Home สารบาญ Chapter 3 English Version กฎแห่งกรุงเฮก
สำหรับสงครามทางอากาศ๑หมวด ๑
การใช้บังคับ : การจัดประเภทและเครื่องหมายข้อ ๑
ให้ใช้กฎแห่งสงครามทางอากาศแก่อากาศยานทั้งปวง ไม่ว่าเบากว่าหรือหนักกว่าอากาศ โดยไม่คำนึงว่าอากาศยานนั้นสามารถลอยน้ำได้หรือไม่
ข้อ ๒
ให้ถือว่าอากาศยานต่อไปนี้เป็นอากาศยานฝ่ายเมือง
(ก) อากาศยานทางทหาร
(ข) อากาศยานที่มิใช่ทางทหารซึ่งใช้เฉพาะในกิจการฝ่ายเมือง
ให้ถือว่าอากาศยานอื่นทั้งปวงเป็นอากาศยานเอกชนข้อ ๓
อากาศยานทางทหารต้องติดเครื่องหมายภายนอกแสดงสัญชาติและลักษณะทางทหาร
ข้อ ๔
อากาศยานฝ่ายเมืองที่มิใช่ทางทหาร ซึ่งใช้เพื่อความมุ่งประสงค์ทางศุลกากรและตำรวจ ต้องมีเอกสารเป็นหลักฐาน แสดงว่าอากาศยานได้ใช้เฉพาะในกิจการฝ่ายเมือง
อากาศยานเช่นว่านี้ต้องติดเครื่องหมายภายนอกแสดงสัญชาติและลักษณะฝ่ายเมืองที่ไม่ใช่ทางทหาร
ข้อ ๕
ในยามสงคราม อากาศยานฝ่ายเมืองที่มิใช่ทางทหารนอกจากอากาศยานซึ่งใช้เพื่อความมุ่งประสงค์ทางศุลกากร หรือตำรวจ ต้องติดเครื่องหมายภายนอกเช่นเดียวกับอากาศยานเอกชน และเพื่อความมุ่งประสงค์ของกฎนี้ ย่อมได้รับการประติบัติบนพื้นฐานเดียวกับอากาศยานเอกชน
ข้อ ๖
อากาศยานที่มิได้ระบุไว้ในข้อ ๓ และข้อ ๔ และที่ถือเป็นอากาศยานเอกชน ต้องมีเอกสารเช่นว่านั้น และติดเครื่องหมายภายนอกเช่นว่านั้นดังที่กำหนดไว้ในกฎซึ่งใช้บังคับในประเทศตน เครื่องหมายเหล่านี้ ต้องแสดงสัญชาติและลักษณะของอากาศยาน
ข้อ ๗
เครื่องหมายภายนอกซึ่งกำหนดโดยข้อบทข้างต้น ต้องติดไว้แน่นหนาเพื่อมิให้เปลี่ยนแปลงได้ในขณะทำการบิน เครื่องหมายเหล่านี้ต้องมีขนาดใหญ่เท่าที่จะทำได้ และสามารถมองเห็นจากด้านบน ด้านล่าง และแต่ละข้าง
ข้อ ๘
เครื่องหมายภายนอกซึ่งกำหนดโดยกฎที่ใช้บังคับในแต่ละรัฐ ต้องแจ้งไปยังประเทศอื่นทั้งปวงโดยพลัน
การปรับเปลี่ยนกฎซึ่งใช้ในยามสงบ เกี่ยวกับเครื่องหมายภายนอก จะต้องแจ้งไปยังประเทศอื่นทั้งปวง ก่อนที่กฎนั้นจะมีผลใช้บังคับ การปรับเปลี่ยนกฎเช่นว่าซึ่งใช้เมื่อเกิดสงครามหรือในระหว่างการสู้รบ แต่ละประเทศจะต้องแจ้งไปยังประเทศอื่นทั้งปวงในทันทีที่ทำได้ และไม่ช้าไปกว่าเวลาที่ตนได้แจ้งไปยังหน่วยรบของตน
ข้อ ๙
อากาศยานที่มิใช่ทางทหารของคู่สงคราม ไม่ว่าอากาศยานฝ่ายเมืองหรือเอกชน อาจเปลี่ยนสถานะเป็นอากาศยาน ทางทหารได้ ถ้าการเปลี่ยนนั้นกระทำภายในเขตอำนาจของรัฐคู่สงครามซึ่งเป็นเจ้าของอากาศยาน และไม่ได้กระทำใน ทะเลหลวง
ข้อ ๑๐
ห้ามมิให้อากาศยานมีสัญชาติมากกว่าหนึ่งสัญชาติ
หมวด ๒
หลักการทั่วไปข้อ ๑๑
ภายนอกเขตอำนาจของรัฐใด ๆ ไม่ว่ารัฐคู่สงครามหรือเป็นกลาง อากาศยานทั้งปวงย่อมมีเสรีภาพอย่างเต็มที่ ในการผ่านห้วงอากาศและลงพื้น
ข้อ ๑๒
ในยามสงคราม รัฐใด ๆ ไม่ว่ารัฐคู่สงครามหรือเป็นกลาง อาจห้ามหรือควบคุมการเข้า การเคลี่อนที่ หรือการแวะพักของอากาศยานภายในเขตอำนาจของตน
หมวด ๓
คู่สงครามข้อ ๑๓
อากาศยานทางทหารเท่านั้นที่อาจใช้สิทธิของคู่สงคราม
ข้อ ๑๔
อากาศยานทางทหารต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของบุคคลซึ่งได้รับมอบหมายหรือสังกัดอยู่ในกองทัพ ของรัฐนั้นโดยชอบ และผู้ประจำการในอากาศยานต้องเป็นทหารเท่านั้น
ข้อ ๑๕
บรรดาผู้ประจำการในอากาศยานทางทหารต้องติดเครื่องหมายแสดงลักษณะเฉพาะเช่นว่านั้นอย่างแน่นหนา เพื่อให้สังเกตเห็นได้แต่ไกลในกรณีที่บุคคลดังกล่าวอยู่ห่างจากอากาศยาน
ข้อ ๑๖
ห้ามมิให้อากาศยานอื่นนอกจากอากาศยานทางทหารของคู่สงคราม เข้าร่วมการสู้รบไม่ว่าในรูปแบบใด
