Home สารบาญ Chapter 4 English Version อนุสัญญาสหประชาชาติ
ว่าด้วยกฎหมายทะเล๑. . .
ภาค ๑
บทนำข้อ ๑
การใช้คำศัพท์และขอบเขต๑. เพื่อความมุ่งประสงค์ของอนุสัญญานี้
(๑) "บริเวณพื้นที่" หมายถึง พื้นดินท้องทะเลและพื้นมหาสมุทรและดินใต้ผิวดิน ที่อยู่พ้นขอบเขตของเขต อำนาจแห่งชาติ
(๒) "องค์กร" หมายถึง องค์กรพื้นดินท้องทะเลระหว่างประเทศ
(๓) "กิจกรรมในบริเวณพื้นที่" หมายถึง กิจกรรมทั้งปวงเกี่ยวกับการสำรวจ และการแสวงประโยชน์ จากทรัพยากรในบริเวณพื้นที่
(๔) "ภาวะมลพิษของสิ่งแวดล้อมทางทะเล" หมายถึง การที่มนุษย์ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมนำวัตถุ หรือพลังงานเข้าไปสู่สิ่งแวดล้อมทางทะเล รวมทั้งบริเวณปากแม่น้ำซึ่งก่อหรือน่าจะก่อผลเสีย เช่นอันตราย ต่อทรัพยากรมีชีวิตและสิ่งมีชีวิตทางทะเล ภัยต่อสุขภาพของมนุษย์ อุปสรรคต่อกิจกรรมต่าง ๆ ทางทะเล รวมทั้งการประมงและการใช้ประโยชน์จากทะเลโดยชอบอื่น ๆ การทำให้น้ำทะเลเสื่อมคุณภาพสำหรับการใช้ประโยชน์ และการทำให้ความน่าอภิรมย์ลดลง
(๕) (ก) "การทิ้งเท" หมายถึง
(๑) การทิ้งของเสียต่าง ๆ หรือสสารอื่นอย่างจงใจ จากเรือ อากาศยาน ฐานขุดเจาะ หรือสิ่งก่อสร้างอื่นที่มนุษย์สร้างขึ้นในทะเล
(๒) การทิ้งเรือ อากาศยาน ฐานขุดเจาะ หรือสิ่งก่อสร้างอื่นที่มนุษย์สร้างขึ้นในทะเลอย่างจงใจ
(ข) "การทิ้งเท" ไม่รวมถึง
(๑) การทิ้งของเสียหรือสสารอื่นที่สืบเนื่องหรือเกิดจากการปฏิบัติการโดยปกติของเรือ อากาศยาน ฐานขุดเจาะ หรือสิ่งก่อสร้างอื่นที่มนุษย์สร้างขึ้นในทะเล และอุปกรณ์ของสิ่งเหล่านั้น นอกจากของเสียหรือสสารอื่น ที่ขนโดยหรือส่งไปยังเรือ อากาศยาน ฐานขุดเจาะ หรือสิ่งก่อสร้างอื่นที่มนุษย์สร้างขึ้นในทะเล ซึ่งปฏิบัติงานเพื่อ ความมุ่งประสงค์ที่จะทิ้งสสารเช่นว่านั้น หรือเกิดจากการบำบัดของเสียเช่นว่านั้นหรือสสารอื่นบนเรือ อากาศยาน ฐานขุดเจาะ หรือสิ่งก่อสร้างเช่นว่านั้น
(๒) การจัดวางสสารเพื่อความมุ่งประสงค์อื่นนอกเหนือไปจากการทิ้งเท่านั้น ทั้งนี้การจัดวางเช่นว่านั้น จะต้องไม่ขัดกับความมุ่งหมายของอนุสัญญานี้
. . .
ภาค ๒
ทะเลอาณาเขต
และเขตต่อเนื่องตอนที่ ๑ บทบัญญัติทั่วไป
ข้อ ๒
สถานภาพทางกฎหมายของทะเลอาณาเขต
ของห้วงอากาศเหนือทะเลอาณาเขต
และของพื้นดินท้องทะเลกับดินใต้ผิวดินแห่งทะเลอาณาเขต๑. อธิปไตยของรัฐชายฝั่งขยายเลยอาณาเขตทางบกและน่านน้ำภายในของตน และในกรณีของรัฐหมู่เกาะ เลยน่านน้ำหมู่เกาะของตนไปจนถึงแนวทะเลที่ประชิดกัน ซึ่งเรียกว่าทะเลอาณาเขต
๒. อธิปไตยนี้ขยายไปถึงห้วงอากาศเหนือทะเลอาณาเขตตลอดจนพื้นดินท้องทะเลกับดินใต้ผิวดิน แห่งทะเลอาณาเขต
๓. ให้ใช้อธิปไตยเหนือทะเลอาณาเขตภายใต้บังคับแห่ง อนุสัญญานี้และหลักเกณฑ์อื่น ๆ ของกฎหมายระหว่างประเทศ
ตอนที่ ๒ ขอบเขตของ
ทะเลอาณาเขตข้อ ๓
ความกว้างของทะเลอาณาเขตรัฐทุกรัฐมีสิทธิกำหนดความกว้างของทะเลอาณาเขตของตนได้จนถึงขอบเขตหนึ่งซึ่งไม่เกิน ๑๒ ไมล์ทะเล โดยวัดจากเส้นฐานที่กำหนดขึ้นตามอนุสัญญานี้
. . .
ตอนที่ ๓ การผ่านโดยสุจริตในทะเลอาณาเขต
ส่วน ก หลักเกณฑ์ที่ใช้กับเรือทั้งปวง
ข้อ ๑๗
สิทธิการผ่านโดยสุจริตภายใต้บังคับแห่งอนุสัญญานี้ เรือของรัฐทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นรัฐชายฝั่งหรือรัฐไร้ชายฝั่งทะเลก็ตาม ย่อมอุปโภคสิทธิการผ่านโดยสุจริตในทะเลอาณาเขต
ข้อ ๑๘
ความหมายของการผ่าน๑. การผ่าน หมายถึง การเดินเรือในทะเลอาณาเขตเพื่อความมุ่งประสงค์ที่จะ
(ก) ผ่านทะเลอาณาเขตนั้นโดยไม่เข้าไปในน่านน้ำภายใน หรือแวะจอด ณ ที่ทอด หรือที่อำนวยความสะดวก ของท่าเรือภายนอกน่านน้ำภายใน หรือ
(ข) เดินทางไปสู่หรือออกมาจากน่านน้ำภายใน หรือแวะจอด ณ ที่ทอดหรือที่อำนวยความสะดวก ของท่าเรือเช่นว่านั้น
๒. การผ่านจะต้องดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว อย่างไรก็ดี การผ่านย่อมรวมถึงการหยุดและการทอดสมอ แต่เฉพาะเท่าที่การหยุดและการทอดสมอนั้น อาจเกิดมีขึ้นในการเดินเรือตามปกติ หรือจำเป็นต้องกระทำโดยเหตุสุดวิสัย หรือทุกขภัย หรือเพื่อความมุ่งประสงค์ในการให้ความช่วยเหลือแก่บุคคล เรือ หรืออากาศยานที่อยู่ในภยันตรายหรือทุกขภัย
ข้อ ๑๙
ความหมายของการผ่านโดยสุจริต๑. การผ่านจะสุจริตตราบเท่าที่ไม่เป็นการเสื่อมเสียต่อสันติภาพ ความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของรัฐชายฝั่ง การผ่านเช่นว่านั้นจะต้องกระทำโดยสอดคล้องกับอนุสัญญานี้ และหลักเกณฑ์อื่น ๆ ของกฎหมายระหว่างประเทศ
๒. การผ่านของเรือต่างชาติจะถือว่าเป็นการเสื่อมเสียต่อสันติภาพ ความสงบเรียบร้อย หรือความมั่นคงของรัฐชายฝั่ง ถ้าเรือต่างชาตินั้นกระทำการใด ๆ ดังต่อไปนี้ในทะเลอาณาเขต
(ก) การคุกคาม หรือการใช้กำลังต่ออธิปไตย บูรณ-ภาพแห่งดินแดน หรือเอกราชทางการเมืองของรัฐชายฝั่ง หรือโดยลักษณะอื่นใดที่เป็นการละเมิดหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่ปรากฏในกฎบัตรสหประชาชาติ
(ข) การฝึก หรือการซ้อมไม่ว่าด้วยอาวุธชนิดใด ๆ
(ค) การกระทำการที่มุ่งรวบรวมข้อสนเทศที่เป็นการเสื่อมเสียต่อการป้องกันหรือความมั่นคงของรัฐชายฝั่ง
(ง) การกระทำการโฆษณาชวนเชื่อที่มุ่งกระทบการป้องกันหรือความมั่นคงของรัฐชายฝั่ง
(จ) การส่งอากาศยานขึ้นสู่อากาศ การให้อากาศยานลงสู่พื้น หรือการนำอากาศยานขึ้นมาบนเรือ
(ฉ) การส่งอุปกรณ์ทางทหารขึ้นสู่อากาศ การให้กลอุปกรณ์ทางทหารลงสู่พื้น หรือการนำกลอุปกรณ์ ทางทหารขึ้นมาบนเรือ
(ช) การขนโภคภัณฑ์ เงินตรา หรือบุคคลลงเรือหรือขึ้นจากเรือที่เป็นการขัดต่อกฎหมายและข้อบังคับต่าง ๆ ทางศุลกากร การคลัง การเข้าเมือง หรือการสุขาภิบาลของรัฐชายฝั่ง
(ซ) การกระทำโดยเจตนาและก่อให้เกิดภาวะมลพิษอย่างร้ายแรง อันเป็นการขัดต่ออนุสัญญานี้
(ฌ) การทำกิจกรรมการประมง
(ญ) การดำเนินกิจกรรมวิจัยหรือสำรวจ
(ฎ) การกระทำที่มุ่งแทรกแซงระบบการสื่อสารหรือสิ่งอำนวยความสะดวกหรือสิ่งติดตั้งอื่นใดของรัฐชายฝั่ง
(ฏ) กิจกรรมอื่นใดซึ่งไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการผ่าน
. . .
ตอนที่ ๔ เขตต่อเนื่อง
ข้อ ๓๓
เขตต่อเนื่อง๑. ในเขตที่ต่อเนื่องกับทะเลอาณาเขตของตนซึ่งเรียกว่าเขตต่อเนื่อง รัฐชายฝั่งอาจดำเนินการควบคุมที่จำเป็น เพื่อ
(ก) ป้องกันการฝ่าฝืนกฎหมายและข้อบังคับเกี่ยวกับศุลกากร การคลัง การเข้าเมืองหรือการสุขาภิบาล ภายในอาณาเขตหรือทะเลอาณาเขตของตน
(ข) ลงโทษการฝ่าฝืนกฎหมายและข้อบังคับข้างต้นซึ่งได้กระทำภายในอาณาเขตหรือทะเลอาณาเขตของตน
๒. เขตต่อเนื่องมิอาจขยายเกินกว่า ๒๔ ไมล์ทะเลจากเส้นฐานซึ่งใช้วัดความกว้างของทะเลอาณาเขต
ภาค ๓
ช่องแคบที่ใช้สำหรับ
การเดินเรือระหว่างประเทศตอนที่ ๑ บทบัญญัติทั่วไป
ข้อ ๓๔
สถานภาพทางกฎหมายของน่านน้ำที่ประกอบเป็นช่องแคบซึ่งใช้สำหรับการเดินเรือระหว่างประเทศ๑. ระบอบการผ่านช่องแคบซึ่งใช้สำหรับการเดินเรือระหว่างประเทศตามที่กำหนดในภาคนี้จะต้องไม่กระทบ กระเทือนในด้านอื่นต่อสถานภาพทางกฎหมายของน่านน้ำ ซึ่งประกอบเป็นช่องแคบเช่นว่านั้น หรือต่อการที่รัฐที่อยู่ติดกับช่องแคบนั้นใช้อธิปไตยหรือเขตอำนาจเหนือน่านน้ำเช่นว่าและเหนือห้วงอากาศ พื้นดินท้องทะเลและดินใต้ผิวดินของน่านน้ำนั้น
๒. อธิปไตยหรือเขตอำนาจของรัฐที่อยู่ติดกับช่องแคบให้ใช้ภายใต้บังคับของภาคนี้และหลักเกณฑ์อื่นของ กฎหมายระหว่างประเทศ
ข้อ ๓๕
ขอบเขตของภาคนี้ไม่มีบทบัญญัติใดในภาคนี้กระทบกระเทือน(ก) บริเวณใด ๆ ของน่านน้ำภายในซึ่งอยู่ในช่องแคบ ยกเว้นในกรณีที่การกำหนดเส้นฐานตรงตามวิธีการ ที่ระบุไว้ในข้อ ๗ มีผลเป็นการปิดล้อมบริเวณซึ่งไม่เคยถือเป็นน่านน้ำภายในมาก่อนให้เป็นน่านน้ำภายใน
(ข) สถานภาพทางกฎหมายของน่านน้ำนอกทะเลอาณาเขตของรัฐที่อยู่ติดกับช่องแคบซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจ จำเพาะหรือทะเลหลวง หรือ
(ค) ระบอบกฎหมายในช่องแคบซึ่งอนุสัญญาระหว่างประเทศดั้งเดิมที่ใช้บังคับอยู่เกี่ยวกับช่องแคบเช่นว่านั้น โดยเฉพาะเจาะจง ได้วางระเบียบในการผ่านไว้แล้วทั้งหมดหรือบางส่วน
ข้อ ๓๖
