Home สารบาญ Chapter 3 English Version อนุสัญญา
ว่าด้วยความเสียหายซึ่งอากาศยานต่างประเทศ
ก่อให้เกิดขึ้นแก่บุคคลที่สามบนผิวพื้น
ลงนาม ณ กรุงโรม เมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๕๑
รัฐผู้ลงนามในอนุสัญญานี้
โดยที่มีความปรารถนาที่จะทำให้เป็นที่มั่นใจได้ว่า บุคคลผู้ได้รับความเสียหายบนผิวพื้นอันก่อให้เกิดขึ้นโดย อากาศยานต่างประเทศ จักได้รับค่าสินไหมทดแทนอย่างเพียงพอ โดยจำกัดขนาดของความรับผิดต่อความเสียหาย เช่นว่านี้ไว้ตามความเหมาะสม เพื่อมิให้เป็นอุปสรรคต่อความเจริญของการขนส่งทางอากาศพลเรือนระหว่างประเทศ และ
โดยที่เห็นประจักษ์ในความจำเป็นที่จะต้องจัดระเบียบซึ่งใช้บังคับอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเกี่ยวกับความรับผิดต่อ ความเสียหายเช่นว่านี้ไว้ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันให้มากที่สุด โดยทางอนุสัญญาระหว่างประเทศ
เพื่อให้ บรรลุผล ดังกล่าว จึงได้แต่งตั้งผู้มีอำนาจเต็มซึ่งได้ลงนามไว้ท้ายอนุสัญญานี้และซึ่งได้รับมอบอำนาจ โดยถูกต้องแล้วเป็นผู้ทำความตกลงดังต่อไปนี้
หมวด ๑
หลักแห่งความรับผิดข้อ ๑
๑. ให้บุคคลผู้ได้รับความเสียหายบนผิวพื้นมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนตามที่บัญญัติไว้ในอนุสัญญานี้ เพียงแต่พิสูจน์ได้ว่าความเสียหายนั้นก่อให้เกิดขึ้นโดยอากาศยานที่อยู่ในระหว่างทำการบิน หรือโดยบุคคลหรือสิ่งของ ซึ่งตกลงมาจากอากาศยาน แต่ถ้าความเสียหายนั้นมิได้เป็นผลโดยตรงของเหตุอุบัติซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายนั้นก็ดี หรือถ้าความเสียหายนั้นมีผลมาจากเพียงข้อเท็จจริงว่าอากาศยานนั้นได้ผ่านไปในห้วงอากาศโดยถูกต้องตามข้อบังคับ การจราจรทางอากาศที่ใช้อยู่ในขณะนั้นก็ดี ผู้เสียหายนั้นย่อมไม่มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทน
๒. เพื่อประโยชน์แห่งอนุสัญญานี้ ให้ถือว่าอากาศยานอยู่ในระหว่างทำการบินนับตั้งแต่ขณะที่อากาศยานนั้น เริ่มใช้กำลังเพื่อความมุ่งหมายที่จะทำการบินขึ้นจากพื้นดินไปจนถึงขณะที่การลงสู่พื้นดินได้สิ้นสุดลง ในกรณีอากาศยานประเภทเบากว่าอากาศ คำว่า "อยู่ในระหว่างทำการบิน" หมายถึงระยะเวลานับตั้งแต่ขณะที่ อากาศยานนั้นขาดการสัมผัสกับผิวพื้นไปจนถึงขณะที่ได้ลงสัมผัสกับผิวพื้นอีกครั้งหนึ่ง