คำว่า "การสู้รบ" รวมถึงการส่งข่าวทหารในขณะทำการบิน เพื่อให้คู่สงครามนำไปใช้ได้ทันทีห้ามมิให้อากาศยานเอกชน เมื่ออยู่ภายนอกเขตอำนาจของประเทศตน ติดอาวุธในยามสงคราม
ข้อ ๑๗
หลักการที่กำหนดไว้ในอนุสัญญากรุงเจนีวา พ.ศ. ๒๔๔๙ และอนุสัญญาเพื่อการปรับใช้อนุสัญญาดังกล่าว สำหรับสงครามทางทะเล (ฉบับที่ ๑๐ แห่ง พ.ศ. ๒๔๕๐) ย่อมใช้แก่สงครามทางอากาศและอากาศยานทางการแพทย์ ตลอดถึงการควบคุมเหนืออากาศยานทางการแพทย์โดยผู้บัญชาการของคู่สงครามด้วย อากาศยานทางการแพทย์ ต้องติดเครื่องหมายกาชาดอันเด่นชัดเพิ่มเติมจากเครื่องหมายแสดงความแตกต่างตามปกติ เพื่อจะบันเทิงเอกสิทธิ์และ ความคุ้มกัน ตามที่อนุสัญญากรุงเจนีวา พ.ศ. ๒๔๔๙ อนุญาตให้แก่ยวดยานทางการแพทย์
หมวด ๔
การสู้รบข้อ ๑๘
การใช้กระสุนควัน กระสุนไฟ หรือกระสุนระเบิดโดย หรือต่ออากาศยาน หาเป็นสิ่งต้องห้ามไม่
บทบัญญัตินี้ใช้อย่างเท่าเทียมกันแก่รัฐซึ่งเป็นภาคีและมิได้เป็นภาคีของปฏิญญาแห่งกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก พ.ศ. ๒๔๑๑ข้อ ๑๙
การใช้เครื่องหมายภายนอกปลอม เป็นสิ่งต้องห้าม
ข้อ ๒๐
เมื่ออากาศยานไม่อาจใช้ทำการบินต่อไปได้ ผู้ควบคุมซึ่งพยายามหลบหนีโดยใช้ร่มชูชีพ จะต้องไม่ถูกโจมตี ตลอดช่วงการลงสู่พื้นนั้น
ข้อ ๒๑
การใช้อากาศยานเพื่อความมุ่งประสงค์ในการกระจายโฆษณาชวนเชื่อ จะไม่ถือเป็นวิธีการทำสงคราม อันมิชอบด้วยกฎหมาย บรรดาผู้ประจำการในอากาศยานเช่นว่านั้น จะต้องไม่ถูกตัดสิทธิในฐานะเชลยศึก ในข้อกล่าวหาว่าตนได้กระทำการเช่นว่านั้น
การทิ้งระเบิด
ข้อ ๒๒
ห้ามมิให้ทิ้งระเบิดทางอากาศเพื่อความมุ่งประสงค์ในการสร้างความหวาดกลัวแก่ประชากรพลเรือน ทำลายหรือทำให้เสียหายแก่ทรัพย์สินเอกชนซึ่งไม่มีลักษณะทางทหาร หรือทำร้ายผู้ที่มิได้เป็นทหารพลรบ
ข้อ ๒๓
ห้ามมิให้ทิ้งระเบิดทางอากาศเพื่อความมุ่งประสงค์ในการบังคับให้ปฏิบัติตามคำขอร้องทางไมตรีหรือการบริจาคเงิน
ข้อ ๒๔
(๑) การทิ้งระเบิดทางอากาศจะชอบด้วยกฎหมาย ก็แต่โดยกระทำต่อเป้าหมายทางทหาร กล่าวคือ สิ่งที่หากมีการทำลายหรือทำร้ายแล้ว จะทำให้คู่สงครามได้เปรียบทางทหารอย่างเด่นชัด
(๒) การทิ้งระเบิดเช่นว่านั้นจะชอบด้วยกฎหมาย ก็แต่โดย กระทำโดยเฉพาะต่อเป้าหมายดังต่อไปนี้ กองกำลังทางทหาร งานโยธาทหาร สิ่งก่อสร้างหรือคลังพัสดุทางทหาร โรงงานซึ่งเป็นศูนย์กลางสำคัญ และเป็นที่รู้จักในด้านการผลิตอาวุธ วัตถุระเบิด หรือสิ่งจำเป็นทางทหารที่เด่นชัด หรือสายการสื่อสาร หรือการขนส่งที่ใช้ในความมุ่งประสงค์ทางทหาร
(๓) ห้ามมิให้ทิ้งระเบิดใส่นคร เมือง หมู่บ้าน ที่พักอาศัย หรืออาคารซึ่งมิได้อยู่ในบริเวณประชิด กับยุทธการของหน่วยรบทางบก ในกรณีที่เป้าหมายซึ่งระบุไว้ในวรรค ๒ ตั้งอยู่ในบริเวณดังกล่าวทำให้อากาศยาน ไม่สามารถทิ้งระเบิดโดยปราศจากการทิ้งระเบิดที่แยกแยะประชากรพลเรือนไม่ได้ อากาศยานต้องละเว้นจากการทิ้งระเบิด
(๔) ในบริเวณประชิดกับยุทธการของหน่วยรบทางบก การทิ้งระเบิดใส่นคร เมือง หมู่บ้าน ที่พักอาศัย หรืออาคาร จะชอบด้วยกฎหมาย ถ้าการทิ้งระเบิดนั้นกระทำไปโดยมีข้อสันนิษฐานอันควรว่า มีการรวมพลที่สำคัญเพียงพอ ต่อการทิ้งระเบิด และได้คำนึงถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่ประชากรพลเรือนแล้ว
(๕) รัฐคู่สงครามจะรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน ซึ่งเจ้าหน้าที่หรือ หน่วยรบของตนได้ก่อให้เกิดขึ้นจากการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งข้อนี้