เส้นทางในทะเลหลวงหรือ เส้นทางผ่านเขตเศรษฐกิจจำเพาะ ในช่องแคบ
ที่ใช้สำหรับการเดินเรือระหว่างประเทศภาคนี้ไม่ใช้บังคับกับช่องแคบที่ใช้สำหรับการเดินเรือระหว่างประเทศ หากมีเส้นทางผ่านทะเลหลวงหรือ ผ่านเขตเศรษฐกิจจำเพาะในช่องแคบนั้นที่ให้ความสะดวกในทำนองเดียวกัน ทั้งในด้านการเดินเรือและด้านอุทกศาสตร์ ในเส้นทางเช่นว่านั้น ให้ใช้บังคับโดยภาคอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกันของอนุสัญญานี้ รวมทั้งบทบัญญัติเกี่ยวกับเสรีภาพของ การเดินเรือและการบินผ่าน
ตอนที่ ๒ การเดินทางผ่าน
ข้อ ๓๗
ขอบเขตของตอนนี้ตอนนี้ใช้บังคับกับช่องแคบที่ใช้สำหรับการเดินเรือระหว่างประเทศระหว่างส่วนหนึ่งของทะเลหลวงหรือ เขตเศรษฐกิจจำเพาะกับอีกส่วนหนึ่งของทะเลหลวงหรือเขตเศรษฐกิจจำเพาะ
ข้อ ๓๘
สิทธิการเดินทางผ่าน๑. ภายในช่องแคบที่อ้างถึงในข้อ ๓๗ เรือและอากาศยานทั้งปวงย่อมอุปโภคสิทธิการเดินทางผ่านโดยปราศ จากการถูกกีดขวาง เว้นแต่ว่า ถ้าช่องแคบนั้นประกอบขึ้นด้วยเกาะของรัฐที่อยู่ติดกับช่องแคบและผืนแผ่นดินใหญ่ของรัฐนั้น การเดินทางผ่านจะไม่ใช้บังคับ หากทางด้านทะเลของเกาะมีเส้นทางผ่านทะเลหลวงหรือผ่านเขตเศรษฐกิจจำเพาะ ที่ให้ความสะดวกในทำนองเดียวกัน ทั้งในด้านการเดินเรือและด้านอุทกศาสตร์
๒. การเดินทางผ่านหมายถึง การใช้เสรีภาพในการเดินเรือและการบินผ่านตามภาคนี้ เพียงเพื่อความมุ่งประสงค์ ที่จะผ่านช่องแคบอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วระหว่างส่วนหนึ่งของทะเลหลวงหรือเขตเศรษฐกิจจำเพาะกับอีกส่วนหนึ่ง ของทะเลหลวงหรือเขตเศรษฐกิจจำเพาะ อย่างไรก็ตาม ข้อกำหนดเกี่ยวกับการผ่านอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว มิได้ห้ามการผ่านช่องแคบเพื่อความมุ่งประสงค์ในการเข้า การออกหรือการกลับจากรัฐที่อยู่ติดกับช่องแคบนั้น ทั้งนี้ภายใต้เงื่อนไขของการเข้าไปในรัฐนั้น
๓. กิจกรรมซึ่งมิใช่เป็นการใช้สิทธิการเดินทางผ่านในช่องแคบยังคงอยู่ภายใต้บทบัญญัติอื่นที่ใช้บังคับของ อนุสัญญานี้
ข้อ ๓๙
หน้าที่ของเรือและอากาศยานระหว่างการเดินทางผ่าน๑. ในขณะใช้สิทธิการเดินทางผ่าน เรือและอากาศยานจะต้อง
(ก) เดินทางผ่านหรือเหนือช่องแคบโดยมิชักช้า
(ข) ละเว้นจากการคุกคาม หรือการใช้กำลังต่ออธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดนหรือเอกราชทางการเมือง ของรัฐที่อยู่ติดกับช่องแคบ หรือในลักษณะอื่นใดอันเป็นการละเมิดหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่ปรากฏ ในกฎบัตรสหประชาชาติ
(ค) ละเว้นจากกิจกรรมใดนอกเหนือไปจากที่อาจเกิดมีขึ้นกับขนบปกติของการผ่านอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว เว้นแต่จำเป็นต้องกระทำโดยเหตุสุดวิสัยหรือทุกขภัย
(ง) ปฏิบัติตามบทบัญญัติอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องของภาคนี้
๒. เรือที่อยู่ในระหว่างการเดินทางผ่านจะต้อง
(ก) ปฏิบัติตามข้อบังคับ วิธีดำเนินการและทางปฏิบัติระหว่างประเทศที่ยอมรับกันโดยทั่วไป เกี่ยวกับความปลอดภัยในทะเล รวมทั้งข้อบังคับระหว่างประเทศว่าด้วยการป้องกันเรือโดนกันในทะเล
(ข) ปฏิบัติตามข้อบังคับ วิธีดำเนินการและทางปฏิบัติระหว่างประเทศที่ยอมรับกันโดยทั่วไปเกี่ยวกับการป้องกัน การลด และการควบคุมภาวะมลพิษจากเรือ
๓. อากาศยานที่อยู่ระหว่างการเดินทางผ่านจะต้อง
(ก) เคารพหลักเกณฑ์ในการเดินอากาศที่กำหนดขึ้นโดยองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ตามที่ใช้บังคับกับอากาศยานพลเรือน อากาศยานของรัฐจะปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยเช่นว่านั้นเป็นปกติ และจะปฏิบัติการโดยคำนึงตลอดเวลาถึงความปลอดภัยในการเดินอากาศ
(ข) ติดตามรับฟังตลอดเวลาซึ่งคลื่นความถี่วิทยุที่กำหนดโดยเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจในการควบคุมการจราจร ทางอากาศที่ได้รับการแต่งตั้งระหว่างประเทศหรือคลื่นความถี่วิทยุสากลที่เหมาะสมซึ่งใช้กรณีทุกขภัย
. . .
ข้อ ๔๒
กฎหมายและข้อบังคับของรัฐที่อยู่ติดกับช่องแคบเกี่ยวกับการเดินทางผ่าน๑. ภายใต้บังคับของบทบัญญัติแห่งตอนนี้ รัฐที่อยู่ติดกับช่องแคบอาจออกกฎหมายและข้อบังคับเกี่ยวกับการเดินทาง ผ่านช่องแคบ ที่เกี่ยวกับเรื่องต่อไปนี้ทั้งหมด หรือบางส่วน
(ก) ความปลอดภัยในการเดินเรือ และข้อบังคับในการจราจรทางทะเลตามที่บัญญัติไว้ในข้อ ๔๑
(ข) การป้องกัน การลด และการควบคุมมลพิษ โดยเป็นการปฏิบัติตามข้อบังคับระหว่างประเทศที่ใช้บังคับ เกี่ยวกับการปล่อยทิ้งน้ำมัน ขยะน้ำมันและสารพิษอื่น ในช่องแคบ
(ค) ในส่วนที่เกี่ยวกับเรือประมง การป้องกันการประมง รวมทั้งการเก็บอุปกรณ์การประมง
(ง) การขนโภคภัณฑ์ เงินตรา หรือบุคคลลงเรือ หรือขึ้นจากเรือ ที่ขัดต่อกฎหมาย และข้อบังคับของรัฐที่อยู่ติดกับ ช่องแคบเกี่ยวกับศุลกากร การคลัง การเข้าเมือง หรือการสุขาภิบาล
๒. กฎหมายและข้อบังคับเช่นว่าจะต้องไม่เลือกประติบัติไม่ว่าโดยนิตินัยหรือโดยพฤตินัยในระหว่างเรือต่างชาติ หรือในการใช้กฎหมายและข้อบังคับเช่นว่านั้นจะต้องไม่มีผลในทางปฏิบัติเป็นการปฏิเสธ ขัดขวาง หรือทำให้เสียสิทธิ การเดินทางผ่านตามที่นิยามไว้ในตอนนี้
๓. รัฐที่อยู่ติดกับช่องแคบจะต้องประกาศกฎหมายและข้อบังคับเช่นว่าทั้งปวงให้ทราบตามควร
๔. เรือต่างชาติที่กำลังใช้สิทธิการเดินทางผ่านจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับ เช่นว่านั้น
๕. รัฐเจ้าของธงของเรือ หรือรัฐที่จดทะเบียนอากาศยาน ซึ่งมีความคุ้มกันอธิปไตยที่กระทำการในลักษณะที่ขัด ต่อกฎหมายและข้อบังคับเช่นว่าหรือบทบัญญัติอื่นของภาคนี้จะต้องมีความรับผิดชอบระหว่างประเทศต่อความสูญเสีย หรือเสียหายใด ๆ ที่เกิดขึ้นต่อรัฐที่อยู่ติดกับช่องแคบนั้น
. . .
ข้อ ๔๔
หน้าที่ของรัฐที่อยู่ติดกับช่องแคบรัฐที่อยู่ติดกับช่องแคบจะต้องไม่ขัดขวางการเดินทางผ่าน และจะประกาศให้ทราบตามความเหมาะสม ถึงอันตรายต่อการเดินเรือหรือการบินผ่านภายในหรือเหนือช่องแคบที่ตนทราบ การระงับการเดินทางผ่านจะกระทำมิได้
ตอนที่ ๓ การผ่านโดยสุจริต
ข้อ ๔๕
การผ่านโดยสุจริต๑. ให้ใช้ระบอบการผ่านโดยสุจริต ตามภาค ๒ ตอนที่ ๓ กับช่องแคบที่ใช้สำหรับการเดินเรือระหว่างประเทศ
(ก) ซึ่งไม่อยู่ภายใต้การใช้ระบอบการเดินทางผ่านตามข้อ ๓๘ วรรค ๑ หรือ
(ข) ระหว่างส่วนหนึ่งของทะเลหลวงหรือเขตเศรษฐกิจจำเพาะกับทะเลอาณาเขตของรัฐต่างชาติ
๒. การระงับการผ่านโดยสุจริตในการผ่านช่องแคบเช่นว่านั้นจะกระทำมิได้
ภาค ๔
รัฐหมู่เกาะข้อ ๔๖
การใช้คำศัพท์เพื่อความมุ่งประสงค์ของอนุสัญญานี้
(ก) "รัฐหมู่เกาะ" หมายถึง รัฐซึ่งประกอบทั้งหมดด้วยหมู่เกาะหนึ่งหรือมากกว่าและอาจรวมถึงเกาะอื่น ๆ ด้วย
(ข) "หมู่เกาะ" หมายถึง กลุ่มของเกาะ รวมทั้งส่วนต่าง ๆ ของเกาะ น่านน้ำที่เชื่อมติดต่อระหว่างกันและลักษณะ ทางธรรมชาติอื่น ซึ่งเกี่ยวพันกันอย่างใกล้ชิดจนกระทั่งเกาะ น่านน้ำ และลักษณะทางธรรมชาติอื่นเช่นว่านั้น ประกอบกันขึ้นเป็นองคภาวะทางภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจและการเมืองอันหนึ่งอันเดียวกัน หรือซึ่งตามประวัติศาสตร์ ถือกันว่าเป็นเช่นนั้น
. . .
ข้อ ๔๙
สถานภาพทางกฎหมายของน่านน้ำหมู่เกาะ
ห้วงอากาศเหนือน่านน้ำหมู่เกาะ และ
พื้นดินท้องทะเลและดินใต้ผิวดินของน่านน้ำนั้น๑. อธิปไตยของรัฐหมู่เกาะขยายไปถึงน่านน้ำซึ่งถูกปิดล้อมโดยเส้นฐานหมู่เกาะที่ลากขึ้นตามข้อ ๔๗ อันเรียกว่าน่านน้ำหมู่เกาะ โดยไม่คำนึงถึงความลึกหรือระยะห่างจากชายฝั่งของน่านน้ำนั้น
๒. อธิปไตยนี้ขยายไปถึงห้วงอากาศเหนือบริเวณน่านน้ำหมู่เกาะ รวมทั้งพื้นดินท้องทะเลและดินใต้ผิวดิน และทรัพยากรที่มีอยู่ในนั้นด้วย
๓. อธิปไตยนี้ให้ใช้ภายใต้บังคับของภาคนี้
๔. ระบอบการผ่านช่องทางทะเลน่านน้ำหมู่เกาะที่ก่อตั้งขึ้นในภาคนี้จะไม่กระทบกระเทือนสถานภาพ ของน่านน้ำหมู่เกาะในกรณีอื่น ๆ รวมทั้งช่องทางทะเล หรือการใช้อธิปไตยของรัฐหมู่เกาะเหนือน่านน้ำเช่นว่า และห้วงอากาศ พื้นดินท้องทะเล กับดินใต้ผิวดินของน่านน้ำ และทรัพยากรที่มีอยู่ในนั้น
. . .