ข้อ ๒
๑. ให้ความรับผิดต่อค่าสินไหมทดแทนที่ได้กำหนดไว้ในข้อ ๑ แห่งอนุสัญญานี้ผูกพันผู้ดำเนินการของอากาศยานนั้น
๒. (ก) เพื่อประโยชน์แห่งอนุสัญญานี้ คำว่า "ผู้ดำเนินการ" ให้หมายความถึงบุคคลผู้ซึ่งกำลังใช้อากาศยาน ในเวลาที่ความเสียหายได้เกิดขึ้น แต่ถ้าการควบคุมการเดินอากาศของอากาศยานนั้นยังคงอยู่กับบุคคลผู้ซึ่งเป็น ผู้ใช้สิทธิในการใช้อากาศยานดังกล่าวแล้ว ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยปริยาย ให้ถือว่าบุคคลผู้นั้นเป็นผู้ดำเนินการ
(ข) เมื่อบุคคลใดกำลังใช้อากาศยานโดยตนเอง หรือเมื่อลูกจ้างหรือตัวแทนของบุคคลนั้นกำลังใช้อากาศยาน ตามหน้าที่ โดยจะอยู่ภายในขอบเขตอำนาจของตนหรือไม่ก็ตาม ให้ถือว่าบุคคลนั้นใช้อากาศยานนั้น
๓. ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า เจ้าของอากาศยานตามที่ได้จดทะเบียนไว้เป็นผู้ดำเนินการและจะต้องรับผิดชอบ ในฐานะเช่นนั้น เว้นแต่ในกระบวนพิจารณาเพื่อวินิจฉัยความรับผิดของตน ตนสามารถพิสูจน์ได้ว่าบุคคลอื่น เป็นผู้ดำเนินการ และดำเนินการตามสมควรเท่าที่วิธีพิจารณาความตามกฎหมายจะพึงยอมให้ทำได้ เพื่อให้ได้ ตัวบุคคลอื่นดังกล่าวนั้นเข้ามาเป็นฝ่ายหนึ่งในกระบวนพิจารณา
ข้อ ๓
ถ้าบุคคลที่เป็นผู้ดำเนินการในเวลาที่ความเสียหายได้เกิดขึ้นไม่มีสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะใช้อากาศยานเป็นระยะเวลา เกินกว่าสิบสี่วันนับตั้งแต่ขณะเมื่อสิทธิที่จะใช้ได้เริ่มต้น ให้บุคคลผู้ให้สิทธิเช่นว่านั้นเป็นผู้รับผิดตามส่วนของตน และร่วมกันกับผู้ดำเนินการนั้น โดยแต่ละฝ่ายต้องถูกผูกพันตามบทบัญญัติแห่งอนุสัญญานี้ และภายในขอบเขตความรับผิด แห่งอนุสัญญานี้
ข้อ ๔
ถ้าบุคคลใดใช้อากาศยานโดยปราศจากความยินยอมของบุคคลผู้มีสิทธิในการควบคุมการเดินอากาศของอากาศยาน นั้น บุคคลหลังจักต้องรับผิดตามส่วนของตนและร่วมกันกับผู้ใช้อากาศยานโดยมิชอบด้วยกฎหมายในความเสียหาย ซึ่งให้สิทธิในค่าสินไหมทดแทนตามข้อ ๑ โดยแต่ละฝ่ายมีความผูกพันตามบทบัญญัติแห่งอนุสัญญานี้ และภายในขอบเขต ความรับผิดตามอนุสัญญานี้ เว้นแต่ผู้มีสิทธิในการควบคุมการเดินอากาศของอากาศยานลำนั้นจะพิสูจน์ได้ว่า ตนได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรเพื่อป้องกันการใช้นั้นแล้ว
ข้อ ๕