ข้อ ๒๕
ในการทิ้งระเบิดโดยอากาศยาน ผู้บัญชาการต้องดำเนินขั้นตอนอันจำเป็นทั้งปวงเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อสงวนไว้ซึ่งอาคารที่อุทิศแก่การสักการะสาธารณะ ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์หรือความมุ่งประสงค์ทางการกุศล อนุสาวรีย์ทางประวัติศาสตร์ เรือพยาบาล โรงพยาบาลและสถานที่อื่นซึ่งเป็นที่รวมผู้ป่วยและผู้บาดเจ็บ โดยมีเงื่อนไขว่าอาคาร วัตถุ และสถานที่เช่นว่านั้น ณ เวลาดังกล่าวมิได้ใช้เพื่อความมุ่งประสงค์ทางทหาร อาคาร วัตถุและสถานที่เช่นว่านี้ในยามกลางวันต้องแสดงเครื่องหมายอันสามารถมองเห็นได้จากอากาศยาน การใช้เครื่องหมายเพื่อแสดงอาคาร วัตถุหรือสถานที่อื่น ๆ นอกจากที่กำหนดไว้ข้างต้น ให้ถือเป็นการกระทำล่อลวง เครื่องหมายซึ่งใช้ข้างต้นนี้สำหรับอาคารซึ่งได้รับความคุ้มครองภายใต้อนุสัญญากรุงเจนีวา ให้ทำเป็นรูปกากบาดแดงบนพื้นขาว และสำหรับอาคารซึ่งได้รับการคุ้มครองอื่น ๆ ให้ทำเป็นรูปแผ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้าใหญ่ โดยแบ่งทแยงมุมเป็นสามเหลี่ยมมุมแหลมสองส่วน ส่วนหนึ่งสีดำ อีกส่วนสีขาว
คู่สงครามที่ประสงค์จะให้ความคุ้มครองในยามกลางคืนแก่โรงพยาบาลและอาคารที่มีเอกสิทธิ์อื่นดังที่กล่าวไว้ข้างต้น ต้องจัดให้มีมาตรการอันจำเป็นเพื่อทำสัญลักษณ์พิเศษให้พอเพียงแก่การมองเห็นข้อ ๒๖
กฎดังต่อไปนี้ได้รับการยอมรับเพื่อความมุ่งประสงค์ที่จะทำให้รัฐได้รับความคุ้มครองอันมีประสิทธิภาพมาก ขึ้นสำหรับอนุสาวรีย์ทางประวัติศาสตร์สำคัญซึ่งตั้งอยู่ภายในอาณาเขตของตน โดยมีเงื่อนไขว่ารัฐนั้นเต็มใจ ละเว้นจากการใช้อนุสาวรีย์นั้นและเขตแดนโดยรอบเพื่อความมุ่งประสงค์ทางทหาร และยอมรับระบอบพิเศษ สำหรับการตรวจของตน
(๑) รัฐมีสิทธิ ตามที่ตนเห็นว่าเหมาะสม ที่จะก่อตั้งเขตคุ้มครองรอบอนุสาวรีย์เช่นว่านั้นซึ่งตั้งอยู่ในอาณาเขตของตน เขตเช่นว่านี้ในยามสงครามจะได้รับการคุ้มกันจากการทิ้งระเบิด
(๒) ในยามสงบ ให้แจ้งไปยังประเทศอื่นผ่านพิธีทางการทูต ว่าอนุสาวรีย์มีเขตดังกล่าวตั้งอยู่โดยรอบ และให้แสดงขอบเขตของเขตดังกล่าวด้วย การแจ้งนั้นอาจเพิกถอนได้ในยามสงคราม
(๓) เขตคุ้มครอง ซึ่งเพิ่มเติมจากบริเวณที่อนุสาวรีย์หรือกลุ่มอนุสาวรีย์ได้ตั้งอยู่อย่างแท้จริง อาจรวมถึงเขตด้านนอกซึ่งกว้างไม่เกิน ๕๐๐ เมตรโดยวัดจากเส้นรอบวงของพื้นที่ดังกล่าว
(๔) เครื่องหมายซึ่งสามารถมองเห็นอย่างชัดเจนจากอากาศยาน ไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน จะใช้เพื่อความมุ่งประสงค์ที่จะประกันการแสดงขอบเขตของเขตดังกล่าว ให้แก่นักบินของคู่สงคราม
(๕) เครื่องหมายบนอนุสาวรีย์เอง จะเป็นเครื่องหมายที่ระบุไว้ในข้อ ๒๕ เครื่องหมายที่ใช้เพื่อแสดงเขต โดยรอบจะกำหนดโดยรัฐซึ่งยอมรับบทแห่งข้อนี้ และจะได้แจ้งไปยังประเทศอื่นในเวลาเดียวกับการแจ้ง เกี่ยวกับอนุสาวรีย์และเขตนั้น
(๖) การใช้เครื่องหมายแสดงเขตที่ได้อ้างถึงในวรรค ๕ โดยมิชอบ จะถือเป็นการกระทำล่อลวง
(๗) รัฐซึ่งยอมรับบทแห่งข้อนี้ ต้องละเว้นจากการใช้อนุสาวรีย์และเขตโดยรอบเพื่อความมุ่งประสงค์ทางทหาร หรือเพื่อผลประโยชน์ไม่ว่าโดยทางใดขององค์การทางทหาร หรือละเว้นจากการกระทำด้วยความมุ่งประสงค์ ทางทหารโดยเจตนา ภายในอนุสาวรีย์หรือเขตเช่นว่านั้น