ข้อ ๕๒
สิทธิการผ่านโดยสุจริต๑. ภายใต้บังคับแห่งข้อ ๕๓ และโดยไม่เป็นการเสื่อมเสียต่อข้อ ๕๐ เรือของรัฐทั้งปวงย่อมอุปโภคสิทธิการผ่าน โดยสุจริต ในน่านน้ำหมู่เกาะตามภาค ๒ ตอนที่ ๓
๒. โดยไม่เป็นการเลือกประติบัติโดยนิตินัยหรือโดยพฤตินัยระหว่างเรือต่างชาติด้วยกัน รัฐหมู่เกาะอาจระงับ การผ่านโดยสุจริตของเรือต่างชาติในบริเวณที่ระบุไว้ในน่านน้ำหมู่เกาะของตนไว้ชั่วคราว หากการระงับเช่นว่านั้น จำเป็นเพื่อการคุ้มครองความมั่นคงของตน ให้การระงับเช่นว่านั้นมีผลต่อเมื่อได้ประกาศให้ทราบตามควรแล้วเท่านั้น
ข้อ ๕๓
สิทธิการผ่านช่องทางทะเลหมู่เกาะ๑. รัฐหมู่เกาะอาจกำหนดช่องทางทะเลและเส้นทางบินเหนือช่องทางทะเลดังกล่าวที่เหมาะสมสำหรับ การผ่านอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วของเรือและอากาศยานต่างชาติซึ่งแล่นหรือบินผ่านน่านน้ำหมู่เกาะของตน และทะเลอาณาเขตที่ประชิดติดต่อกัน
๒. เรือและอากาศยานทั้งปวงย่อมอุปโภคสิทธิการผ่านทางทะเลหมู่เกาะในช่องทางทะเลและเส้นทางบินดังกล่าว
๓. การผ่านช่องทางทะเลหมู่เกาะ หมายถึง การใช้สิทธิตามอนุสัญญานี้ในการเดินเรือและการบินผ่านตามขนบปกติ โดยมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อการผ่านอย่างต่อเนื่อง รวดเร็ว และไม่ถูกกีดขวางระหว่างส่วนหนึ่งของทะเลหลวงหรือ เขตเศรษฐกิจจำเพาะกับอีกส่วนหนึ่งของทะเลหลวงหรือเขตเศรษฐกิจจำเพาะ
๔. ช่องทางทะเลและเส้นทางบินดังกล่าวจะต้องตัดผ่านน่านน้ำหมู่เกาะและทะเลอาณาเขตที่ประชิดติดกัน และจะต้องรวมถึงเส้นทางผ่านตามปกติทั้งปวงที่ใช้เป็นเส้นทางในการเดินเรือหรือการบินระหว่างประเทศผ่านหรือ เหนือน่านน้ำหมู่เกาะและภายในเส้นทางดังกล่าว ในส่วนที่เกี่ยวกับเรือจะต้องรวมถึงร่องน้ำในการเดินเรือตามปกติทั้งปวง ทั้งนี้ ไม่จำเป็นต้องมีเส้นทางที่มีความสะดวกทำนองเดียวกันระหว่างจุดเข้าและจุดออกเดียวกันหลายเส้นทาง
๕. ช่องทางทะเลและเส้นทางบินดังกล่าวจะถูกกำหนดโดยเส้นแกนต่อเนื่องที่เป็นอนุกรมจากจุดเข้าของเส้นทาง ผ่านไปยังจุดออกเรือและอากาศยานในการผ่านช่องทางทะเลหมู่เกาะจะต้องไม่หักเหเส้นทางออกไปยังด้านใดด้านหนึ่ง ของเส้นแกน เช่นว่าเกินกว่า ๒๕ ไมล์ทะเลในระหว่างการผ่าน โดยมีเงื่อนไขว่า เรือและอากาศยานเช่นว่า จะต้องไม่เข้าไปใกล้ฝั่งเป็นระยะทางเกินกว่าร้อยละ ๑๐ ของระยะทางระหว่างจุดที่ใกล้ที่สุดบนเกาะที่อยู่ติดกับช่องทางทะเล
๖. รัฐหมู่เกาะซึ่งกำหนดช่องทางทะเลภายใต้ข้อนี้ อาจจัดแผนแบ่งแนวจราจรสำหรับการผ่านโดยปลอดภัย ของเรือซึ่งผ่านช่องที่แคบในช่องทางทะเลเช่นว่าด้วยก็ได้
๗. เมื่อสภาวการณ์บังคับ หลังจากที่ได้มีการประกาศให้ทราบตามควรแล้ว รัฐหมู่เกาะอาจให้ใช้ช่องทางทะเล หรือแผนแบ่งแนวจราจรอื่น ๆ แทนช่องทางทะเลหรือแผนแบ่งแนวจราจรที่ตนได้กำหนดหรือจัดไว้ก่อนหน้านั้นได้
๘. ช่องทางทะเลและแผนแบ่งแนวจราจรเช่นว่าจะต้อง สอดคล้องกับข้อบังคับระหว่างประเทศ ซึ่งยอมรับกันโดยทั่วไป
๙. ในการกำหนดหรือให้ใช้ช่องทางทะเลอื่นแทน หรือในการจัดหรือให้ใช้แผนแบ่งแนวจราจรอื่นแทน รัฐหมู่เกาะจะต้องยื่นข้อเสนอต่อองค์การระหว่างประเทศที่มีอำนาจเพื่อให้การยอมรับ องค์การดังกล่าวจะยอมรับเฉพาะ แต่ช่องทางทะเลและแผนแบ่งแนวจราจรตามที่จะตกลงกับรัฐหมู่เกาะนั้น หลังจากนั้นรัฐหมู่เกาะจึงสามารถกำหนด จัด หรือให้ใช้ช่องทางทะเลและแผนแบ่งแนวจราจรแทนได้
๑๐. รัฐหมู่เกาะจะต้องแสดงแกนของช่องทางทะเลและแผนแบ่งแนวจราจรทั้งปวงที่ตนได้กำหนด หรือจัดไว้ให้ชัดแจ้งบนแผนที่ซึ่งจะต้องประกาศให้ทราบตามควร
๑๑. เรือที่อยู่ในระหว่างการผ่านช่องทางทะเลหมู่เกาะจะต้องเคารพช่องทางทะเล และแผนแบ่งแนวจราจร ที่ใช้บังคับซึ่งกำหนดขึ้นตามข้อนี้
๑๒. ถ้ารัฐหมู่เกาะมิได้กำหนดช่องทางทะเลหรือเส้นทางบินไว้อาจใช้สิทธิการผ่านช่องทางทะเลหมู่เกาะ ผ่านเส้นทางซึ่งใช้กันเป็นปกติสำหรับการเดินเรือระหว่างประเทศได้
ข้อ ๕๔
หน้าที่ของเรือและอากาศยานระหว่าง การผ่าน กิจกรรมวิจัยและสำรวจ
หน้าที่ของรัฐหมู่เกาะ และ กฎหมายกับข้อบังคับของรัฐหมู่เกาะ
เกี่ยวกับการผ่านช่องทางทะเลหมู่เกาะข้อ ๓๙, ๔๐, ๔๒ และ ๔๔ ใช้บังคับโดยอนุโลมกับการผ่านช่องทางทะเลหมู่เกาะ
ภาค ๕
เขตเศรษฐกิจจำเพาะข้อ ๕๕
ระบอบกฎหมายเฉพาะของเขตเศรษฐกิจจำเพาะเขตเศรษฐกิจจำเพาะคือบริเวณที่อยู่เลยไปจากและประชิดกับทะเลอาณาเขต อันอยู่ภายใต้บังคับแห่งระบอบ กฎหมายเฉพาะที่กำหนดไว้ในภาคนี้ซึ่งตามระบอบกฎหมายเฉพาะดังกล่าวนั้น สิทธิและเขตอำนาจของรัฐชายฝั่ง และสิทธิและเสรีภาพของรัฐอื่นถูกกำหนดโดยบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องของอนุสัญญานี้
ข้อ ๕๖
สิทธิ เขตอำนาจและหน้าที่ของ รัฐชายฝั่งในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ๑. ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ รัฐชายฝั่งมี
(ก) สิทธิอธิปไตยเพื่อความมุ่งประสงค์ในการสำรวจและการแสวงประโยชน์ การอนุรักษ์และการจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิตในน้ำเหนือพื้นดินท้องทะเล และในพื้นดินท้องทะเลกับดินใต้ผิวดิน ของพื้นดินท้องทะเลนั้น และมีสิทธิอธิปไตยในส่วนที่เกี่ยวกับกิจกรรมอื่น ๆ เพื่อการแสวงประโยชน์และการสำรวจ ทางเศรษฐกิจในเขต อาทิเช่น การผลิตพลังงานจากน้ำ กระแสน้ำและลม
(ข) เขตอำนาจตามที่บัญญัติไว้ในบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องของอนุสัญญานี้เกี่ยวกับ
(๑) การสร้างและการใช้เกาะเทียม สิ่งติดตั้ง และสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ
(๒) การวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเล
(๓) การคุ้มครองและการรักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเล
(ค) สิทธิและหน้าที่อื่น ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในอนุสัญญานี้
๒. ในการใช้สิทธิและการปฏิบัติหน้าที่ของตนภายใต้อนุสัญญานี้ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ รัฐชายฝั่งจะต้องคำนึง ตามควรถึงสิทธิและหน้าที่ของรัฐอื่น ๆ และจะต้องปฏิบัติการในลักษณะที่สอดคล้องกับบทบัญญัติของอนุสัญญานี้
๓. ให้ใช้สิทธิที่ระบุไว้ในข้อนี้เกี่ยวกับพื้นดินท้องทะเลและดินใต้ผิวดินตามภาค ๖
ข้อ ๕๗
ความกว้างของเขตเศรษฐกิจจำเพาะเขตเศรษฐกิจจำเพาะจะต้องไม่ขยายออกไปเลย ๒๐๐ ไมล์ทะเลจากเส้นฐานซึ่งใช้วัดความกว้างของทะเลอาณาเขต
ข้อ ๕๘
สิทธิและหน้าที่ของรัฐอื่นในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ๑. ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องของอนุสัญญานี้ ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ รัฐทั้งปวงทั้งที่เป็นรัฐชายฝั่ง หรือรัฐไร้ชายฝั่งทะเลย่อมอุปโภคเสรีภาพตามที่อ้างถึงในข้อ ๘๗ ในการเดินเรือและการบินผ่าน รวมทั้งการวางสายเคเบิล และท่อใต้ทะเล และการใช้ทะเลในทางอื่นที่ชอบด้วยกฎหมายระหว่างประเทศเกี่ยวกับเสรีภาพเหล่านี้ อาทิเช่น ที่เกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติการของเรือ อากาศยาน และสายเคเบิลกับท่อใต้ทะเลและสอดคล้องกับบทบัญญัติอื่น แห่งอนุสัญญานี้
๒. ให้ข้อ ๘๘ ถึงข้อ ๑๑๕ และหลักเกณฑ์อื่นของกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องโดยตรงใช้บังคับกับ เขตเศรษฐกิจจำเพาะ ตราบเท่าที่ไม่ขัดกับภาคนี้
๓. ในการใช้สิทธิและการปฏิบัติหน้าที่ของตนภายใต้อนุสัญญานี้ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ รัฐอื่น ๆ จะต้องคำนึงตามควรถึงสิทธิและหน้าที่ของรัฐชายฝั่งและจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับต่าง ๆ ที่ออกโดยรัฐชายฝั่งตามบทบัญญัติของอนุสัญญานี้และหลักเกณฑ์อื่นของกฎหมายระหว่างประเทศตราบเท่าที่ไม่ขัดกับภาคนี้
ข้อ ๕๙
มูลฐานสำหรับการระงับข้อขัดแย้งเกี่ยวกับ
การกำหนดสิทธิและเขตอำนาจในเขตเศรษฐกิจจำเพาะในกรณีที่อนุสัญญานี้ไม่ได้กำหนดสิทธิหรือเขตอำนาจให้แก่รัฐชายฝั่งหรือรัฐอื่นในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ และเกิดข้อขัดแย้งขึ้นระหว่างผลประโยชน์ของรัฐชายฝั่งกับอีกรัฐหนึ่งหรือหลายรัฐ พึงระงับข้อขัดแย้งบนมูลฐาน แห่งความเที่ยงธรรมและโดยพิจารณาถึงสภาวการณ์ที่เกี่ยวข้องทั้งปวง ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงความสำคัญตามลำดับของ ผลประโยชน์ ที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายต่าง ๆ รวมทั้งประชาคมระหว่างประเทศโดยส่วนรวม
ข้อ ๖๐
เกาะเทียม สิ่งติดตั้ง และสิ่งก่อสร้าง ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ๑. ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ รัฐชายฝั่งจะมีสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะก่อสร้างตลอดจนอนุญาตและวางระเบียบการก่อสร้าง การปฏิบัติงานของ และการใช้
(ก) เกาะเทียม
(ข) สิ่งติดตั้งและสิ่งก่อสร้างเพื่อความมุ่งประสงค์ที่บัญญัติไว้ในข้อ ๕๖ และเพื่อความมุ่งประสงค์อื่น ๆ ทางเศรษฐกิจ
(ค) สิ่งติดตั้งและสิ่งก่อสร้างซึ่งอาจรบกวนการใช้สิทธิของรัฐชายฝั่งในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ
๒. รัฐชายฝั่งมีเขตอำนาจแต่ผู้เดียวเหนือเกาะเทียม สิ่งติดตั้งและสิ่งก่อสร้างเช่นว่ารวมทั้งเขตอำนาจเกี่ยวกับ กฎหมาย และข้อบังคับต่าง ๆ ที่ว่าด้วยศุลกากร การคลัง อนามัย ความปลอดภัยและการเข้าเมือง
๓. จะต้องประกาศให้ทราบตามควรเกี่ยวกับการก่อสร้างเกาะเทียม สิ่งติดตั้งหรือสิ่งก่อสร้างดังกล่าว และจะต้องคงให้มีวิธีการถาวรเพื่อเตือนให้ทราบว่ามีสิ่งเหล่านี้อยู่ สิ่งติดตั้งหรือสิ่งก่อสร้างใดที่ถูกทิ้งร้างหรือไม่ใช้แล้ว จะต้องรื้อถอนออกไปเพื่อประกันความปลอดภัยในการเดินเรือ โดยคำนึงถึงมาตรฐานระหว่างประเทศอันเป็นที่ยอมรับ กันโดยทั่วไปซึ่งองค์การระหว่างประเทศที่มีอำนาจกำหนดขึ้นในเรื่องนี้ การรื้อถอนดังกล่าวจะต้องคำนึงตามควร ถึงการประมง การคุ้มครองสิ่งแวดล้อมทางทะเล และสิทธิและหน้าที่ของรัฐอื่น ๆ ด้วย จะต้องประกาศให้ทราบ ตามความเหมาะสมถึงความลึก ตำแหน่งและขนาดของสิ่งติดตั้งหรือสิ่งก่อสร้างใด ๆ ที่ยังไม่ได้รื้อถอนออกอย่างสิ้นเชิง
๔. ในกรณีจำเป็น รัฐชายฝั่งอาจกำหนดเขตปลอดภัยที่สมเหตุผลรอบเกาะเทียม สิ่งติดตั้ง และสิ่งก่อสร้างเช่นว่า ซึ่งตนอาจใช้มาตรการที่เหมาะสมเพื่อประกันความปลอดภัยให้ทั้งแก่การเดินเรือและแก่เกาะเทียม สิ่งติดตั้ง และสิ่งก่อสร้าง
๕. รัฐชายฝั่งเป็นผู้พิจารณากำหนดความกว้างของเขตปลอดภัย โดยคำนึงถึงมาตรฐานระหว่างประเทศที่ใช้อยู่ จะต้องกำหนดเขตปลอดภัยดังกล่าวในลักษณะที่จะสัมพันธ์อย่างสมเหตุผลกับสภาพและการใช้งานของเกาะเทียม สิ่งติดตั้งหรือสิ่งก่อสร้าง และจะต้องไม่กว้างเกินกว่าระยะ ๕๐๐ เมตรรอบสิ่งเหล่านั้น โดยวัดจากแต่ละจุดของขอบ นอกสุดของสิ่งเหล่านั้น เว้นแต่จะกระทำได้ตามมาตรฐานระหว่างประเทศอันเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป หรือตามการแนะนำ ขององค์การระหว่างประเทศที่มีอำนาจจะต้องประกาศให้ทราบตามควรถึงขอบเขตของเขตปลอดภัย
๖. เรือทั้งปวงต้องเคารพเขตปลอดภัยเหล่านี้ และจะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานระหว่างประเทศอันเป็นที่ยอมรับกัน โดยทั่วไปเกี่ยวกับการเดินเรือในบริเวณใกล้เคียงเกาะเทียม สิ่งติดตั้ง สิ่งก่อสร้างและเขตปลอดภัย
๗. เกาะเทียม สิ่งติดตั้ง และสิ่งก่อสร้าง และเขตปลอดภัยที่อยู่รอบสิ่งเหล่านี้จะจัดตั้งมิได้ หากจะก่อให้เกิดการรบกวน การใช้ช่องทางทะเลที่ยอมรับกันว่ามีความสำคัญต่อการเดินเรือระหว่างประเทศ
๘. เกาะเทียม สิ่งติดตั้ง และสิ่งก่อสร้างไม่มีสถานะเป็นเกาะ สิ่งเหล่านี้ไม่มีทะเลอาณาเขตของตนเอง และการที่มีสิ่งเหล่านี้อยู่ไม่กระทบกระเทือนการกำหนดขอบเขตทะเลอาณาเขต เขตเศรษฐกิจจำเพาะ หรือไหล่ทวีป
. . .