บุคคลผู้ใดซึ่งควรจะต้องรับผิดตามบทบัญญัติแห่ง อนุสัญญานี้ ย่อมไม่ต้องรับผิดถ้าความเสียหายนั้นเป็นผล โดยตรงของการปะทะกันด้วยอาวุธ หรือความวุ่นวายภายในบ้านเมืองหรือถ้าบุคคลเช่นว่านั้น ได้ถูกถอนสิทธิการใช้ อากาศยานนั้น โดยการกระทำอันเป็นอำนาจทางราชการ
ข้อ ๖
๑. บุคลลใดซึ่งควรจะต้องรับผิดตามบทบัญญัติแห่ง อนุสัญญานี้ ย่อมไม่ต้องรับผิดในความเสียหาย ถ้าพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายนั้นเกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่อโดยตรงหรือจากการกระทำ หรืองดเว้นการกระทำอื่น ๆ อันเป็นความผิดของบุคคลผู้ได้รับความเสียหาย หรือของลูกจ้างหรือตัวแทนของผู้ได้รับความเสียหายนั้นเอง ถ้าบุคคลผู้จะต้องรับผิดพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นมีมูลมาจากความประมาทเลินเล่อ หรือจากการกระทำ หรืองดเว้นการกระทำอื่น ๆ อันเป็นความผิดของบุคคลผู้ได้รับความเสียหาย หรือของลูกจ้างหรือตัวแทนของบุคคลผู้นั้น ให้ลดค่าสินไหมทดแทนลง,ตามขนาดของความประมาทเลินเล่อหรือการกระทำหรืองดเว้นกระทำอันเป็นความผิด ซึ่งเป็นมูลแห่งความเสียหายนั้น ๆ อย่างไรก็ดี ในกรณีประมาทเลินเล่อ หรือการกระทำการ หรืองดเว้นกระทำอันเป็น ความผิด ของลูกจ้างหรือตัวแทนนั้น ห้ามมิให้มีการลดหย่อนหรือผ่อนภาระเช่นว่านี้ ถ้าบุคคลผู้รับความเสียหาย พิสูจน์ได้ว่า ลูกจ้างหรือตัวแทนของบุคคลผู้นั้นได้กระทำนอกเหนือขอบอำนาจของตน
๒. เมื่อบุคคลหนึ่งนำคดีขึ้นฟ้องร้องเพื่อเรียกค่าเสียหายอันเกิดขึ้นจากการเสียชีวิต หรือได้รับบาดเจ็บของบุคคล อีกคนหนึ่ง ความประมาทเลินเล่อหรือการกระทำหรืองดเว้น กระทำของบุคคลอื่นเช่นว่านี้ก็ดี หรือของลูกจ้างหรือ ตัวแทนของบุคคลผู้นี้ก็ดี,ย่อมมีผลเช่นเดียวกับที่ได้บัญญัติไว้ในวรรคก่อนด้วย
ข้อ ๗
เมื่ออากาศยานสองลำหรือมากกว่าได้ชนกัน หรือต่างเกี่ยวกระทบซึ่งกันและกันขณะอยู่ในระหว่างทำการบิน และความเสียหายซึ่งเป็นผลให้เกิดสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนตามที่ได้กำหนดไว้ในข้อ ๑ ได้เกิดขึ้นก็ดี หรือเมื่ออากาศยาน สองลำหรือมากกว่าร่วมกันก่อให้เกิดความเสียหายเช่นว่านั้นก็ดี ให้ถือว่าอากาศยานทุกลำที่เกี่ยวข้องได้ก่อความเสียหาย นั้นให้เกิด และผู้ดำเนินการของอากาศยานแต่ละลำจักต้องรับผิดชอบโดยให้ทุก ๆ คนต้องถูกผูกพันตามบทบัญญัติแห่ง อนุสัญญานี้และภายในขอบเขตความรับผิดของอนุสัญญานี้