(๘) คณะกรรมการตรวจสอบซึ่งประกอบด้วยผู้แทนเป็นกลางสามคนได้รับการมอบหมายจากรัฐ ซึ่งได้รับบทแห่งข้อนี้หรือตัวแทนของบุคคลนั้น จะได้รับการแต่งตั้งเพื่อความมุ่งประสงค์ในการสร้างความมั่นใจว่า จะไม่มีการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งวรรค ๗ ให้สมาชิกคนหนึ่งของคณะกรรมการตรวจสอบเป็นผู้แทน (หรือตัวแทนของบุคคลนั้น) ของรัฐ ซึ่งได้รับมอบหมายให้ดูแลผลประโยชน์ของคู่สงครามฝ่ายตรงข้าม
การจารกรรม
ข้อ ๒๗
ให้ถือว่าบุคคลใด ๆ บนอากาศยานของรัฐคู่สงครามหรือเป็นกลาง เป็นจารชนก็แต่เมื่อบุคคลนั้นทำให้ได้มา หรือพยายามทำให้ได้มาซึ่งข้อมูล,ในขณะที่อยู่ในอากาศ โดย กระทำการอย่างแอบแฝงหรือปลอมตัว ภายในเขตอำนาจของคู่สงครามหรือเขตยุทธการของคู่สงครามด้วยเจตนาจะส่งข้อมูลนั้นไปยังฝ่ายปรปักษ์
ข้อ ๒๘
การจารกรรมซึ่งกระทำหลังจากออกจากอากาศยาน โดยบรรดาผู้ประจำการในอากาศยานหรือ โดยคนโดยสารซึ่งมากับอากาศยานนั้น ให้อยู่ภายใต้บทบัญญัติแห่งข้อบังคับว่าด้วยสงครามทางบก
ข้อ ๒๙
โทษแห่งการกระทำจารกรรมที่อ้างถึงในข้อ ๒๗ และ ๒๘ ให้อยู่ภายใต้ข้อ ๓๐ และ ๓๑ ของข้อบังคับว่าด้วยสงครามทางบก
หมวด ๕
อำนาจทางทหารเหนือ
อากาศยานฝ่ายปรปักษ์และฝ่ายเป็นกลาง
และบุคคลในอากาศยานนั้นข้อ ๓๐
ผู้บัญชาการของคู่สงครามอาจห้ามมิให้อากาศยานฝ่ายเป็นกลางบินผ่านบริเวณประชิดกับหน่วยรบของตน หรืออาจสั่งให้บินตามเส้นทางหนึ่งโดยเฉพาะ ในกรณีที่พิจารณาเห็นว่าอากาศยานนั้นอาจทำให้ยุทธการที่ตน ดำเนินการอยู่ในขณะนั้นไม่บรรลุผลสำเร็จ อากาศยานฝ่ายเป็นกลางที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวซึ่งผู้บัญชาการ ของคู่สงครามได้แจ้งให้ทราบแล้ว อาจถูกยิงได้
ข้อ ๓๑
ตามหลักการแห่งข้อ ๕๓ ของข้อบังคับว่าด้วยสงครามทางบก อากาศยานเอกชนฝ่ายเป็นกลางซึ่งกองกำลังยึดครอง ของคู่สงครามได้พบในขณะที่อากาศยานนั้นกำลังเข้าสู่เขตอำนาจของฝ่ายปรปักษ์ อาจต้องร้องขอไถ่ถอนอากาศยาน ภายใต้การชำระค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวน
ข้อ ๓๒
อากาศยานฝ่ายเมืองของฝ่ายปรปักษ์ นอกจากอากาศยานซึ่งได้รับการประติบัติบนพื้นฐานเดียวกับอากาศยานเอกชน ย่อมอยู่ภายใต้การยึดทรัพย์โดยมิต้องดำเนินวิธีพิจารณาการยึดทรัพย์เชลยศึก
ข้อ ๓๓
อากาศยานซึ่งมิใช่ทางทหารของคู่สงคราม ไม่ว่าอากาศยาน ฝ่ายเมืองหรือเอกชน ซึ่งกำลังบินอยู่ภายในเขตอำนาจ ของรัฐตน อาจถูกยิงได้ เว้นแต่จะบินลงพื้นซึ่งใกล้ที่สุดเท่าที่กระทำได้ เมื่ออากาศยานทางทหารของฝ่ายปรปักษ์ กำลังบินเข้าประกบ
ข้อ ๓๔
อากาศยานซึ่งมิใช่ทางทหารของคู่สงคราม ไม่ว่าอากาศยานฝ่ายเมืองหรือเอกชน อาจถูกยิงได้ ถ้าอากาศยานนั้นบินอยู่
(๑) ภายในเขตอำนาจของฝ่ายปรปักษ์ หรือ
(๒) ในบริเวณติดกับเขตนั้นและภายนอกเขตอำนาจรัฐของตน หรือ
(๓) ในบริเวณประชิดกับยุทธการของฝ่ายปรปักษ์โดยทางบกหรือทางทะเลข้อ ๓๕
อากาศยานฝ่ายเป็นกลางซึ่งกำลังบินอยู่ภายในเขตอำนาจของคู่สงครามและได้รับการเตือนว่าอากาศยาน ทางทหารของคู่สงครามฝ่ายตรงข้ามกำลังบินเข้าประกบ ต้องบินลงพื้นซึ่งใกล้ที่สุดเท่าที่กระทำได้ การไม่ปฏิบัติตาม จะทำให้อากาศยานนั้นเสี่ยงจากการถูกยิง
ข้อ ๓๖
เมื่ออากาศยานทางทหารฝ่ายปรปักษ์ตกอยู่ในการครอบครองของคู่สงคราม บรรดาผู้ประจำการในอากาศยาน และคนโดยสาร หากมี อาจตกเป็นเชลยศึก
กฎเดียวกันนี้ใช้แก่บรรดาผู้ประจำการในอากาศยานและคนโดยสาร หากมี ของอากาศยานฝ่ายเมืองที่มิใช่ ทางทหารของฝ่ายปรปักษ์ เว้นแต่อากาศยานนั้นได้อุทิศเฉพาะแก่การขนส่งคนโดยสาร คนโดยสารจะมีสิทธิ ได้รับการปล่อยตัว หากมิได้ปฏิบัติงานให้ฝ่ายปรปักษ์ หรือเป็นคนชาติของฝ่ายปรปักษ์,ซึ่งเหมาะแก่การปฏิบัติงานทางทหาร