ข้อ ๗๓
การบังคับใช้กฎหมายและข้อบังคับของรัฐชายฝั่ง๑. ในการใช้สิทธิอธิปไตยของตนเพื่อสำรวจ แสวงประโยชน์ อนุรักษ์ และจัดการทรัพยากรมีชีวิตใน เขตเศรษฐกิจจำเพาะ รัฐชายฝั่งอาจใช้มาตรการต่าง ๆ รวมทั้งการขึ้นเรือ ตรวจค้น จับกุม และดำเนินคดี เท่าที่จำเป็น เพื่อประกันการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับที่ตนได้วางไว้โดยสอดคล้องกับอนุสัญญานี้
๒. เรือที่ถูกจับกุมและลูกเรือ จะได้รับการปล่อยโดยพลันเมื่อมีการวางเงินประกันหรือหลักประกันอื่น ๆ ที่สมเหตุผล
๓. บทกำหนดโทษของรัฐชายฝั่งสำหรับการละเมิดกฎหมายและข้อบังคับเกี่ยวกับการประมงใน เขตเศรษฐกิจ จำเพาะต้องไม่รวมถึงโทษจำคุก ถ้ามิได้มีการตกลงระหว่างรัฐที่เกี่ยวข้องไว้เป็นอย่างอื่น หรือการลงโทษทางร่างกาย ในรูปอื่นใด
๔. ในกรณีที่มีการจับกุมหรือกักเรือต่างชาติ รัฐชายฝั่งจะแจ้งผ่านช่องทางที่เหมาะสมให้รัฐเจ้าของธงทราบโดยพลัน เกี่ยวกับมาตรการที่ได้ดำเนินไปและการลงโทษที่ได้ลงไปหลังจากนั้น
. . .
ภาค ๖
ไหล่ทวีปข้อ ๗๖
คำนิยามของไหล่ทวีป๑. ไหล่ทวีปของรัฐชายฝั่งประกอบด้วยพื้นดินท้องทะเลและดินใต้ผิวดินของบริเวณใต้ทะเลซึ่งขยายเลย ทะเลอาณาเขตของรัฐตลอดส่วนต่อออกไปตามธรรมชาติของดินแดนทางบกของตนจนถึงริมนอกของขอบทวีป หรือจนถึงระยะ ๒๐๐ ไมล์ทะเลจากเส้นฐานซึ่งใช้วัดความกว้างของทะเลอาณาเขตในกรณีที่ริมนอกของขอบทวีป ขยายไปไม่ถึงระยะนั้น
๒. ไหล่ทวีปของรัฐชายฝั่งจะต้องไม่ขยายเลยขอบเขตที่กำหนดไว้ในวรรค ๔ ถึง ๖
๓. ขอบทวีปประกอบด้วยส่วนต่อออกไปใต้น้ำของผืนแผ่นดินของรัฐชายฝั่ง และประกอบด้วยพื้นดินท้องทะเล และดินใต้ผิวดินของส่วนไหล่ ส่วนลาด และส่วนชันขอบ ทวีปไม่รวมพื้นลึกใต้มหาสมุทรที่มีแนวสันเขา หรือดินใต้ผิวดินบริเวณนั้น
๔. (ก) เพื่อความมุ่งประสงค์แห่งอนุสัญญานี้ เมื่อขอบ ทวีปขยายเลย ๒๐๐ ไมล์ทะเลจากเส้นฐาน ซึ่งใช้วัดความกว้างของทะเลอาณาเขต ให้รัฐชายฝั่งกำหนดขอบนอกของขอบทวีปโดยเส้นใดเส้นหนึ่ง ดังนี้
(๑) เส้นซึ่งลากขึ้นตามวรรค ๗ โดยอ้างอิงจุดคงที่นอกสุดซึ่งหินตะกอนในแต่ละจุดมีความหนา อย่างน้อยที่สุด ร้อยละหนึ่งของระยะทางที่สั้นที่สุดจากจุดเช่นว่าไปยังเชิงของลาดทวีป หรือ
(๒) เส้นซึ่งลากขึ้นตามวรรค ๗ โดยอ้างอิงจุดคงที่ซึ่งห่างจากเชิงของลาดทวีปไม่เกิน ๖๐ ไมล์ทะเล
(ข) ในกรณีที่ไม่ปรากฏหลักฐานเป็นอย่างอื่น ให้ถือว่าเชิงของลาดทวีปคือจุดซึ่งความลาดชันตรง ฐานเปลี่ยนมากที่สุด
๕. จุดคงที่ซึ่งประกอบเป็นเส้นขอบเขตด้านนอกของไหล่ทวีปบนพื้นดินท้องทะเลที่ลากขึ้นตามวรรค ๔ (ก) (๑) และ (๒) จะต้องอยู่ห่างไม่เกิน ๓๕๐ ไมล์ทะเลจากเส้นฐานที่ใช้วัดความกว้างของทะเลอาณาเขต หรือจะต้องอยู่ห่างไม่เกิน ๑๐๐ ไมล์ทะเลจากเส้นน้ำลึกเท่า ๒,๕๐๐ เมตร ซึ่งเป็นเส้นเชื่อมต่อความลึก ๒,๕๐๐ เมตร
๖. โดยไม่คำนึงถึงบทบัญญัติของวรรค ๕ ในกรณีแนวสันเขาใต้ทะเล ขอบเขตด้านนอกของไหล่ทวีปจะอยู่ห่างไม่เกิน ๓๕๐ ไมล์ทะเลจากเส้นฐานที่ใช้วัดความกว้างของทะเลอาณาเขต วรรคนี้ไม่ใช้บังคับกับพื้นที่ระดับสูงใต้ทะเลซึ่งเป็น ส่วนประกอบ ตามธรรมชาติของขอบทวีป เช่น ที่ราบสูง ส่วนชัน ชะง่อน สันดอน และยอดสูงใต้ทะเล
๗. เมื่อไหล่ทวีปนั้นขยายเลย ๒๐๐ ไมล์ทะเลจากเส้นฐานที่ใช้วัดความกว้างของทะเลอาณาเขต ให้รัฐชายฝั่งลากเส้น ขอบเขตด้านนอกของไหล่ทวีปด้วยเส้นตรงที่มีความยาวไม่เกิน ๖๐ ไมล์ทะเลเชื่อมต่อจุดคงที่ต่าง ๆ อันแสดงโดยค่าพิกัด ของ เส้นรุ้งและเส้นแวง
๘. รัฐชายฝั่งจะต้องมอบข้อสนเทศในเรื่องขอบเขตของไหล่ทวีปซึ่งเลย ๒๐๐ ไมล์ทะเลจากเส้นฐานที่ใช้วัด ความกว้าง ของทะเลอาณาเขตแก่คณะกรรมาธิการกำหนดขอบเขตของไหล่ทวีปซึ่งจัดตั้งขึ้นภายใต้ภาคผนวก ๒ บนมูลฐานของการมีผู้แทนตามเขตภูมิศาสตร์อย่างเป็นธรรม คณะกรรมาธิการดังกล่าวจะให้ข้อเสนอแนะแก่รัฐชายฝั่ง ในเรื่องเกี่ยวกับการกำหนดขอบเขตด้านนอกของไหล่ทวีปของตน ขอบเขตของไหล่ทวีปที่รัฐชายฝั่งกำหนดขึ้น ตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการถือว่าเป็นที่สุดและมีผลผูกพัน
๙. รัฐชายฝั่งจะต้องส่งมอบแผนที่และข้อสนเทศที่เกี่ยวข้องรวมทั้งมูลฐานทางยีออเดซีซึ่งแสดงขอบเขต ด้านนอกของไหล่ทวีปของตนอย่างถาวรให้เลขาธิการสหประชาชาติเก็บรักษาไว้ เลขาธิการจะทำการเผยแพร่ แผนที่และข้อสนเทศดังกล่าวตามควร
๑๐. บทบัญญัติแห่งข้อนี้ไม่เป็นการเสื่อมเสียต่อปัญหาการกำหนดของเขตของไหล่ทวีประหว่างรัฐที่มี ฝั่งทะเลตรงข้ามหรือประชิดกัน
ข้อ ๗๗
สิทธิของรัฐชายฝั่งเหนือไหล่ทวีป๑. รัฐชายฝั่งใช้สิทธิอธิปไตยเหนือไหล่ทวีปเพื่อความมุ่งประสงค์ในการสำรวจไหล่ทวีปและแสวงประโยชน์ จากทรัพยากรธรรมชาติของไหล่ทวีป
๒. สิทธิที่อ้างถึงในวรรค ๑ เป็นสิทธิจำเพาะโดยนัยที่ว่า ถ้ารัฐชายฝั่งไม่สำรวจไหล่ทวีปหรือแสวงประโยชน์จาก ทรัพยากร,ธรรมชาติ,ของไหล่ทวีป ผู้ใดจะดำเนินกิจกรรมเหล่านี้,โดยปราศจากความยินยอมอย่างชัดแจ้งของรัฐชายฝั่งมิได้
๓. สิทธิของรัฐชายฝั่งเหนือไหล่ทวีปไม่ได้ขึ้นอยู่กับการครอบครอง ไม่ว่าอย่างแท้จริงหรือเพียงในนาม หรือกับการ ประกาศอย่างชัดแจ้งใด ๆ
๔. ทรัพยากรธรรมชาติที่อ้างถึงในภาคนี้ประกอบด้วยแร่และทรัพยากรไม่มีชีวิตอย่างอื่นของพื้นดินท้องทะเล และดินใต้ผิวดิน รวมทั้งอินทรียภาพมีชีวิตซึ่งจัดอยู่ในชนิดพันธุ์ที่อยู่ติดที่ กล่าวคือ อินทรียภาพซึ่งในระยะที่อาจจับได้นั้น ไม่เคลื่อนที่ไปบนหรือใต้พื้นดินท้องทะเลหรือไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ เว้นแต่โดยการสัมผัสทางกายภาพอยู่เสมอ กับพื้นดินท้องทะเลหรือดินใต้ผิวดิน
ข้อ ๗๘
สถานภาพทางกฎหมายของน่านน้ำและห้วงอากาศเหนือไหล่ทวีป
และสิทธิและเสรีภาพของรัฐอื่น๑. สิทธิของรัฐชายฝั่งเหนือไหล่ทวีปไม่กระทบกระเทือนสถานภาพทางกฎหมายของน่านน้ำเหนือไหล่ทวีป หรือของห้วงอากาศเหนือน่านน้ำเหล่านั้น
๒. การใช้สิทธิของรัฐชายฝั่งเหนือไหล่ทวีปจะต้องไม่ฝ่าฝืนหรือเป็นผลให้เกิดการแทรกสอดใด ๆ อย่างปราศจากเหตุอันสมควรต่อการเดินเรือ และสิทธิและเสรีภาพอื่นใดของรัฐอื่นตามที่กำหนดไว้ในอนุสัญญานี้
. . .
ข้อ ๘๐
เกาะเทียม สิ่งติดตั้ง และสิ่งก่อสร้างบนไหล่ทวีปข้อ ๖๐ ใช้บังคับโดยอนุโลมกับเกาะเทียม สิ่งติดตั้ง และสิ่งก่อสร้างบนไหล่ทวีป
. . .
ภาค ๗
ทะเลหลวงตอนที่ ๑ บทบัญญัติทั่วไป
ข้อ ๘๖
การใช้บทบัญญัติของภาคนี้บทบัญญัติของภาคนี้ใช้บังคับกับทุกส่วนของทะเลซึ่งไม่ได้รวมอยู่ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ ในทะเลอาณาเขต หรือในน่านน้ำภายในของรัฐ หรือในน่านน้ำหมู่เกาะของรัฐหมู่เกาะ ข้อนี้ไม่ยังผลให้เกิดการลิดรอนเสรีภาพใด ๆ ซึ่งรัฐทั้งปวงได้อุปโภคในเขตเศรษฐกิจจำเพาะตามข้อ ๕๘
ข้อ ๘๗
เสรีภาพแห่งทะเลหลวง๑. ทะเลหลวงเปิดให้แก่รัฐทั้งปวง ไม่ว่ารัฐชายฝั่งหรือรัฐไร้ฝั่งทะเล เสรีภาพแห่งทะเลหลวงใช้ได้ภายใต้เงื่อนไข ที่กำหนดไว้โดยอนุสัญญานี้ และหลักเกณฑ์อื่น ๆ ของกฎหมายระหว่างประเทศ เสรีภาพแห่งทะเลหลวงทั้งของรัฐชายฝั่ง และรัฐไร้ฝั่งทะเลประกอบด้วย อาทิเช่น
(ก) เสรีภาพในการเดินเรือ
(ข) เสรีภาพในการบินผ่าน
(ค) เสรีภาพที่จะวางสายเคเบิลและท่อใต้ทะเล ภายใต้บังคับแห่งภาค ๖
(ง) เสรีภาพที่จะสร้างเกาะเทียม และสิ่งติดตั้งอื่น ๆ ที่กระทำได้ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ภายใต้บังคับแห่งภาค ๖
(จ) เสรีภาพในการประมง ภายใต้บังคับแห่งเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในตอนที่ ๒
(ฉ) เสรีภาพในการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ภายใต้บังคับแห่งภาค ๖ และ ๑๓
๒. ให้รัฐทั้งปวงใช้เสรีภาพเหล่านี้โดยคำนึงตามควรถึงผลประโยชน์ของรัฐอื่น ๆ ในการใช้เสรีภาพแห่งทะเลหลวง ของรัฐเหล่านั้น และโดยคำนึงตามควรถึงสิทธิภายใต้อนุสัญญานี้ในส่วนที่เกี่ยวกับกิจกรรมในบริเวณพื้นที่ด้วย
ข้อ ๘๘
การสงวนทะเลหลวงไว้เพื่อความมุ่งประสงค์ทางสันติทะเลหลวงจะได้รับการสงวนไว้เพื่อความมุ่งประสงค์ทางสันติ
ข้อ ๘๙
ความไร้ผลแห่งการอ้างอธิปไตยเหนือทะเลหลวงไม่มีรัฐใดที่อาจอ้างเอาส่วนหนึ่งส่วนใดของทะเลหลวงมาอยู่ในอธิปไตยของตนได้
. . .
