผิดอาญาตามกฎหมายภายในของตน

                    (ก) (๑) การทำขึ้น ผลิต สกัด ปรุง เสนอให้ เสนอขาย จำหน่าย ขาย ส่งมอบไม่ว่าจะตามเงื่อนไขใด เป็นนายหน้า จัดส่ง จัดส่งผ่านแดน ขนส่ง นำเข้าหรือส่งออก ซึ่งยาเสพติดหรือสารที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทใด ๆ อันขัดต่อบทบัญญัติ แห่งอนุสัญญา ค.ศ. ๑๙๖๑ อนุสัญญา ค.ศ. ๑๙๖๑ ตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม หรือ อนุสัญญา  ค.ศ. ๑๙๗๑

. . .

                         (๓) การครอบครองหรือซื้อยาเสพติดหรือสารที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ไม่ว่าชนิดใด โดยมีความมุ่งประสงค์ เพื่อกระทำการใด ๆ ตามที่ระบุไว้ใน (๑) ข้างต้น

                         (๔) การผลิต ขนส่ง หรือจำหน่ายอุปกรณ์ วัสดุ หรือสารตามที่ระบุไว้ในบัญชี ๑ และบัญชี ๒ โดยรู้ว่าจะมีการใช้สิ่ง เหล่านั้น ในการหรือเพื่อการเพาะปลูก การทำขึ้น หรือการผลิตยาเสพติดและสารที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทที่ผิดกฎหมาย

                    (ข) . . .

                            (๒) การปกปิดหรืออำพรางลักษณะอันแท้จริง แหล่งที่มา สถานที่ตั้ง การจำหน่าย การเคลื่อนย้าย สิทธิที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สิน หรือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน โดยรู้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวได้มาจากการกระทำความผิดเดียว หรือหลายความผิดที่บัญญัติไว้ตามอนุวรรค (ก) ของวรรคนี้ หรือที่ได้มาจากการมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดเดียว หรือหลายความผิดดังกล่าว

                    (ค) ภายใต้หลักการแห่งรัฐธรรมนูญและแนวคิดพื้นฐานของระบบกฎหมายของภาคีนั้น
 
                            (๑) การได้มา การครอบครอง หรือการใช้ทรัพย์สิน โดยในขณะที่รับทรัพย์สินนั้น รู้ว่าทรัพย์สินดังกล่าว ได้มาจากการกระทำความผิดเดียวหรือหลายความผิดที่บัญญัติไว้ตามอนุวรรค (ก) ของวรรคนี้ หรือได้มาจาก การมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดเดียวหรือหลายความผิดดังกล่าว

                            (๒) การครอบครองอุปกรณ์หรือวัสดุ หรือสารที่ระบุไว้ในบัญชี ๑ และบัญชี ๒ โดยรู้ว่ามีการใช้หรือจะมีการ ใช้สิ่งดังกล่าวในการหรือเพื่อการเพาะปลูก การทำขึ้น หรือการผลิตยาเสพติดหรือสารที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ที่ผิดกฎหมาย

                            (๓) การยุยงหรือชักจูงบุคคลอื่นโดยเปิดเผย,ไม่ว่าโดยวิธีการใด ๆ ให้กระทำความผิดที่บัญญัติไว้ตามข้อนี้ หรือให้บุคคลอื่นใช้ยาเสพติดหรือสารที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทโดยผิดกฎหมาย

                            (๔) การมีส่วนร่วม การมีส่วนเกี่ยวข้อง หรือการสมคบกันกระทำ พยายามกระทำและช่วยเหลือ ยุยงสนับสนุน ให้ความสะดวกและให้คำปรึกษาแนะนำในการกระทำความผิดใด ๆ ที่บัญญัติไว้ตามข้อนี้

            ๒. ภายใต้หลักการแห่งรัฐธรรมนูญ,และแนวคิดพื้นฐานของระบบกฎหมายภายในของภาคีนั้น แต่ละภาคี จะต้องรับเอามาตรการที่อาจจำเป็นเพื่อบัญญัติให้การครอบครอง ซื้อ หรือเพาะปลูกยาเสพติดหรือสารที่ออกฤทธิ์ ต่อจิตประสาท เพื่อเสพเป็นการส่วนตัวอันขัดต่อบทบัญญัติแห่ง อนุสัญญา ค.ศ. ๑๙๖๑ อนุสัญญา ค.ศ. ๑๙๖๑ ตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม หรืออนุสัญญา ค.ศ. ๑๙๗๑ เมื่อได้กระทำโดยเจตนา เป็นความผิดอาญาตามกฎหมายภายในของตน

            ๓. การรู้ข้อเท็จจริง เจตนา หรือความมุ่งประสงค์ที่เป็นองค์ประกอบของการกระทำความผิดที่ระบุไว้ในวรรค ๑ ของข้อนี้ อาจพิจารณาได้จากสถานการณ์ความเป็นจริง

. . .