หากอากาศยานเอกชนฝ่ายปรปักษ์ตกอยู่ในการครอบครองของคู่สงคราม บรรดาผู้ประจำการในอากาศยานซึ่งเป็นคนชาติ ฝ่ายปรปักษ์ หรือผู้ซึ่งเป็นคนชาติฝ่ายเป็นกลางซึ่งปฏิบัติงานให้ฝ่ายปรปักษ์ อาจตกเป็นเชลยศึก บรรดาผู้ประจำการ ฝ่ายเป็นกลางซึ่งมิได้ปฏิบัติงานให้ฝ่ายปรปักษ์มีสิทธิได้รับการปล่อยตัว หากบุคคลดังกล่าวลงลายมือชื่อใน หนังสือรับรองว่า จะไม่ปฏิบัติงานในอากาศยานของฝ่ายปรปักษ์ในระหว่างที่ยังมีการสู้รบกันอยู่ คนโดยสารมีสิทธิได้รับการปล่อยตัว เว้นแต่ได้ปฏิบัติงานให้ฝ่ายปรปักษ์หรือเป็นคนชาติฝ่ายปรปักษ์ ซึ่งเหมาะแก่การปฏิบัติงานทางทหาร กรณีเหล่านี้อาจทำให้บุคคลดังกล่าวตกเป็นเชลยศึก
การปล่อยตัวในกรณีใด ๆ อาจล่าช้าออกไป หากผลประโยชน์ทางทหารของคู่สงครามเป็นสิ่งจำเป็น
คู่สงครามอาจคุมตัวบรรดาผู้ประจำการในอากาศยานหรือคนโดยสารใด ๆ ในฐานะเชลยศึก หากบุคคลดังกล่าว ณ เวลาที่ใกล้เคียงกับการถูกจับกุม ได้ปฏิบัติงานอันเป็นการช่วยเหลือพิเศษและในเชิงรุกแก่ฝ่ายปรปักษ์ในเที่ยวบินนั้น
ให้แจ้งชื่อของบุคคลที่ได้รับการปล่อยตัวหลังการให้คำรับรองเป็นหนังสือตามวรรคสามของข้อนี้ ไปยังคู่สงครามฝ่ายตรงข้ามผู้ซึ่งจะไม่จงใจใช้บุคคลดังกล่าวโดยฝ่าฝืนคำรับรองนั้นข้อ ๓๗
บรรดาผู้ประจำการในอากาศยานฝ่ายเป็นกลางซึ่งถูกกักตัวไว้โดยคู่สงคราม ต้องได้รับการปล่อยตัวโดยไม่มีเงื่อนไข หากบุคคลดังกล่าวเป็นคนชาติของฝ่ายเป็นกลางและไม่ได้ปฏิบัติงานให้ฝ่ายปรปักษ์ ถ้าหากว่าบุคคลดังกล่าว เป็นคนชาติของฝ่ายปรปักษ์หรือปฏิบัติงานให้ฝ่ายปรปักษ์ ก็อาจตกเป็นเชลยศึก คนโดยสารมีสิทธิได้รับการปล่อยตัว เว้นแต่ได้ปฏิบัติงานให้ฝ่ายปรปักษ์หรือเป็นคนชาติของฝ่ายปรปักษ์ซึ่งเหมาะแก่การปฏิบัติงานทางทหาร กรณีเหล่านี้อาจทำให้บุคคลดังกล่าวตกเป็นเชลยศึก การปล่อยตัวในกรณีใด ๆ อาจล่าช้า ถ้าผลประโยชน์ทางทหาร ของคู่สงครามเป็นสิ่งจำเป็น คู่สงครามอาจคุมตัวบรรดาผู้ประจำการในอากาศยานหรือคนโดยสารใด ๆ ในฐานะเชลยศึก ถ้าบุคคลดังกล่าว ณ เวลาที่ใกล้เคียงกับการถูกจับกุม ได้ปฏิบัติงานอันเป็นการช่วยเหลือพิเศษ และในเชิงรุกแก่ฝ่ายปรปักษ์ ในเที่ยวบินนั้น
ข้อ ๓๘
เมื่อความใดภายใต้บทบัญญัติแห่งข้อ ๓๖ และ ๓๗ กำหนดว่าบรรดาผู้ประจำการในอากาศยานหรือคนโดยสาร อาจตกเป็นเชลยศึก ให้เข้าใจว่า ถ้าบุคคลดังกล่าวมิได้สังกัดในกองกำลังติดอาวุธ ก็ย่อมมีสิทธิได้รับการประติบัติ ไม่น้อยไปกว่าที่เชลยศึกได้รับ
หมวด ๖
หน้าที่ของคู่สงครามต่อรัฐที่เป็นกลางและ
หน้าที่ของรัฐที่เป็นกลางต่อรัฐคู่สงครามข้อ ๓๙
อากาศยานของคู่สงครามมีหน้าที่ที่จะเคารพสิทธิของประเทศที่เป็นกลาง และละเว้นจากการกระทำการใด ๆ ภายในเขตอำนาจของรัฐที่เป็นกลาง ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐนั้นที่จะปกป้องไม่ให้เกิดขึ้น
ข้อ ๔๐
ห้ามมิให้อากาศยานทางทหารของคู่สงครามเข้าสู่เขตอำนาจของรัฐที่เป็นกลาง
ข้อ ๔๑
ให้ถือว่าอากาศยานซึ่งอยู่บนเรือรบ รวมทั้งเรือบรรทุกเครื่องบิน เป็นส่วนหนึ่งของเรือนั้น
ข้อ ๔๒
รัฐบาลที่เป็นกลางต้องใช้วิธีการเท่าที่ทำได้เพื่อกีดกันมิให้อากาศยานทางทหารของคู่สงครามเข้าสู่เขตอำนาจของ ตน และเพื่อบังคับให้อากาศยานนั้นลงพื้นหากอากาศยานนั้น,ได้เข้าสู่เขตอำนาจของตนแล้ว รัฐบาลที่เป็นกลางพึงใช้วิธีการ เท่าที่ทำได้,เพื่อกักกันอากาศยานทางทหารของคู่สงคราม ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจ ของตน หลังจากได้ลงพื้นแล้ว ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด พร้อมกับ ผู้ประจำการอากาศยานและคนโดยสาร หากมี