ข้อ ๑๐๐
หน้าที่ที่จะร่วมมือกันในการปราบปรามการกระทำอันเป็นโจรสลัดรัฐทั้งปวงจะร่วมมือกันอย่างมากที่สุดที่จะทำได้ในการปราบปรามการกระทำ อันเป็นโจรสลัดในทะเลหลวง หรือในที่อื่นใดภายนอกเขตอำนาจของรัฐใด
ข้อ ๑๐๑
คำนิยามของการกระทำอันเป็นโจรสลัดการกระทำอันเป็นโจรสลัดประกอบด้วยการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้
(ก) การกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมายโดยการใช้กำลังหรือการกักกันหรือการกระทำอันเป็นการปล้น ซึ่งได้กระทำลงเพื่อวัตถุประสงค์ส่วนตัวโดยลูกเรือหรือผู้โดยสารของเรือเอกชนหรืออากาศยานเอกชน และมุ่งกระทำ
(๑) ในทะเลหลวง ต่อเรือหรืออากาศยานลำอื่น หรือ ต่อบุคคลหรือทรัพย์สินในเรือหรืออากาศยานเช่นว่านั้น
(๒) ต่อเรือ อากาศยาน บุคคลหรือทรัพย์สินในที่ที่อยู่นอกเขตอำนาจของรัฐใด
(ข) การกระทำอันเป็นการเข้าร่วมโดยสมัครใจในการปฏิบัติการของเรือหรือของอากาศยานโดยรู้ข้อเท็จจริง อันทำให้เรือหรืออากาศยานนั้นเป็นเรือหรืออากาศยานโจรสลัด
(ค) การกระทำอันเป็นการยุยงหรือการอำนวยความสะดวกอย่างจงใจต่อการกระทำที่ระบุไว้ในอนุวรรค (ก) หรือ (ข)
ข้อ ๑๐๒
การกระทำอันเป็นโจรสลัดโดยเรือรบ
เรือของรัฐบาลหรืออากาศยานของรัฐบาลซึ่งลูกเรือได้ก่อกบฏการกระทำอันเป็นโจรสลัด ดังที่ได้นิยามไว้ในข้อ ๑๐๑ ซึ่งกระทำโดยเรือรบ เรือของรัฐบาล หรืออากาศยานของรัฐบาล ที่ลูกเรือได้ก่อกบฏ และเข้าควบคุมเรือ หรืออากาศยานนั้น ให้ถือเสมือนว่าเป็นการกระทำโดยเรือหรืออากาศยานเอกชน
ข้อ ๑๐๓
คำนิยามของเรือหรืออากาศยานโจรสลัดให้ถือว่าเรือหรืออากาศยานเป็นเรือหรืออากาศยานโจรสลัด ถ้าบุคคลที่มีอำนาจควบคุมได้จงใจใช้เรือหรืออากาศยาน นั้นเพื่อความมุ่งประสงค์ที่จะกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ดังกล่าวในข้อ ๑๐๑ ให้หลักการเดียวกันนี้ใช้บังคับ หากเรือหรืออากาศยานนั้นได้ถูกใช้กระทำการใด ๆ เช่นว่านั้น ตราบเท่าที่เรือหรืออากาศยานนั้นยังคงอยู่ภายใต้การควบคุม ของบุคคลซึ่งมีความผิดในการกระทำนั้น
ข้อ ๑๐๔
การคงหรือการเสียสัญชาติ
ของเรือหรืออากาศยานโจรสลัดเรือหรืออากาศยานอาจคงสัญชาติของตนไว้ได้แม้ว่าจะได้กลายเป็นเรือหรืออากาศยานโจรสลัดแล้ว การคงหรือการเสียสัญชาติ ให้เป็นไปตามกฎหมายของรัฐอันเป็นที่มาของสัญชาตินั้น
ข้อ ๑๐๕
การยึดเรือหรืออากาศยานโจรสลัดในทะเลหลวง หรือในที่อื่นใดนอกเขตอำนาจของรัฐใด รัฐทุกรัฐอาจยึดเรือหรืออากาศยานโจรสลัด หรือเรือหรืออากาศยานซึ่งถูกยึดไปโดยการกระทำอันเป็นโจรสลัดและอยู่ภายใต้การควบคุมของโจรสลัด และอาจจับกุมบุคคลและยึดทรัพย์สินบนเรือนั้นได้ ศาลของรัฐซึ่งดำเนินการยึดอาจวินิจฉัยโทษ ที่จะลงและ ยังอาจกำหนดการที่จะต้องกระทำเกี่ยวกับเรือ อากาศยาน หรือทรัพย์สิน โดยไม่เป็นการตัดสิทธิของบุคคล ที่สามซึ่งกระทำการโดยสุจริต
ข้อ ๑๐๖
ความรับผิดสำหรับการยึดโดยไม่มีมูลเหตุอันเพียงพอในกรณีที่การยึดเรือหรืออากาศยานโดยมีข้อสงสัยว่าเป็นโจรสลัดได้กระทำไปโดยไม่มีมูลเหตุอันเพียงพอ รัฐซึ่งทำการยึดจะต้องรับผิดต่อรัฐซึ่งเรือหรืออากาศยานนั้นถือสัญชาติสำหรับความสูญเสียหรือความเสียหายใดที่เกิดจากการยึดนั้น
ข้อ ๑๐๗
เรือหรืออากาศยานซึ่งมีสิทธิทำการยึดเพราะเหตุแห่งการกระทำอันเป็นโจรสลัดการยึดเพราะเหตุแห่งการกระทำอันเป็นโจรสลัดอาจ กระทำได้แต่เพียงโดยเรือรบหรืออากาศยานทหาร หรือเรือหรืออากาศยานอื่นซึ่งมีเครื่องหมายชัดแจ้งและบ่งชัดว่าใช้ในงานของรัฐบาลและได้รับมอบอำนาจเพื่อการนั้น
. . .
ข้อ ๑๑๐
สิทธิการขึ้นตรวจ๑. เว้นแต่ในกรณีที่การกระทำอันเป็นการสอดแทรกเกิดจากอำนาจซึ่งได้ให้ไว้โดยสนธิสัญญา เรือรบซึ่งพบเรือต่างชาติ ในทะเลหลวงอันมิใช่เรือที่ได้รับความคุ้มกันโดยสมบูรณ์ตามข้อ ๙๕ และ ๙๖ ไม่มีความชอบธรรมที่จะขึ้นไปบนเรือนั้น เว้นแต่จะมีเหตุอันควรสงสัยว่า
(ก) เรือนั้นกระทำการอันเป็นโจรสลัด
(ข) เรือนั้นกระทำการค้าทาส
(ค) เรือนั้นกระทำการออกอากาศ โดยไม่ได้รับอนุญาต และรัฐเจ้าของธงของเรือรบมีเขตอำนาจตามข้อ ๑๐๙
(ง) เรือนั้นปราศจากสัญชาติ หรือ
(จ) แม้ว่าจะชักธงต่างชาติหรือไม่ยอมแสดงธงของตน เรือนั้นตามความเป็นจริงมีสัญชาติเดียวกับเรือรบ
๒. ในกรณีที่บัญญัติไว้ในวรรค ๑ เรือรบอาจดำเนินการพิสูจน์ยืนยันสิทธิในการชักธงของเรือนั้น เพื่อวัตถุประสงค์นี้ เรือรบอาจส่งเรือเล็กในบังคับบัญชาของนายทหารไปยังเรือที่ต้องสงสัยนั้น หากยังมีความสงสัยอยู่หลังจากได้ตรวจสอบ เอกสารแล้ว ก็อาจดำเนินการตรวจสอบบนเรือลำนั้นต่อไปได้ซึ่งต้องกระทำด้วยความระมัดระวังอย่างเต็มที่เท่าที่ จะกระทำได้
๓. หากปรากฏว่าข้อสงสัยนั้นไม่มีมูล และหากเรือซึ่งถูกขึ้นตรวจนั้นมิได้มีพฤติกรรมอันเป็นสาเหตุแห่งข้อสงสัยนั้น เรือนั้นจะได้รับการชดเชยสำหรับความสูญเสียหรือความเสียหายที่อาจได้รับ
๔. บทบัญญัติเหล่านี้ใช้บังคับโดยอนุโลมกับอากาศยาน ทหาร
๕. บทบัญญัติเหล่านี้ใช้บังคับกับเรือหรืออากาศยานอื่นใดที่ได้รับอนุญาต ซึ่งมีเครื่องหมายชัดแจ้งและบ่งชัดว่า เป็นเรือที่ใช้ในงานของรัฐบาลด้วย
ข้อ ๑๑๑
สิทธิการไล่ตามติดพัน๑. การไล่ตามติดพันเรือต่างชาติอาจกระทำได้เมื่อเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของรัฐชายฝั่งมีเหตุผลที่เชื่อได้ว่า เรือนั้นได้ละเมิดกฎหมายและข้อบังคับของรัฐนั้น การไล่ตามเช่นว่านั้นจะต้องเริ่มต้นเมื่อเรือต่างชาติหรือ เรือเล็กลำหนึ่งของเรือต่างชาติอยู่ในน่านน้ำภายใน น่านน้ำหมู่เกาะ ทะเลอาณาเขต หรือเขตต่อเนื่องของรัฐที่ไล่ตาม และสามารถดำเนินต่อไปได้นอกทะเลอาณาเขตหรือเขตต่อเนื่อง หากการไล่ตามนั้นมิได้ขาดตอนลง ไม่จำเป็นว่า ในขณะที่เรือต่างชาติที่อยู่ในทะเลอาณาเขตหรือเขตต่อเนื่องได้รับคำสั่งให้หยุด เรือที่ออกคำสั่งควรจะต้องอยู่ ในทะเลอาณาเขตหรือเขตต่อเนื่องเช่นเดียวกัน ถ้าเรือต่างชาติอยู่ในเขตต่อเนื่อง ดังที่นิยามไว้ในข้อ ๓๓ การไล่ตามจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อได้มีการละเมิดสิทธิซึ่งเขตนั้นได้ถูกจัดตั้งขึ้นสำหรับคุ้มครองเท่านั้น
๒. ให้สิทธิการไล่ตามติดพันใช้บังคับโดยอนุโลมกับการละเมิดในเขตเศรษฐกิจจำเพาะหรือบนไหล่ทวีป รวมทั้งเขตปลอดภัยรอบสิ่งติดตั้งบนไหล่ทวีป ซึ่งกฎหมายและข้อบังคับของรัฐชายฝั่งที่ใช้บังคับอยู่ ตามอนุสัญญานี้กับเขตเศรษฐกิจจำเพาะหรือไหล่ทวีป รวมทั้งเขตปลอดภัยเช่นว่านั้น
๓. สิทธิการไล่ตามติดพันสิ้นสุดลงทันทีที่เรือซึ่งถูกไล่ตามเข้าทะเลอาณาเขตของรัฐของตนหรือของรัฐที่สาม
๔. การไล่ตามติดพันยังไม่ถือว่าได้เริ่มขึ้น เว้นแต่เรือที่ไล่ตามได้ทำให้ตนเองมั่นใจโดยทุกวิถีทาง ที่จะทำได้เท่าที่มีอยู่แล้วว่า เรือที่ถูกไล่ตามหรือเรือเล็กลำใดลำหนึ่งของเรือนั้นหรือยานลำอื่นซึ่งทำงานร่วมกัน และใช้เรือที่ถูกไล่ตามเป็นเรือแม่อยู่ภายในขอบเขตของทะเลอาณาเขต หรือภายในเขตต่อเนื่อง หรือเขตเศรษฐกิจจำเพาะ หรือเหนือไหล่ทวีป แล้วแต่กรณี การไล่ตามอาจเริ่มต้นขึ้นได้ต่อเมื่อได้ให้ทัศนสัญญาณหรือโสตสัญญาณให้หยุด ในระยะห่างที่เรือต่างชาติสามารถเห็นหรือได้ยินสัญญาณได้เท่านั้น
๕. สิทธิการไล่ตามติดพันจะใช้ได้เฉพาะโดยเรือรบหรืออากาศยานทหาร หรือเรือหรืออากาศยานอื่น ๆ ซึ่งมีเครื่องหมายชัดแจ้งและบ่งชัดว่าใช้ในงานของรัฐบาลและได้รับมอบอำนาจเพื่อการนั้น
๖. ในกรณีที่การไล่ตามติดพันกระทำโดยอากาศยาน
(ก) ให้นำบทบัญญัติแห่งวรรค ๑ ถึง ๔ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
(ข) อากาศยานซึ่งออกคำสั่งให้หยุดต้องไล่ตามเรือนั้นอย่างจริงจังดัวยตนเอง จนกระทั่งเรือหรืออากาศยาน ลำอื่นของรัฐชายฝั่งที่อากาศยานนั้นเรียกมา ได้มาถึงเพื่อรับช่วงการไล่ตามแล้ว เว้นแต่อากาศยานนั้นจะสามารถ จับกุมเรือนั้น ด้วยตนเองได้ ไม่เป็นการเพียงพอที่จะอ้างเหตุสนับสนุนการจับกุมเรือภายนอกทะเลอาณาเขต ว่าอากาศยานเห็นเรือเป็นผู้กระทำผิด หรือเป็นผู้ต้องสงสัยว่าได้กระทำผิดเท่านั้น หากเรือนั้นยังมิได้ทั้งถูกสั่งให้หยุด และถูกไล่ตามโดยอากาศยานนั้นเอง หรืออากาศยานหรือเรือลำอื่นซึ่งไล่ตามต่อไปโดยไม่ขาดตอน
๗. การปล่อยเรือที่ถูกจับกุมในเขตอำนาจของรัฐหนึ่ง และถูกควบคุมไปยังท่าเรือของรัฐนั้น เพื่อความมุ่งประสงค์ ที่จะทำการสอบสวนต่อหน้าเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจมิอาจเรียกร้องให้กระทำได้โดยอาศัยเหตุแต่เพียงว่า ในระหว่างการเดินทาง เรือนั้นได้ถูกควบคุมผ่านส่วนหนึ่งของเขตเศรษฐกิจจำเพาะหรือทะเลหลวง หากสภาวการณ์ทำให้จำเป็นต้องกระทำเช่นนั้น
๘. ในกรณีที่เรือได้ถูกสั่งให้หยุดหรือถูกจับกุมภายนอกทะเลอาณาเขตในสภาวการณ์ที่ไม่มีเหตุสนับสนุน การใช้สิทธิไล่ตามติดพัน เรือนั้นจะได้รับการชดเชยสำหรับความสูญเสียหรือความเสียหายใดที่อาจได้รับจากการนั้น
. . .