ข้อ ๘
บุคคลที่ได้ระบุไว้ในวรรค ๓ แห่งข้อ ๒ และในข้อ ๓ และข้อ ๔ ย่อมมีสิทธิในการดำเนินการต่อสู้ทุกทางเท่าที่ ผู้ดำเนินการจะทำได้ภายใต้บทบัญญัติแห่งอนุสัญญานี้
ข้อ ๙
ผู้ดำเนินการ เจ้าของ บุคคลใดที่ต้องรับผิดตามข้อ ๓ หรือข้อ ๔ หรือลูกจ้าง หรือตัวแทนของบุคคลเหล่านั้น ย่อมไม่ต้องรับผิดต่อความเสียหายบนผิวพื้นซึ่งเกิดจากอากาศยานที่อยู่ในระหว่างทำการบิน หรือจากบุคคล หรือสิ่งของที่ตกจากอากาศยานนั้นนอกเหนือไปกว่าที่ได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งในอนุสัญญานี้ ข้อบังคับนี้มิให้ใช้บังคับแก่ บุคคลเช่นว่านั้นที่มีความผิดโดยการกระทำหรืองดเว้นการกระทำโดยเจตนาซึ่งกระทำไปด้วยความจงใจที่จะก่อให้เกิด ความเสียหายขึ้น
ข้อ ๑๐
มิให้ข้อความใด ๆ ในอนุสัญญานี้ทำความเสื่อมเสียแก่ปัญหาที่ว่าบุคคลซึ่งต้องรับผิดต่อความเสียหายตามบทบัญญัติ ของอนุสัญญานี้จะมีสิทธิไล่เบี้ยจากบุคคลอื่นใดต่อไปหรือไม่
หมวด ๒
ขนาดของความรับผิดข้อ ๑๑
๑ ในบังคับบทแห่งข้อ ๑๒ ความรับผิดในความเสียหายที่ให้สิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนตามข้อ ๑ สำหรับอากาศยาน ลำหนึ่ง และเหตุอุบัติรายหนึ่งในส่วนที่เกี่ยวกับบุคคลทั้งปวงซึ่งต้องรับผิดตามอนุสัญญานี้ จักต้องไม่เกิน
(ก) ๕๐๐,๐๐๐ ฟรัง สำหรับอากาศยานที่มีน้ำหนัก ๑,๐๐๐ กิโลกรัม หรือต่ำกว่า
(ข) ๕๐๐,๐๐๐ ฟรัง กับเพิ่มอีก ๔๐๐ ฟรังต่อ ๑ กิโลกรัมที่เกิน ๑,๐๐๐ กิโลกรัม สำหรับอากาศยานที่หนักกว่า ๑,๐๐๐ กิโลกรัม แต่ไม่เกิน ๖,๐๐๐ กิโลกรัม
(ค) ๒,๕๐๐,๐๐๐ ฟรัง กับเพิ่มอีก ๒๕๐ ฟรังต่อ ๑ กิโลกรัมที่เกิน ๖,๐๐๐ กิโลกรัม สำหรับอากาศยานที่หนักกว่า ๖,๐๐๐ กิโลกรัม แต่ไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ กิโลกรัม
(ง) ๖,๐๐๐,๐๐๐ ฟรัง กับเพิ่มอีก ๑๕๐ ฟรังต่อ ๑ กิโลกรัมที่เกิน ๒๐,๐๐๐ กิโลกรัม สำหรับอากาศยานที่หนักกว่า ๒๐,๐๐๐ กิโลกรัม แต่ไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ กิโลกรัม
(จ) ๑๐,๕๐๐,๐๐๐ ฟรัง กับเพิ่มอีก ๑๐๐ ฟรังต่อ ๑ กิโลกรัมที่เกิน ๕๐,๐๐๐ กิโลกรัม สำหรับอากาศยานที่หนักกว่า ๕๐,๐๐๐ กิโลกรัม
๒. ความรับผิดเกี่ยวกับการเสียชีวิต หรือบาดเจ็บ จักต้องไม่เกินกว่า ๕๐๐,๐๐๐ ฟรัง ต่อคนที่ตายหรือบาดเจ็บหนึ่งคน