ข้อ ๔๓
ให้กักกันผู้ประจำหน้าที่ของอากาศยานทางทหารของ คู่สงครามที่ไม่อาจใช้ทำการบินต่อไปได้ ซึ่งได้รับการช่วยเหลือ นอกน่านน้ำของฝ่ายเป็นกลาง และอากาศยานทางทหารของฝ่ายเป็นกลางได้นำบุคคลนั้นมายังเขตอำนาจของรัฐ ที่เป็นกลาง
ข้อ ๔๔
ห้ามมิให้รัฐบาลที่เป็นกลางจัดส่งอากาศยาน ชิ้นส่วนอากาศยาน หรือ วัสดุ อุปกรณ์หรือยุทโธปกรณ์ซึ่งจำเป็น สำหรับอากาศยาน ด้วยวิธีการใด ๆ ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม ไปยังประเทศคู่สงคราม
ข้อ ๔๕
ภายใต้บทแห่งข้อ ๔๖ ประเทศที่เป็นกลางไม่มีหน้าที่ ที่จะกีดกันการส่งออกหรือการผ่านในนามของคู่สงคราม ซึ่งอากาศยาน ชิ้นส่วนอากาศยาน วัสดุ อุปกรณ์หรือยุทโธปกรณ์สำหรับอากาศยาน
ข้อ ๔๖
รัฐบาลที่เป็นกลางมีหน้าที่ที่จะใช้วิธีการเท่าที่ทำได้
(๑) กีดกันมิให้อากาศยานบินออกจากเขตอำนาจของตน ในสภาพที่จะทำการจู่โจมประเทศคู่สงคราม หรือซึ่งรับขนหรือได้รับการสนับสนุนด้วยเครื่องมือหรืออุปกรณ์ ซึ่งการใช้หรือติดตั้งวัตถุดังกล่าวจะทำให้อากาศยาน สามารถทำการจู่โจมฝ่ายปรปักษ์ได้ ถ้ามีเหตุผลที่เชื่อได้ว่าอากาศยานเช่นว่านั้นถูกกำหนดให้ใช้ต่อต้านประเทศคู่สงคราม
(๒) กีดกันมิให้อากาศยานบินออก หากอากาศยานนั้นมีผู้สังกัดในหน่วยรบของประเทศคู่สงคราม เป็นผู้ประจำการในอากาศยาน
(๓) กีดกันการซ่อมบำรุงอากาศยานซึ่งวางแผนเพื่อตระเตรียมการบินออกโดยขัดกับความมุ่งประสงค์ของข้อนี้
ในการบินออกของอากาศยานใด ๆ ที่บุคคลหรือบริษัทในเขตอำนาจเป็นกลางได้ส่งออกอากาศยานนั้นออกไป ตามคำสั่งของประเทศคู่สงครามประเทศหนึ่ง รัฐบาลที่เป็นกลางต้องกำหนดเส้นทางให้อากาศยานเช่นว่านั้น หลีกเลี่ยงบริเวณยุทธการของคู่สงครามฝ่ายตรงข้าม และต้องบังคับหลักประกันอันอาจจำเป็นเพื่อประกันว่า อากาศยานนั้นจะบินตามเส้นทางที่กำหนด
ข้อ ๔๗
รัฐที่เป็นกลางมีหน้าที่จัดให้มีขั้นตอนเช่นว่านั้น เท่าที่ตนกระทำได้ เพื่อเป็นวิธีการกีดกันการตรวจการณ์ทางอากาศ ภายในเขตอำนาจของตน ต่อการเคลื่อนกำลัง การดำเนินยุทธการ หรือการป้องกันของคู่สงครามฝ่ายหนึ่ง ด้วยความมุ่งประสงค์จะแจ้งให้คู่สงครามอีกฝ่ายทรา[ บทบัญญัตินี้ใช้อย่างเท่าเทียมกันแก่อากาศยานทางทหาร ของคู่สงครามที่อยู่บนเรือรบ
ข้อ ๔๘
การกระทำของประเทศที่เป็นกลางในการใช้กำลังหรือวิธีการอื่นเท่าที่ตนกระทำได้ในการใช้สิทธิหรือหน้าที่ของตน ภายใต้กฎนี้ จะไม่ถือเป็นการกระทำอันเป็นปรปักษ์
หมวด ๗
การตรวจและการค้น การยึดและการประณามข้อ ๔๙
อากาศยานเอกชนอาจถูกตรวจและค้น และยึดโดยอากาศยานทางทหารของคู่สงคราม
ข้อ ๕๐
อากาศยานทางทหารของคู่สงครามมีสิทธิที่จะสั่งให้อากาศยานฝ่ายเมืองที่มิใช่ทางทหาร,และอากาศยานเอกชน บินลงหรือเข้าดำเนินการเพื่อการตรวจและค้น ณ สถานที่อันเหมาะสม สามารถเข้าถึงได้ไม่ยากนักภายหลังที่มีการเตือน แล้ว การปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามคำสั่งให้บินลงหรือเข้าดำเนินการ ณ สถานที่เช่นว่านั้นเพื่อการสอบสวน อาจทำให้อากาศยาน เสี่ยงที่จะถูกยิงได้
ข้อ ๕๑
อากาศยานฝ่ายเมืองที่มิใช่ทางทหารของฝ่ายเป็นกลาง นอกจากอากาศยานที่ได้รับการประติบัติอย่างอากาศยานเอกชน จะอยู่ภายใต้เพียงการตรวจเพื่อความมุ่งประสงค์ในการพิสูจน์ความถูกต้องของเอกสารเท่านั้น
ข้อ ๕๒
อากาศยานเอกชนของฝ่ายปรปักษ์อาจถูกยึดได้ในทุกสถานการณ์
ข้อ ๕๓
อากาศยานเอกชนของฝ่ายเป็นกลางอาจถูกยึดได้ หาก
(ก) ยืนกรานการใช้สิทธิคู่สงครามโดยชอบด้วยกฎหมาย