ภาค ๑๐
สิทธิของรัฐไร้ฝั่งทะเล
ที่จะออกไปสู่และเข้ามาจากทะเล
และเสรีภาพในการผ่านข้อ ๑๒๔
การใช้คำศัพท์๑. เพื่อความมุ่งประสงค์แห่งอนุสัญญานี้
(ก) "รัฐไร้ฝั่งทะเล" หมายถึง รัฐซึ่งไม่มีฝั่งทะเล
(ข) "รัฐทางผ่าน" หมายถึง รัฐไม่ว่าจะมีหรือไม่มีฝั่งทะเลที่ตั้งอยู่ระหว่างรัฐไร้ฝั่งทะเลกับทะเล ซึ่งการสัญจรผ่านจะผ่านอาณาเขตของรัฐนั้น
(ค) "การสัญจรผ่าน" หมายถึง การผ่านของบุคคล สัมภาระ สินค้า และปัจจัยการขนส่งข้ามอาณาเขต ของรัฐทางผ่านหนึ่งรัฐหรือมากกว่า เมื่อการผ่านข้ามอาณาเขตนั้นไม่ว่าจะมีหรือไม่มีการขนถ่าย การเก็บพักสินค้า การแบ่งหีบห่อหรือการเปลี่ยนวิธีการขนส่งก็ตาม เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเดินทางทั้งหมด ซึ่งเริ่มต้นหรือสิ้นสุด ภายในอาณาเขตของรัฐไร้ฝั่งทะเล
(ง) "ปัจจัยการขนส่ง" หมายถึง
(๑) ขบวนรถที่ใช้ราง บรรดายานที่ใช้ในทะเล ทะเลสาบ หรือแม่น้ำ และยานพาหนะที่ใช้ถนน
(๒) คนแบกหามและสัตว์พาหนะ ตามความจำเป็นของสภาพท้องถิ่น
๒. รัฐไร้ฝั่งทะเลและรัฐทางผ่าน โดยความตกลงระหว่าง กัน อาจรวมเอาท่อและท่อส่งแก๊ส และปัจจัยการขนส่ง นอกจากที่รวมอยู่ในวรรค ๑ เข้าเป็นปัจจัยการขนส่งด้วยก็ได้
ข้อ ๑๒๕
สิทธิที่จะออกไปสู่และเข้ามาจากทะเลและเสรีภาพในการผ่าน๑. รัฐไร้ฝั่งทะเลมีสิทธิที่จะออกไปสู่และเข้ามาจากทะเลเพื่อความมุ่งประสงค์ในการใช้สิทธิที่กำหนดไว้ในอนุสัญญานี้ รวมทั้งสิทธิที่เกี่ยวกับเสรีภาพในทะเลหลวงและมรดกร่วมของมนุษยชาติ เพื่อการนี้ รัฐไร้ฝั่งทะเลจะอุปโภคเสรีภาพ ในการผ่านในอาณาเขตของรัฐทางผ่านโดยปัจจัยการขนส่งทุกประเภท
๒. ข้อกำหนดและแบบวิธีสำหรับการใช้เสรีภาพในการผ่านให้ตกลงกันระหว่างรัฐไร้ฝั่งทะเลและรัฐทางผ่าน ที่เกี่ยวข้องในรูปความตกลงทวิภาคี อนุภูมิภาคหรือภูมิภาค
๓. ในการใช้อธิปไตยอย่างสมบูรณ์เหนืออาณาเขตของตน รัฐทางผ่านย่อมมีสิทธิที่จะดำเนินมาตรการทั้งปวงที่จำเป็น เพื่อประกันว่าสิทธิและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ได้กำหนดไว้ในภาคนี้สำหรับรัฐไร้ฝั่งทะเลจะไม่เป็นการละเมิดผลประโยชน์ โดยชอบธรรมของรัฐทางผ่านแต่อย่างใด
. . .
ภาค ๑๑
บริเวณพื้นที่ตอนที่ ๑ บทบัญญัติทั่วไป
. . .
ข้อ ๑๓๕
สถานภาพทางกฎหมายของน่านน้ำและห้วงอากาศเหนือบริเวณพื้นที่ภาคนี้หรือสิทธิใด ๆ ที่ได้รับหรือใช้ตามภาคนี้จะไม่กระทบกระเทือนสถานภาพทางกฎหมายของน่านน้ำเหนือ บริเวณพื้นที่หรือของห้วงอากาศเหนือน่านน้ำเหล่านั้น
ตอนที่ ๒ หลักการที่ใช้กับ
บริเวณพื้นที่ข้อ ๑๓๖
มรดกร่วมของมนุษยชาติบริเวณพื้นที่และทรัพยากร ในบริเวณพื้นที่เป็นมรดกร่วมของมนุษยชาติ
ข้อ ๑๓๗
สถานภาพทางกฎหมายของบริเวณพื้นที่และทรัพยากรในบริเวณพื้นที่๑. รัฐมิอาจอ้างหรือใช้อธิปไตยหรือสิทธิอธิปไตยเหนือส่วนใดส่วนหนึ่งของบริเวณพื้นที่หรือทรัพยากรในบริเวณพื้นที่ อีกทั้งรัฐ หรือบุคคล หรือนิติบุคคล มิอาจยึดถือเอาส่วนใดส่วนหนึ่งของบริเวณพื้นที่หรือทรัพยากร ในบริเวณพื้นที่ เป็นของตน การอ้างเช่นว่าหรือการใช้อธิปไตยหรือสิทธิอธิปไตย หรือการยึดถือเอาเช่นว่า จะไม่ได้รับการยอมรับ
๒. สิทธิทั้งปวงเหนือทรัพยากรในบริเวณพื้นที่เป็นของมนุษยชาติทั้งมวล โดยมีองค์กรเป็นผู้กระทำการแทน ทรัพยากรเหล่านี้ย่อมไม่ตกอยู่ภายใต้การจำหน่ายจ่ายโอน อย่างไรก็ตาม แร่ที่นำขึ้นมาจากบริเวณพื้นที่อาจถูกจำหน่าย จ่ายโอนได้ตามภาคนี้และตามหลักเกณฑ์ ข้อบังคับและวิธีดำเนินการต่าง ๆ ขององค์กรเท่านั้น
๓. รัฐ บุคคล หรือนิติบุคคล มิอาจอ้าง ได้มา หรือใช้สิทธิในส่วนที่เกี่ยวกับแร่ที่นำขึ้นมาจากบริเวณพื้นที่ เว้นแต่จะเป็นไปตามภาคนี้ นอกเหนือจากนี้แล้วการอ้าง การได้มา หรือการใช้สิทธิเช่นว่าจะไม่ได้รับการยอมรับ
. . .
ภาค ๑๒
การคุ้มครองและการรักษา
สิ่งแวดล้อมทางทะเลตอนที่ ๑ บทบัญญัติทั่วไป
ข้อ ๑๙๒
พันธกรณีทั่วไปรัฐมีพันธกรณีที่จะต้องคุ้มครองและรักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเล
ข้อ ๑๙๓
สิทธิอธิปไตยของรัฐที่จะแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติของตนรัฐมีสิทธิอธิปไตยที่จะแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติของตน ตามนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม และตามหน้าที่ที่จะต้องคุ้มครองและรักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเล
ข้อ ๑๙๔
มาตรการเพื่อป้องกัน ลด และควบคุมภาวะมลพิษของสิ่งแวดล้อมทางทะเล๑. ให้รัฐไม่ว่าโดยลำพังหรือร่วมกันตามที่เหมาะสม ใช้มาตรการทั้งปวงที่สอดคล้องกับอนุสัญญานี้ ซึ่งจำเป็นเพื่อ ป้องกัน ลด และควบคุมภาวะมลพิษของสิ่งแวดล้อมทางทะเลไม่ว่าจากแหล่งที่มาใด โดยใช้วิธีการปฏิบัติได้ที่ดีที่สุด ซึ่งมีอยู่และตามขีดความสามารถของตนเพื่อความมุ่งประสงค์นี้ และให้รัฐเหล่านั้นเพียรพยายามประสานนโยบาย ของตนในเรื่องนี้
๒. ให้รัฐใช้มาตรการทั้งปวงที่จำเป็นเพื่อประกันว่ากิจกรรมภายใต้เขตอำนาจหรือการควบคุมของตน จะต้องกระทำในลักษณะที่จะไม่ก่อให้เกิดความเสียหายโดยภาวะมลพิษแก่รัฐอื่นและสิ่งแวดล้อมของรัฐเหล่านั้น และภาวะมลพิษที่เกิดจากอุบัติการณ์หรือกิจกรรมภายใต้เขตอำนาจ หรือการควบคุมไม่แพร่กระจาย ออกนอกบริเวณ ที่รัฐเหล่านั้นใช้สิทธิอธิปไตยตามอนุสัญญานี้
๓. มาตรการที่ดำเนินการตามภาคนี้จะใช้กับแหล่ง ที่มาทั้งปวงของภาวะมลพิษของสิ่งแวดล้อมทางทะเล มาตรการเหล่านี้ นอกจากประการอื่นแล้ว ให้รวมถึงมาตรการที่มุ่งจะลดให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในเรื่อง
(ก) การปล่อยสารที่มีพิษ เป็นอันตราย หรือให้โทษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารซึ่งคงอยู่ได้นาน จากแหล่งที่มาบนบก จากหรือผ่านบรรยากาศหรือโดยการทิ้งเท
(ข) ภาวะมลพิษจากเรือ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรการเพื่อป้องกันอุบัติเหตุและเพื่อใช้กับภาวะฉุกเฉิน เพื่อให้มีความปลอดภัยของการปฏิบัติการทางทะเลเพื่อป้องกันการปล่อยทิ้งทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา และเพื่อควบคุมการออกแบบ การต่อเรือ อุปกรณ์ การปฏิบัติการ และการจัดบุคลากรของเรือ
(ค) ภาวะมลพิษจากสิ่งติดตั้งและกลอุปกรณ์ที่ใช้ในการสำรวจหรือการแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ จากพื้นดินท้องทะเลและดินใต้ผิวดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรการเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ และเพื่อใช้กับภาวะฉุกเฉิน เพื่อให้มีความปลอดภัยของการปฏิบัติการทางทะเล และเพื่อควบคุมการออกแบบ การสร้าง อุปกรณ์ การปฏิบัติการ และการจัดบุคลากรของสิ่งติดตั้ง หรือกลอุปกรณ์เช่นว่า
(ง) ภาวะมลพิษจากสิ่งติดตั้งหรือกลอุปกรณ์อื่น ๆ ที่ปฏิบัติการในสิ่งแวดล้อมทางทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรการเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ และเพื่อใช้กับภาวะฉุกเฉิน เพื่อให้มีความปลอดภัยของการปฏิบัติการทางทะเล และเพื่อควบคุมการออกแบบ การสร้าง อุปกรณ์ การปฏิบัติการ และการจัดบุคลากรของสิ่งติดตั้งหรือกลอุปกรณ์เช่นว่า
๔. ในการใช้มาตรการเพื่อป้องกัน ลด หรือควบคุมภาวะมลพิษของสิ่งแวดล้อมทางทะเลให้รัฐงดเว้นจาก การสอดแทรก โดยปราศจากเหตุอันสมควรในกิจกรรมที่รัฐอื่นดำเนินการในการใช้สิทธิ และการปฏิบัติหน้าที่ ของตนโดยสอดคล้องกับอนุสัญญานี้
๕. มาตรการที่ใช้ตามภาคนี้ให้รวมถึงมาตรการที่จำเป็นเพื่อคุ้มครองและรักษาระบบทางนิเวศวิทยา ที่หายากหรือถูกทำลายได้ง่าย รวมทั้งที่อยู่อาศัยของชนิดพันธุ์และสิ่งมีชีวิตทางทะเลอื่น ๆ ที่ใกล้จะสูญพันธุ์ ที่ถูกคุกคามหรือที่อยู่ในอันตราย
. . .
ตอนที่ ๕ หลักเกณฑ์ระหว่างประเทศและกฎหมายภายใน
เพื่อป้องกัน ลด และควบคุมภาวะมลพิษของสิ่งแวดล้อมทางทะเล
. . .
ข้อ ๒๑๐
ภาวะมลพิษจากการทิ้งเท๑. ให้รัฐออกกฎหมายและข้อบังคับเพื่อป้องกัน ลด และควบคุมภาวะมลพิษของสิ่งแวดล้อมทางทะเลจากการทิ้งเท
๒. ให้รัฐใช้มาตรการอื่น ๆ เท่าที่จำเป็นเพื่อป้องกัน ลด และควบคุมภาวะมลพิษเช่นว่านั้น
๓. กฎหมาย ข้อบังคับ และมาตรการเช่นว่านั้น จะต้องประกันว่าจะไม่มีการทิ้งเทโดยไม่ได้รับอนุญาต จากเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของรัฐ
๔. โดยการดำเนินการโดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านองค์การระหว่างประเทศที่มีอำนาจหรือการประชุมทางทูต ให้รัฐเพียรพยายามกำหนดหลักเกณฑ์ มาตรฐาน และแนวปฏิบัติและวิธีดำเนินการที่ได้รับการเสนอแนะ ในระดับโลกและภูมิภาคเพื่อป้องกัน ลด และควบคุมภาวะมลพิษเช่นว่านั้น หลักเกณฑ์ มาตรฐาน และแนวปฏิบัติและวิธีดำเนินการที่ได้รับการเสนอแนะเช่นว่านั้นต้องมีการตรวจสอบซ้ำเท่าที่จำเป็น
๕. การทิ้งเทภายในทะเลอาณาเขตและเขตเศรษฐกิจจำเพาะหรือบนไหล่ทวีปจะกระทำมิได้หากไม่ได้รับความเห็นชอบ ล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งจากรัฐชายฝั่งซึ่งมีสิทธิอนุญาต ออกข้อบังคับ และควบคุมการทิ้งเทดังกล่าว หลังจากได้พิจารณา ในเรื่อง นั้นตามควรกับรัฐอื่น ๆ ซึ่งโดยเหตุผลด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์อาจได้รับความกระทบกระเทือนจากการนั้น
๖. กฎหมาย ข้อบังคับ และมาตรการในประเทศต้องมีผลบังคับในการป้องกัน ลด และควบคุมภาวะมลพิษเช่นว่านั้น ไม่น้อยไปกว่าหลักเกณฑ์และมาตรฐานระดับโลก
. . .