ข้อ ๔
เขตอำนาจ

            ๑. แต่ละภาคี

                    (ก) จะต้องดำเนินมาตรการตามที่อาจจำเป็น,เพื่อสถาปนาเขตอำนาจของตนเหนือความผิดที่ตนได้บัญญัติไว้ตาม ข้อ ๓ วรรคหนึ่ง เมื่อ

                            (๑) ความผิดนั้นได้กระทำในอาณาเขตของตน

                            (๒) ความผิดนั้นได้กระทำบนเรือที่ชักธงของตน หรืออากาศยานที่จดทะเบียนภายใต้กฎหมายของตน ในขณะที่มีการกระทำความผิดดังกล่าว

                    (ข) อาจดำเนินมาตรการตามที่อาจจำเป็น,เพื่อสถาปนาเขตอำนาจของตนเหนือความผิดที่ตนได้บัญญัติไว้ตามข้อ ๓ วรรค ๑ เมื่อ

                            (๑) ความผิดนั้นกระทำโดยบุคคลหนึ่งที่เป็นคนชาติของตน หรือโดยบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่ปกติเป็น หลักแหล่งในอาณาเขตของตน

                            (๒) ความผิดนั้นกระทำบนเรือซึ่งภาคีได้รับมอบอำนาจให้ดำเนินการตามที่เหมาะสมตามข้อ ๑๗ โดยมีเงื่อนไขว่า การใช้เขตอำนาจดังกล่าวจะต้องอยู่บนพื้นฐานของความตกลงหรือข้อตกลงที่อ้างถึงในวรรค ๔ และวรรค ๙ ของข้อนั้นเท่านั้น

                            (๓) ความผิดนั้น,เป็นหนึ่งในบรรดาความผิดที่ได้บัญญัติไว้ตามข้อ ๓ วรรค ๑ อนุวรรค (ค)(๔) และเป็นความผิดที่กระทำนอกอาณาเขตของภาคี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการกระทำความผิดที่บัญญัติไว้ตามข้อ ๓ วรรค ๑ ในอาณาเขตของตน

            ๒. แต่ละภาคี

                    (ก) จะต้องดำเนินมาตรการตามที่อาจจำเป็น,เพื่อสถาปนาเขตอำนาจของตนเหนือการกระทำความผิดตาม ที่ตนได้บัญญัติไว้ตามข้อ ๓ วรรค ๑ เมื่อผู้ถูกกล่าวหาปรากฏตัวในอาณาเขตของตน และภาคีดังกล่าวมิได้ส่งตัวผู้นั้น ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนไปยังอีกภาคีหนึ่ง ด้วยมูลเหตุดังนี้

                            (๑) ความผิดนั้นได้กระทำในอาณาเขตของตน หรือบนเรือซึ่งชักธงของตน หรืออากาศยานที่ได้ จดทะเบียนภายใต้กฎหมายของตน ในขณะที่มีการกระทำความผิดดังกล่าว หรือ

                            (๒) ความผิดนั้นได้กระทำโดยบุคคลหนึ่งที่เป็นคนชาติของตน

                    (ข) อาจดำเนินมาตรการตามที่อาจจำเป็นเพื่อสถาปนาเขตอำนาจของตนเหนือความผิดที่ตนได้บัญญัติไว้ตามข้อ ๓ วรรค ๑ เมื่อผู้ถูกกล่าวหาปรากฏตัวในอาณาเขตของตน และภาคีดังกล่าวมิได้ส่งตัวผู้นั้นในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน ไปยังอีกภาคีหนึ่ง

            ๓. อนุสัญญานี้มิได้กีดกันการใช้เขตอำนาจทางอาญาใด ๆ ที่สถาปนาขึ้นโดยภาคีหนึ่ง,ตามกฎหมายภายในของตน

. . .

ข้อ ๑๕
ผู้ขนส่งทางพาณิชย์

            ๑. ภาคีจะต้องดำเนินมาตรการอันเหมาะสมเพื่อประกันว่าจะไม่ให้มีการใช้วิธีการขนส่งซึ่งดำเนินการโดย ผู้ขนส่งทางพาณิชย์ในการกระทำความผิดที่บัญญัติไว้ตามข้อ ๓ วรรค ๑ มาตรการดังกล่าวอาจรวมถึงข้อตกลงพิเศษกับ ผู้ขนส่งทางพาณิชย์

            ๒. ภาคีจะต้องกำหนดให้ผู้ขนส่งทางพาณิชย์ดำเนินมาตรการป้องกันที่เหมาะสมเพื่อป้องกันมิให้มีการใช้ อุปกรณ์ขนส่งของตนในการกระทำความผิดที่บัญญัติไว้ตามข้อ ๓ วรรค ๑  มาตรการป้องกันดังกล่าวอาจรวมถึง