(ข) ฝ่าฝืนคำสั่งห้ามตามที่ผู้บัญชาการของคู่สงคราม ได้แจ้งให้ทราบ ภายใต้ข้อ ๓๐
(ค) เข้าร่วมงานซึ่งไม่เป็นกลาง
(ง) ติดอาวุธในยามสงครามเมื่ออยู่ภายนอกเขตอำนาจของประเทศตน
(จ) ไม่ได้ติดเครื่องหมายภายนอก หรือใช้เครื่องหมายปลอม
(ฉ) ไม่มีเอกสาร หรือมีเอกสารไม่เพียงพอหรือผิดปกติ
(ช) เห็นได้อย่างชัดเจนว่าทำการบินออกนอกเส้นทาง ระหว่างจุดบินออกกับจุดปลายทางซึ่งระบุไว้ในเอกสารของตน และหลังจากการสอบสวนตามที่คู่สงครามอาจถือว่าจำเป็นแล้ว ไม่พบสาเหตุอันควรสำหรับการออกนอกเส้นทาง คู่สงครามซึ่งกำลังดำเนินการสอบสวนอาจกักอากาศยานนั้น พร้อมด้วยผู้ประจำการในอากาศยานและคนโดยสาร หากมี
(ซ) รับขนของต้องห้ามในสงครามหรือผลิตของนั้นขึ้นเอง
(ฌ) เข้าร่วมการละเมิดเขตปิดล้อมซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยชอบและรักษาการอย่างมีประสิทธิผล
(ญ) เปลี่ยนจากสัญชาติของคู่สงครามเป็นสัญชาติของฝ่ายเป็นกลาง ณ วันและสถานการณ์ซึ่งแสดงถึงเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงผลที่อากาศยานของฝ่ายปรปักษ์จะได้รับ
ทั้งนี้มีเงื่อนไขว่าในแต่ละกรณี (ยกเว้นข้อ ญ) สาเหตุของการยึดต้องมาจากการกระทำที่เกิดขึ้นในเที่ยวบิน ของอากาศยานฝ่ายเป็นกลางที่ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของคู่สงคราม เช่น ตั้งแต่อากาศยานได้ออกจาก จุดบินออกและก่อนเข้าสู่จุดปลายทาง
ข้อ ๕๔
เอกสารของอากาศยานเอกชนจะถือว่าไม่เพียงพอหรือผิดปกติ ถ้าเอกสารนั้นไม่ได้ก่อตั้งสัญชาติอากาศยาน และแสดงชื่อและสัญชาติของผู้ประจำการในอากาศยานและคนโดยสาร จุดบินออกและจุดปลายทางของเที่ยวบินนั้น พร้อมกับรายการและสภาพสินค้าที่ขนส่งมาด้วย ทั้งนี้ให้รวมถึงหนังสือปูมเดินทางด้วย
ข้อ ๕๕
การยึดอากาศยานหรือของบนอากาศยาน ต้องกระทำภายใต้กระบวนการยึดทรัพย์เชลยศึก เพื่อที่จะมีการรับฟัง และตัดสินข้อกล่าวหาของฝ่ายเป็นกลางอย่างเหมาะสม
ข้อ ๕๖
อากาศยานเอกชนซึ่งถูกยึดด้วยสาเหตุว่า อากาศยานไม่ติดเครื่องหมายภายนอก หรือใช้เครื่องหมายปลอม หรืออากาศยานติดอาวุธในยามสงครามภายนอกเขตอำนาจของประเทศตน อาจถูกประณามได้ อากาศยานเอกชน ของฝ่ายเป็นกลางซึ่งถูกยึดด้วยสาเหตุว่า อากาศยานได้เพิกเฉยต่อคำสั่งของผู้บัญชาการของคู่สงครามภายใต้ข้อ ๓๐ อาจถูกประณาม เว้นแต่จะสามารถแสดงเหตุผลอันสมควรสำหรับการเข้ามาในเขตห้ามบิน ในกรณีอื่นทั้งปวง ให้ศาลทรัพย์เชลยศึกใช้กฎอย่างเดียวกับที่ใช้กับเรือพาณิชย์หรือสินค้าของเรือ หรือไปรษณียภัณฑ์บนเรือพาณิชย์ ในการพิจารณาคดียึดอากาศยานหรือสินค้าของอากาศยาน หรือไปรษณียภัณฑ์บนอากาศยาน
ข้อ ๕๗
ในระหว่างการตรวจและค้น หากพบว่า อากาศยานเอกชนเป็นอากาศยานของฝ่ายปรปักษ์ อากาศยาน ดังกล่าวอาจถูกทำลายได้ ถ้าผู้บัญชาการของคู่สงครามเห็นว่าจำเป็นต้องทำเช่นนั้น โดยมีเงื่อนไขว่าได้นำบุคคลทั้งปวง บนอากาศยานไปอยู่ในที่ปลอดภัยแล้วเป็นอันดับแรก และได้มีการเก็บรักษาเอกสารทั้งปวงของอากาศยานแล้ว
ข้อ ๕๘
ในระหว่างการตรวจและการค้น หากพบว่า อากาศยานเอกชนเป็นอากาศยานของฝ่ายเป็นกลางซึ่งอาจได้รับ การประนามด้วยสาเหตุการไม่ปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายเป็นกลาง หรือด้วยสาเหตุว่าอากาศยานไม่ติดเครื่องหมาย ภายนอกหรือติดเครื่องหมายปลอม อากาศยานดังกล่าวอาจถูกทำลายได้ ถ้าการส่งอากาศยานนั้น ไปดำเนินกระบวนพิจารณาคดีเป็นเรื่องสุดวิสัย หรือจะเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของอากาศยานของคู่สงครามห รือต่อความสำเร็จของยุทธการซึ่งอากาศยานของคู่สงครามได้เข้าร่วม นอกจากกรณีข้างต้นนี้แล้ว ห้ามมิให้ทำลายอากาศยานเอกชนของฝ่ายเป็นกลาง เว้นแต่เป็นความฉุกเฉินทางทหารอย่างร้ายแรงที่สุด ซึ่งจะไม่เป็นเหตุให้ผู้บังคับการต้องปล่อยหรือส่งอากาศยานนั้นเพื่อการดำเนินกระบวนพิจารณาคดี