ข้อ ๒๑๒
ภาวะมลพิษจากหรือผ่านบรรยากาศ๑. ให้รัฐออกกฎหมายและข้อบังคับเพื่อป้องกัน ลด และควบคุมภาวะมลพิษของสิ่งแวดล้อมทางทะเล จากหรือผ่านบรรยากาศ ใช้บังคับกับห้วงอากาศภายใต้อธิปไตยของตน และกับเรือซึ่งชักธง หรือเรือ หรืออากาศยานที่จดทะเบียนกับตน โดยคำนึงถึงหลักเกณฑ์มาตรฐานซึ่งตกลงกันระหว่างประเทศ และแนวปฏิบัติและวิธีดำเนินการระหว่างประเทศที่ได้รับการเสนอแนะและความปลอดภัยในการเดินอากาศ
๒. ให้รัฐใช้มาตรการอื่น ๆ เท่าที่จำเป็นเพื่อป้องกัน ลด และควบคุมภาวะมลพิษเช่นว่านั้น
๓. โดยการดำเนินการโดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านองค์การระหว่างประเทศที่มีอำนาจหรือการประชุมทางทูต ให้รัฐเพียรพยายามกำหนดหลักเกณฑ์ มาตรฐาน และแนวปฏิบัติ และวิธีดำเนินการที่ได้รับการเสนอแนะในระดับโลก และระดับภูมิภาคเพื่อป้องกัน ลด และควบคุมภาวะมลพิษเช่นว่านั้น
. . .
ตอนที่ ๖ การบังคับใช้กฎหมาย
. . .ข้อ ๒๑๖
การบังคับใช้กฎหมายในส่วนที่เกี่ยวกับภาวะมลพิษจากการทิ้งเท๑. กฎหมายและข้อบังคับที่ออกตามอนุสัญญานี้ และหลักเกณฑ์ และมาตรฐานระหว่างประเทศที่ใช้บังคับ ซึ่งกำหนดขึ้นผ่านองค์การระหว่างประเทศที่มีอำนาจหรือการประชุมทางทูตเพื่อการป้องกัน การลด และการควบคุมภาวะมลพิษของสิ่งแวดล้อมทางทะเลจากการทิ้งเท ให้บังคับใช้โดย
(ก) รัฐชายฝั่งเกี่ยวกับการทิ้งเทภายในทะเลอาณา- เขตหรือเขตเศรษฐกิจจำเพาะหรือบนไหล่ทวีปของตน
(ข) รัฐเจ้าของธงเกี่ยวกับเรือที่ชักธงของตน หรือเรือ หรืออากาศยานที่จดทะเบียนกับตน
(ค) รัฐใด ๆ เกี่ยวกับการกระทำการบรรทุกของเสียหรือสสารอื่นที่เกิดขึ้นภายในอาณาเขต หรือที่ท่าจอดเรือนอกฝั่งของตน
๒. รัฐไม่จำต้องดำเนินคดีโดยอาศัยอำนาจตามความในข้อนี้ เมื่อรัฐอื่นได้ดำเนินคดีแล้วตามข้อนี้
. . .
ข้อ ๒๒๒
การบังคับใช้กฎหมายในส่วนที่เกี่ยวกับภาวะมลพิษจากหรือผ่านบรรยากาศภายในห้วงอากาศที่อยู่ภายใต้อธิปไตย หรือในส่วนที่เกี่ยวกับเรือที่ชักธงของตน หรือเรือหรืออากาศยาน ที่จดทะเบียนกับตน ให้รัฐบังคับใช้กฎหมาย และข้อบังคับของตนที่ออกตามข้อ ๒๑๒ วรรค ๑ และตามบทบัญญัติอื่น ๆ ของอนุสัญญานี้ และให้ออกกฎหมายและข้อบังคับและดำเนินมาตรการอื่น ๆ ที่จำเป็นเพื่ออนุวัติตามหลักเกณฑ์ และมาตรฐาน ระหว่างประเทศที่ใช้บังคับซึ่งกำหนดขึ้นผ่านองค์การระหว่างประเทศที่มีอำนาจ หรือการประชุมทางทูต เพื่อป้องกัน ลด และควบคุมภาวะมลพิษของสิ่งแวดล้อมทางทะเล จากหรือผ่านบรรยากาศ โดยสอดคล้องกับหลักเกณฑ ์และมาตรฐานระหว่างประเทศที่เกี่ยวเนื่องทั้งมวลในเรื่องความปลอดภัยในการเดินอากาศ
ตอนที่ ๗ มาตรการป้องกัน
ข้อ ๒๒๓
มาตรการ
เพื่ออำนวยความสะดวกแก่การดำเนินคดีในการดำเนินคดีตามภาคนี้ ให้รัฐดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการสืบพยานและการรับฟัง พยานหลักฐานที่เจ้าหน้าที่ของอีกรัฐหนึ่งหรือองค์การระหว่างประเทศที่มีอำนาจส่งให้ และให้อำนวยความสะดวก ในการเข้าฟังการดำเนินคดีเช่นว่านั้นของผู้แทนทางการขององค์การระหว่างประเทศที่มีอำนาจ รัฐเจ้าของธง และรัฐที่ได้รับความกระทบกระเทือนจากภาวะมลพิษ ซึ่งเกิดจากการละเมิดให้ผู้แทนทางการที่เข้าฟังการดำเนินคดีดังกล่าว มีสิทธิและหน้าที่เช่นที่อาจบัญญัติไว้ตามกฎหมายและข้อบังคับภายในหรือกฎหมายระหว่างประเทศ
ข้อ ๒๒๔
การใช้อำนาจบังคับใช้กฎหมายอำนาจบังคับใช้กฎหมายต่อเรือต่างชาติภายใต้ภาคนี้ จะใช้ได้ก็แต่โดยเจ้าพนักงานหรือโดยเรือรบ อากาศยาน
ทหาร หรือเรือ หรืออากาศยานอื่น ที่มีเครื่องหมายชัดแจ้งและบ่งชัดว่าใช้ในงานของรัฐบาล และได้รับมอบอำนาจเพื่อการนั้น. . .
ตอนที่ ๑๐ ความคุ้มกันอธิปไตย
ข้อ ๒๓๖
ความคุ้มกันอธิปไตยบทบัญญัติของอนุสัญญานี้เกี่ยวกับการคุ้มครองและการรักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเล ไม่ใช้บังคับกับเรือรบ เรือช่วยรบ เรือหรืออากาศยานอื่นใดที่รัฐเป็นเจ้าของหรืออยู่ภายใต้การปฏิบัติการของรัฐ และในช่วงเวลานั้นถูกใช้เพียงในงาน ของรัฐบาลอันมิใช่การพาณิชย์ อย่างไรก็ตาม แต่ละรัฐจะประกันว่า เรือหรืออากาศยานเช่นว่านั้นกระทำการ ในลักษณะ ที่สอดคล้องกับอนุสัญญานี้ตามควรแก่เหตุผล และที่พึงปฏิบัติได้ โดยการกำหนดมาตรการที่เหมาะสม ซึ่งไม่ทำ ความเสียหายให้แก่การปฏิบัติการ หรือสมรรถภาพที่จะปฏิบัติการของเรือหรืออากาศยานเช่นว่านั้นที่รัฐเป็นเจ้าของ หรืออยู่ภายใต้การปฏิบัติการของรัฐ
. . .
ภาค ๑๓
การวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเลตอนที่ ๑ บทบัญญัติทั่วไป
ข้อ ๒๓๘
สิทธิในการทำการวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเลรัฐทั้งปวง โดยไม่คำนึงถึงที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ และองค์การระหว่างประเทศที่มีอำนาจ มีสิทธิที่จะทำการวิจัย วิทยาศาสตร์ทางทะเล โดยคำนึงถึงสิทธิและหน้าที่ของรัฐอื่น ตามที่บัญญัติไว้ในอนุสัญญานี้
ข้อ ๒๓๙
การส่งเสริมการวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเลรัฐและองค์การระหว่างประเทศที่มีอำนาจ จะต้องส่งเสริมและอำนวยความสะดวกต่อการพัฒนา และการทำวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเลตามอนุสัญญานี้
ข้อ ๒๔๐
หลักการทั่วไป
สำหรับการวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเลในการวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเล ให้ใช้หลักการต่อไปนี้
(ก) การวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเลให้ทำได้เพียงเฉพาะเพื่อความมุ่งประสงค์ทางสันติ
(ข) การวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเลให้ทำโดยวิธีและปัจจัยทางวิทยาศาสตร์ที่เหมาะสม ซึ่งสอดคล้องกับอนุสัญญานี้
(ค) การวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเลต้องไม่รบกวนการใช้ทะเลโดยชอบธรรมในทางอื่นที่สอดคล้องกับอนุสัญญานี้ โดยปราศจากเหตุอันสมควร และจะต้องได้รับการเคารพตามควรในระหว่างการใช้ทะเลเช่นว่านั้น
(ง) การวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเล ให้ทำตามข้อบังคับที่เกี่ยวเนื่องทั้งปวง ที่ออกตามความในอนุสัญญานี้ ตลอดจนข้อบังคับสำหรับการคุ้มครองและการรักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเล
. . .
ตอนที่ ๓ การทำและการส่งเสริม
การวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเล. . .
ข้อ ๒๔๖
การวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเล
ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะและบนไหล่ทวีป๑. ในการใช้เขตอำนาจของตน รัฐชายฝั่งมีสิทธิที่จะวางกฎเกณฑ์ อนุญาต และทำการวิจัยวิทยาศาสตร์ ทางทะเลในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ และบนไหล่ทวีปของตน โดยสอดคล้องกับบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องของอนุสัญญานี้
๒. การวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเลในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ และบนไหล่ทวีปทำได้ก็ด้วยความยินยอมของรัฐชายฝั่ง
. . .
ตอนที่ ๔ สิ่งติดตั้งหรืออุปกรณ์
วิจัยวิทยาศาสตร์
ในสิ่งแวดล้อมทางทะเล
. . .ข้อ ๒๖๒
เครื่องหมายแสดงลักษณะและสัญญาณเตือนภัยสิ่งติดตั้งหรืออุปกรณ์ที่กล่าวถึงในตอนนี้ต้องติดเครื่องหมายแสดงลักษณะ ระบุรัฐที่จดทะเบียนหรือ องค์การระหว่างประเทศซึ่งเป็นเจ้าของ และต้องมีสัญญาณเตือนภัยอย่างเหมาะสมตามที่ได้ตกลงกัน ระหว่างประเทศ เพื่อประกันความปลอดภัยในทะเล และความปลอดภัยในการเดินอากาศ โดยพิจารณาถึงหลักเกณฑ์ และมาตรฐาน ที่กำหนดขึ้นโดยองค์การระหว่างประะเทศที่มีอำนาจ
. . .
ภาค ๑๕
การระงับข้อพิพาท
. . .