                    (ก) ถ้าสถานที่หลักในการประกอบธุรกิจของผู้ขนส่งทางพาณิชย์อยู่ภายในอาณาเขตของภาคีนั้น

                            (๑) การฝึกอบรมบุคลากรให้รู้วิธีตรวจหาสินค้าหรือบุคคลที่น่าสงสัย

                            (๒) การส่งเสริมความซื่อสัตย์ของบุคลากร

                    (ข) ถ้าผู้ขนส่งทางพาณิชย์,กำลังดำเนินการอยู่ภายในอาณาเขตของภาคีนั้น

                            (๑) การยื่นบัญชีแสดงสินค้าล่วงหน้า เมื่อเป็นไปได้

                            (๒) การใช้ตราผนึกบนภาชนะบรรจุที่ป้องกันการปลอมแปลงแก้ไขและสามารถตรวจสอบได้เป็นรายกรณี

                            (๓) การรายงานสถานการณ์อันน่าสงสัยทั้งมวลที่อาจเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดดังกล่าว ไปยังหน่วยงานที่เหมาะสมในโอกาสแรก

            ๓. แต่ละภาคีจะต้องพยายามประกันว่า,ผู้ขนส่งทางพาณิชย์และเจ้าหน้าที่ที่เหมาะสมจะร่วมมือกัน ณ จุดเข้า-ออก และบริเวณควบคุมทางศุลกากรอื่น ๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการเข้าไปเกี่ยวข้องโดยมิได้รับอนุญาต กับการขนส่งและสินค้า และเพื่อบังคับมาตรการรักษาความปลอดภัยอันเหมาะสม

ข้อ ๑๖
เอกสารทางพาณิชย์และการปิดฉลากสินค้าส่งออก

            ๑. แต่ละภาคีจะต้องกำหนดให้การส่งออกยาเสพติดและสารที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทโดยชอบด้วยกฎหมาย มีเอกสารกำกับอย่างถูกต้อง นอกเหนือจากข้อกำหนดเกี่ยวกับเอกสารภายใต้ข้อ ๓๑ ของอนุสัญญา ค.ศ. ๑๙๖๑ ตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม และข้อ ๑๒ ของอนุสัญญา ค.ศ. ๑๙๗๑ เอกสารทางพาณิชย์ เช่น ใบแสดงราคา บัญชีสินค้า เอกสารทางศุลกากร เอกสารการขนส่งและการส่งของอื่น ๆ จะต้องรวมถึงชื่อยาเสพติด,และสารที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ที่จะส่งออก ดังที่แสดงไว้ใน,บัญชีท้ายอนุสัญญา ค.ศ. ๑๙๖๑  อนุสัญญา ค.ศ. ๑๙๖๑ ตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม และอนุสัญญา ค.ศ. ๑๙๗๑, ปริมาณที่จะส่งออก ตลอดจนชื่อและที่อยู่ของ ผู้ส่งออก ผู้นำเข้า และผู้รับสินค้า หากมี

            ๒. แต่ละภาคีจะต้องกำหนดว่าสินค้ายาเสพติดและสารที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทที่จะส่งออก จะต้องไม่ปิดฉลาก ผิดพลาด

. . .

ข้อ ๑๙
การใช้ไปรษณียภัณฑ์

            ๑. โดยสอดคล้องกับพันธกรณีของตนตามอนุสัญญาสหภาพไปรษณีย์สากล และตามหลักการพื้นฐาน ของระบบกฎหมายภายในของตน ภาคีต้องใช้มาตรการเพื่อปราบปรามการใช้ไปรษณียภัณฑ์ เพื่อการลักลอบค้า และจะต้องร่วมมือกันเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว

            ๒. มาตรการที่อ้างถึงในวรรค ๑ ของข้อนี้ จะต้องรวมถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง

                    (ก) การปฏิบัติการที่ประสานกันเพื่อป้องกันและปราบปรามการใช้ไปรษณียภัณฑ์เพื่อการลักลอบค้า

                    (ข) การเริ่มนำมาใช้และการธำรงไว้ซึ่งวิธีการสืบสวนและควบคุมที่กำหนดขึ้นเพื่อตรวจหาสินค้ายาเสพติด สารที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท และสารในบัญชี ๑ และบัญชี ๒ ในไปรษณียภัณฑ์ โดยบุคลากรผู้มีอำนาจบังคับกฎหมาย

                    (ค) มาตรการทางกฎหมายที่จะทำให้มีการใช้วิธีการอันเหมาะสมเพื่อให้ได้มาซึ่งหลักฐานที่จำเป็น สำหรับกระบวนการทางศาล

. . .
คำแปลอย่างไม่เป็นทางการBack
Home Content Addenda English Version