ข้อ ๕๙
ก่อนจะทำลายอากาศยานเอกชนของฝ่ายเป็นกลาง ให้นำบุคคลบนอากาศยานไปอยู่ในที่ปลอดภัย และเก็บรักษาเอกสารของอากาศยานนั้นไว้
ผู้ยึดซึ่งได้ทำลายอากาศยานเอกชนของ ฝ่ายเป็นกลางต้องเสนอการยึด ดังกล่าวต่อศาลทรัพย์เชลยศึก และต้องแสดงในเบื้องต้นว่า,ตนมีเหตุอันสมควรในการทำลายอากาศยานนั้นตามข้อ ๕๘ ถ้าผู้ยึดไม่ดำเนินการเช่นว่านี้ ผู้มีส่วนได้เสียในอากาศยานหรือสินค้าของอากาศยาน มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทน ถ้าหากว่าการยึดดังกล่าวไม่สมบูรณ์ แม้ว่าการทำลายอากาศยานจะมีเหตุอันสมควรก็ตาม ให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แก่ผู้มีส่วนได้เสียทดแทนสิทธิการกลับคืนสู่ฐานะเดิมของบุคคลนั้น
ข้อ ๖๐
เมื่อมีการยึดอากาศยานเอกชนของฝ่ายเป็นกลางด้วยสาเหตุว่าอากาศยานนั้นรับขนของต้องห้าม ผู้ยึดอาจเรียก ให้มอบของต้องห้ามอย่างเด็ดขาดใด ๆ บนอากาศยาน หรือดำเนินการทำลายของต้องห้ามอย่างเด็ดขาดเช่นว่านั้น ถ้าการส่งของนั้นไปกับอากาศยานเพื่อการพิจารณาคดีเป็นเรื่องสุดวิสัย หรือเป็นอันตรายต่อความปลอดภัย ของอากาศยานของคู่สงครามหรือความสำเร็จของยุทธการซึ่งผู้ยึดได้เข้าร่วม หลังจากได้บันทึกการส่ง หรือทำลายของในสมุดปูมเดินทางของอากาศยาน และได้รับรองเอกสารที่เกี่ยวข้องในต้นฉบับหรือสำเนาแล้ว ผู้ยึดต้องอนุญาตให้อากาศยานของฝ่ายเป็นกลางนั้นทำการบินต่อไป
บทบัญญัติแห่งวรรคสองของข้อ ๕๙ จะใช้เมื่อมีการส่งมอบหรือทำลายของต้องห้ามอย่างเด็ดขาด ซึ่งมากับอากาศยานเอกชนของฝ่ายเป็นกลาง
หมวด ๘
คำนิยามข้อ ๖๑
คำว่า "ทางทหาร" ตลอดทั้งกฎนี้ ให้หมายถึงหน่วยงานทั้งปวงของกองทัพ เช่น กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ
ข้อ ๖๒
เว้นแต่ได้กำหนดไว้เป็นกฎพิเศษ และเว้นแต่บทบัญญัติแห่งหมวด ๗ ของกฎนี้หรืออนุสัญญาระหว่างประเทศต่าง ๆ ระบุให้ใช้กฎหมายและกระบวนพิจารณาทางพาณิชย์นาวี ผู้ประจำหน้าที่ในอากาศยานซึ่งเข้าร่วมการสู้รบ จะตกอยู่ภายใต้ กฎหมายสงครามและความเป็นกลางซึ่งใช้แก่กองกำลังทางบก ตามประเพณีและทางปฏิบัติของกฎหมายระหว่างประเทศ และของคำประกาศและอนุสัญญาต่าง ๆ ซึ่งรัฐที่เกี่ยวข้องเป็นภาคี
๑ คำแปลโดยประเสริฐ ป้อมป้องศึก; ในช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๕ ถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๖ ผู้แทนของประเทศสหรัฐอเมริกา บริเตนใหญ่ ฝรั่งเศส อิตาลี ญี่ปุ่น และเนเธอร์แลนด์ ได้ร่วมประชุมคณะกรรมาธิการ นักนิติศาสตร์ ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อร่างกฎสำหรับสงครามทางอากาศ ซึ่งสำเร็จลงเมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๖ แม้ว่ากฎเหล่านี้จะไม่มีผลใช้บังคับในฐานะกฎหมายสนธิสัญญา แต่ก็มีหลายส่วนเป็นการกล่าวย้ำ กฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศที่เกี่ยวกับสงครามทางบกและทางทะเล นอกจากนี้ยังเป็นเอกสารประวัติศาสตร์ ซึ่งแสดงถึง "ความพยายามอันทรงอิทธิพลที่จะสร้างความชัดเจนและวางระบบกฎหมายว่าด้วยการใช้อากาศยาน ในสงคราม" อีกด้วย Back
| Home | สารบาญ | Chapter 3 | English Version |