ตอน ๓ ข้อจำกัดและข้อยกเว้น
ในการใช้ตอนที่ ๒ข้อ ๒๙๗
ข้อจำกัดในการใช้ตอนที่ ๒๑. ข้อพิพาทเกี่ยวกับการตีความหรือการใช้อนุสัญญานี้ ในเรื่องการใช้สิทธิอธิปไตยหรือเขตอำนาจ ที่บัญญัติไว้ในอนุสัญญานี้โดยรัฐชายฝั่ง ให้เป็นไปตามวิธีดำเนินการที่บัญญัติไว้ในตอนที่ ๒ ในกรณีต่อไปนี้
(ก) เมื่อมีการกล่าวหาว่ารัฐชายฝั่งได้กระทำการอันขัดต่อบทบัญญัติของอนุสัญญานี้ ในเรื่องเสรีภาพ และสิทธิในการเดินเรือ การบินผ่าน หรือการวางสายเคเบิลและท่อใต้ทะเล หรือในเรื่องการใช้ทะเล ในทางอื่นที่ชอบด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ ตามที่ระบุไว้ในข้อ ๕๘
(ข) เมื่อมีการกล่าวหาว่า ในการใช้เสรีภาพ สิทธิหรือการใช้ประโยชน์ต่าง ๆ ที่ระบุข้างต้น รัฐได้กระทำการอัน ขัดต่ออนุสัญญานี้ หรือกฎหมาย หรือข้อบังคับที่รัฐชายฝั่งออกโดยสอดคล้องกับอนุสัญญานี้และหลักเกณฑ์อื่น ๆ ของกฎหมายระหว่างประเทศซึ่งไม่ขัดแย้งกับอนุสัญญานี้ หรือ
(ค) เมื่อมีการกล่าวหาว่ารัฐชายฝั่งได้กระทำการอันขัดต่อหลักเกณฑ์และมาตรฐานระหว่างประเทศ ที่ได้ระบุไว้เพื่อการคุ้มครองและการรักษาสิ่งแว ดล้อมทางทะเล ซึ่งใช้บังคับกับรัฐชายฝั่งและซึ่งได้กำหนดขึ้น โดยอนุสัญญานี้ หรือโดยผ่านองค์การระหว่างประเทศที่มีอำนาจ หรือการประชุมทางทูต ตามอนุสัญญานี้
๒. (ก) ข้อพิพาทเกี่ยวกับการตีความหรือการใช้บทบัญญัติของอนุสัญญานี้ในเรื่องการวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเล ให้ระงับตามตอนที่ ๒ เว้นแต่ว่ารัฐชายฝั่งไม่จำต้องยอมรับการเสนอให้ระงับข้อพิพาทใด ๆ ที่เกิดจาก
(๑) การใช้สิทธิหรือการใช้ดุลพินิจของรัฐชายฝั่ง ตามข้อ ๒๔๖ หรือ
(๒) การวินิจฉัยของรัฐชายฝั่งที่จะสั่งระงับชั่วคราวหรือยุติโครงการวิจัย ตามข้อ ๒๕๓
(ข) ข้อพิพาทที่เกิดจากการกล่าวหาโดยรัฐที่ทำการวิจัยว่าในส่วนที่เกี่ยวกับโครงการหนึ่ง รัฐชายฝั่งไม่ใช้สิทธิ ของตน ตามข้อ ๒๔๖ และ ๒๕๓ ในลักษณะที่สอดคล้องกับอนุสัญญานี้ ให้เสนอเข้าสู่การประนอมตามภาคผนวก ๕ ตอนที่ ๒ เมื่อได้มีการร้องขอฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดโดยมีเงื่อนไขว่าคณะกรรมาธิการประนอมไม่อาจโต้แย้งการใช้ดุลพินิจของ รัฐชายฝั่งในการกำหนดบริเวณเฉพาะ ตามที่กล่าวถึงในข้อ ๒๔๖ วรรค ๖ หรือการใช้ดุลพินิจที่จะไม่อนุญาตตามข้อ ๒๔๖ วรรค ๕
๓. (ก) ข้อพิพาทเกี่ยวกับการตีความหรือการใช้บทบัญญัติของอนุสัญญานี้ในเรื่องการประมง ให้ระงับตามตอนที่ ๒ เว้นแต่ว่า รัฐชายฝั่งไม่จำต้องยอมรับการเสนอให้ระงับข้อพิพาท เกี่ยวกับสิทธิอธิปไตยในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพยากร มีชีวิตในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ หรือการใช้สิทธิอธิปไตยเหล่านั้น รวมถึงอำนาจในการใช้ดุลพินิจที่จะพิจารณา กำหนดปริมาณที่พึงอนุญาตให้จับได้ ขีดความสามารถในการประมง การจัดสรรส่วนที่เหลือให้แก่รัฐอื่น กับข้อกำหนดและเงื่อนไขที่กำหนดขึ้นในกฎหมายและข้อบังคับว่าด้วยการอนุรักษ์และการจัดการของรัฐชายฝั่ง
(ข) ในกรณีที่การใช้ตอนที่ ๑ ของภาคนี้ ไม่อาจบรรลุข้อยุติได้ ให้เสนอข้อพิพาทเข้าสู่การประนอมตามภาคผนวก ๕ ตอนที่ ๒ ตามการร้องขอจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดในข้อพิพาท เมื่อมีการกล่าวหาว่า
(๑) รัฐชายฝั่งไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีของตนอย่างชัดแจ้งที่จะประกันโดยอาศัยมาตรการการอนุรักษ์ และการจัดการที่เหมาะสมว่าการธำรงไว้ซึ่งทรัพยากรมีชีวิตในเขตเศรษฐกิจจำเพาะจะไม่ตกอยู่ในอันตราย อย่างร้ายแรง
(๒) รัฐชายฝั่งได้ปฏิเสธตามอำเภอใจที่จะพิจารณากำหนดปริมาณที่พึงอนุญาตให้จับได้ และขีดความสามารถในการจับทรัพยากรมีชีวิต เมื่อได้มีการร้องขอจากอีกรัฐหนึ่ง ในส่วนที่เกี่ยวกับมวลสัตว์น้ำ ซึ่งรัฐอื่นนั้นมีความสนใจในการทำประมง หรือ
(๓) รัฐชายฝั่งได้ปฏิเสธตามอำเภอใจที่จะจัดสรรส่วนที่เหลือทั้งหมดหรือบางส่วนซึ่งตนได้แสดงว่า มีอยู่ให้แก่รัฐใด ตามข้อ ๖๒, ๖๙ และ ๗๐ และตามข้อกำหนดและเงื่อนไขซึ่งรัฐชายฝั่งได้กำหนดขึ้น โดยสอดคล้อง กับอนุสัญญานี้
(ค) ไม่ว่าในกรณีใด ๆ คณะกรรมาธิการประนอมต้องไม่ใช้ดุลพินิจของตนแทนดุลพินิจของรัฐชายฝั่ง
(ง) ให้ส่งรายงานของคณะกรรมาธิการประนอมไปยังองค์การระหว่างประเทศที่เหมาะสม
(จ) ในการเจรจาความตกลงตามข้อ ๖๙ และ ๗๐ ให้รัฐภาคีรวมข้อบทว่าด้วยมาตรการซึ่งรัฐเหล่านั้นจะใช้เพื่อลด ความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นได้เกี่ยวกับการตีความหรือการใช้ความตกลงนั้นให้เหลือน้อยที่สุดและข้อบทว่าด้วยวิธีที่รัฐเหล่านั้น ควรดำเนินการต่อไปหากความขัดแย้งยังเกิดขึ้น เว้นแต่รัฐเหล่านั้นตกลงกันเป็นอย่างอื่น
ข้อ ๒๙๘
ข้อยกเว้นที่เลือกได้ในการใช้ตอนที่ ๒๑. เมื่อลงนาม ให้สัตยาบัน หรือภาคยานุวัติอนุสัญญานี้ หรือในเวลาใดหลังจากนั้น รัฐอาจประกาศเป็นหนังสือ โดยไม่เป็นการเสื่อมเสียต่อพันธกรณีที่เกิดขึ้นตามตอนที่ ๑ ว่า ตนไม่ยอมรับวิธีดำเนินการ วิธีหนึ่งวิธีใด หรือหลายวิธีที่บัญญัติไว้ในตอนที่ ๒ ในส่วนที่เกี่ยวกับข้อพิพาทประเภทหนึ่งหรือหลายประเภทดังต่อไปนี้
(ก) (๑) ข้อพิพาทเกี่ยวกับการตีความหรือการใช้ข้อ ๑๕, ๗๔ และ ๘๓ ที่เกี่ยวกับการกำหนดขอบเขต ของเขตแดนทางทะเล หรือที่เกี่ยวข้องกับอ่าวประวัติศาสตร์ หรือสิทธิทางประวัติศาสตร์โดยมีเงื่อนไขว่ารัฐซึ่งได้ประกาศ เช่นว่านั้นต้องยอมรับการเสนอเรื่องนั้นตามการร้องขอจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดในข้อพิพาทเข้าสู่การประนอมตามภาคผนวก ๕ ตอนที่ ๒ เมื่อข้อพิพาทเช่นว่านั้นเกิดขึ้นหลังจากที่อนุสัญญานี้มีผลใช้บังคับ และในกรณีที่ฝ่ายต่าง ๆ ไม่ได้บรรลุความตกลงในการเจรจาภายในระยะเวลาอันสมควรโดยมีเงื่อนไขนอกจากนั้นว่าข้อพิพาทใด ๆ ซึ่งจำเป็นต้องเกี่ยวพันกับการพิจารณาที่ยังดำเนินอยู่ในเวลาเดียวกันของข้อพิพาทที่ยังไม่ระงับใด ๆ เกี่ยวกับอธิปไตยหรือสิทธิอื่น ๆ เหนืออาณาเขตทางบกซึ่งเป็นทวีปหรือเกาะ ต้องไม่รวมอยู่ในการเสนอเช่นว่านั้น
(๒) หลังจากคณะกรรมาธิการประนอมได้เสนอรายงาน ซึ่งจะให้เหตุผลที่ตนใช้เป็นพื้นฐานให้ฝ่ายต่าง ๆ เจรจาความตกลงบนพื้นฐานของรายงานนั้น หากการเจรจาไม่บรรลุซึ่งความตกลง ให้ฝ่ายต่าง ๆ โดยความยินยอมร่วมกัน เสนอปัญหานั้นเข้าสู่วิธีดำเนินการหนึ่งในบรรดาที่บัญญัติไว้ในตอนที่ ๒ เว้นแต่ฝ่ายต่าง ๆ จะตกลงกันเป็นอย่างอื่น
(๓) อนุวรรคนี้ไม่ใช้บังคับกับข้อพิพาทเกี่ยวกับเขตแดนทางทะเลซึ่งยุติไปแล้วโดยข้อตกลงระหว่างฝ่ายต่าง ๆ หรือไม่ใช้บังคับกับข้อพิพาทเช่นว่านั้นซึ่งจะต้องระงับตามความตกลงทวิภาคีหรือพหุภาคีซึ่งผูกพันฝ่ายต่าง ๆ เหล่านั้น
(ข) ข้อพิพาทเกี่ยวกับกิจกรรมทางทหารรวมทั้งกิจกรรมทางทหารโดยเรือและอากาศยานรัฐบาล ซึ่งใช้ในงาน ที่มิใช่การพาณิชย์ และข้อพิพาทเกี่ยวกับกิจกรรมในการบังคับใช้กฎหมายในเรื่องการใช้สิทธิอธิปไตยหรือเขตอำนาจ ที่ไม่รวมอยู่ในเขตอำนาจของศาลหรือคณะตุลาการตามข้อ ๒๙๗ วรรค ๒ หรือ ๓
(ค) ข้อพิพาทซึ่งคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติกำลังใช้อำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย โดยกฎบัตรสหประชาชาติ เว้นแต่คณะมนตรีความมั่นคงจะวินิจฉัยถอนเรื่องนั้นออกจากระเบียบวาระการประชุม หรือเรียกร้องให้ฝ่ายต่าง ๆ ระงับข้อพิพาทนั้นโดยวิธีที่บัญญัติไว้ในอนุสัญญานี้
๒. รัฐภาคีซึ่งได้ประกาศตามวรรค ๑ อาจถอนคำประ-กาศนั้นในเวลาใดก็ได้ หรืออาจตกลงให้เสนอข้อพิพาท ซึ่งเป็นข้อยกเว้นที่ระบุไว้ในคำประกาศเข้าสู่วิธีดำเนินการใด ๆ ที่ระบุไว้ในอนุสัญญานี้
๓. รัฐภาคีซึ่งได้ประกาศตามวรรค ๑ จะไม่มีสิทธิที่จะเสนอข้อพิพาทกับรัฐภาคีอีกรัฐหนึ่งในประเภทข้อพิพาท ที่ได้รับการยกเว้นเข้าสู่วิธีดำเนินการใด ๆ ในอนุสัญญานี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากฝ่ายนั้น
๔. ถ้ารัฐภาคีรัฐหนึ่ง,ได้ประกาศตามวรรค ๑ (ก) รัฐภาคีอื่นใดอาจเสนอข้อพิพาทกับฝ่ายที่ประกาศซึ่งอยู่ในประเภท ข้อพิพาทที่ได้รับการยกเว้นเข้าสู่วิธีดำเนินการที่ระบุไว้ในคำประกาศเช่นว่านั้นก็ได้
๕. คำประกาศใหม่หรือการถอนคำประกาศไม่กระทบกระเทือนแต่ประการใดต่อการดำเนินคดีซึ่งค้างอยู่ในศาล หรือคณะตุลาการตามข้อนี้ เว้นแต่ฝ่ายต่าง ๆ จะตกลงกันเป็นอย่างอื่น
๖. คำประกาศและหนังสือแจ้ง การถอนคำประกาศตามข้อนี้ต้องมอบไว้กับเลขาธิการสหประชาชาติผู้ซึ่งจะส่งสำเนา ของคำประกาศและหนังสือแจ้งนั้นไปยังรัฐภาคี
. . .
ภาค ๑๗
บทบัญญัติสุดท้าย
. . .ข้อ ๓๑๑
ความสัมพันธ์กับอนุสัญญาและความตกลงระหว่างประเทศอื่น ๆ๑. ในระหว่างรัฐภาคีทั้งหลายให้อนุสัญญานี้มีผลบังคับเหนืออนุสัญญาเจนีวาว่าด้วยกฎหมายทะเล ฉบับต่าง ๆ ลงวันที่ ๒๙ เมษายน ค.ศ. ๑๙๕๘
๒. อนุสัญญานี้,ไม่เปลี่ยนแปลงสิทธิ,และพันธกรณีของรัฐภาคีซึ่งเกิดจากความตกลงอื่น ๆ ที่สอดคล้องกับอนุสัญญานี้ และซึ่งไม่กระทบกระเทือนการอุปโภคสิทธิ หรือการปฏิบัติตามพันธกรณีของรัฐภาคีอื่นตามอนุสัญญานี้
๓. รัฐภาคีสองรัฐหรือมากกว่านั้น อาจทำความตกลงขอเปลี่ยนแปลงแก้ไขหรืองดการใช้บทบัญญัติ ของอนุสัญญา นี้ชั่วคราว อันมีผลใช้บังคับเฉพาะกับความสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยมีเงื่อนไขว่าความตกลงเช่นว่านั้นต้องไม่เกี่ยวกับ บทบัญญัติซึ่งถ้าเปลี่ยนแปลงจะไม่สอดคล้องกับการปฏิบัติให้เป็นไปตามจุดมุ่งหมายและวัตถุประสงค์ของอนุสัญญานี้ อย่างมีประสิทธิผล และโดยมีเงื่อนไขนอกจากนั้นว่าความตกลงเช่นว่านั้นต้องไม่กระทบกระเทือนการใช้หลักการพื้นฐาน ซึ่งรวมอยู่ในอนุสัญญานี้ และว่าบทบัญญัติของความตกลงเช่นว่านั้นต้องไม่กระทบกระเทือนการอุปโภคสิทธิ หรือการปฏิบัติตามพันธกรณีของรัฐภาคีอื่นตามอนุสัญญานี้
๔. ให้รัฐภาคีซึ่งมีความจำนงจะทำความตกลงตามที่กล่าวถึงในวรรค ๓ แจ้งให้รัฐภาคีอื่นทราบถึงความจำนง ของตนที่จะทำความตกลง และถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือการงดใช้ชั่วคราวที่มีอยู่ในความตกลง โดยผ่านผู้เก็บรักษา อนุสัญญานี้
๕. ข้อนี้ไม่กระทบกระเทือนความตกลงระหว่างประเทศซึ่งข้ออื่น ๆ ของอนุสัญญานี้อนุญาตให้ทำได้ หรือสงวนไว้โดยชัดแจ้ง
๖. รัฐภาคีตกลงกันว่าจะไม่มีการแก้ไขหลักการพื้นฐานเกี่ยวกับมรดกร่วมของมนุษยชาติที่ระบุไว้ในข้อ ๑๓๖ และว่าตนจะไม่เป็นภาคีความตกลงใดที่เปลี่ยนแปลงหลักการพื้นฐานนั้น
. . . ๑ คำแปลอย่างไม่เป็นทางการโดยกระทรวงการต่างประเทศ อนุสัญญานี้มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๗ ประเทศไทยมิได้เป็นภาคีอนุสัญญานี้ อนึ่งคณะผู้จัดทำได้จัดย่อหน้าตามต้นฉบับแต่ละภาษา แต่ในคำแปลไทยนั้น ได้เปลี่ยนข้อ (เอ), (บี), (ซี) ... เป็น (ก), (ข), (ค) ... ตามลำดับ Back
| Home | สารบาญ | Chapter 4 | English Version |