๓. "น้ำหนัก" หมายความถึงน้ำหนักสูงสุดของอากาศยานที่ได้รับอนุญาตตามใบสำคัญสมควรเดินอากาศ สำหรับการเริ่มบิน โดยไม่คิดรวมถึงจำนวนน้ำหนักเชื้อเพลิงที่ใช้ในการล่อให้เครื่องยนต์เดินเมื่อต้องใช้
๔. จำนวนเงินที่ระบุไว้เป็นเงินฟรังในข้อนี้ หมายถึงหน่วยเงินตราที่ประกอบด้วยทองคำที่มีความบริสุทธิ ๙๐๐ ในพัน หนัก ๖๕.๕ มิลลิกรัม จำนวนเงินเหล่านี้อาจคำนวณเป็นเงินตราของชาติได้เป็นจำนวนเลขลงตัว การแลกเปลี่ยนเงินตรา แห่งชาติ ที่มิใช่ทองคำในกรณีที่มีกระบวนพิจารณาของศาล ให้กระทำตามค่าของทองคำของเงินตราเช่นว่านั้น ในวันที่มีคำพิพากษา หรือวันที่ได้มีการแบ่งสรรค่าสินไหมทดแทนนั้นถ้าเป็นกรณีตามความในข้อ ๑๔
ข้อ ๑๒
๑. ถ้าบุคคลผู้ได้รับความเสียหายพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายนั้นเกิดจากการกระทำหรืองดเว้นกระทำโดย เจตนาของผู้ดำเนินการ ลูกจ้าง หรือตัวแทนของผู้ดำเนินการซึ่งกระทำไปด้วยความจงใจที่จะก่อให้เกิด ความเสียหายขึ้นแล้ว ให้ความรับผิดของผู้ดำเนินการไม่มีขอบเขตจำกัด ทั้งนี้มีเงื่อนไขว่าในกรณีการกระทำ หรืองดเว้นกระทำของลูกจ้างหรือตัวแทนเช่นว่านั้นพิสูจน์ได้แล้วด้วยว่าลูกจ้างหรือ ตัวแทนดังกล่าวได้กระทำตาม หน้าที่และภายในขอบเขต อำนาจของตน
๒. ถ้าบุคคลใดเอาอากาศยานไปและใช้อากาศยานนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมายโดยปราศจากความยินยอม ของบุคคลผู้มีสิทธิใช้อากาศยานนั้น ให้ความรับผิดของบุคคลเช่นว่านั้นไม่มีขอบเขตจำกัด
ข้อ ๑๓
๑. ภายใต้บทบัญญัติแห่งข้อ ๓ หรือข้อ ๔ เมื่อใดบุคคลสองคนหรือกว่านั้นต้องรับผิดเพื่อความเสียหายก็ดี หรือเจ้าของตามที่จดทะเบียนไว้ผู้ซึ่งมิได้เป็นผู้ดำเนินการจำต้องรับผิดดังเช่นที่บัญญัติไว้ในวรรค ๓ แห่งข้อ ๒ ก็ดี บุคคลผู้เสียหายย่อมไม่มีสิทธิได้ค่าสินไหมทดแทนทั้งสิ้นเกินกว่าจำนวนค่าชดใช้สูงสุด ซึ่งศาลจะพึงชี้ขาดให้ ตามบทบัญญัติแห่งอนุสัญญานี้สำหรับบุคคล,ผู้รับผิดคนหนึ่ง คนใด
๒. เมื่อนำบัทบัญญัติในข้อ ๗ มาใช้บังคับบุคคลผู้ได้รับความเสียหายย่อมมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทน ไม่เกินจำนวนรวมของอัตราสูงสุดซึ่งวางไว้สำหรับอากาศยานแต่ละลำที่เกี่ยวข้อง แต่มิให้ผู้ดำเนินการรายหนึ่ง ต้องรับผิดในจำนวนเงินค่าสินไหมทดแทนเกินกว่าอัตราสูงสุดซึ่งวางไว้สำหรับอากาศยานของตน เว้นแต่ความรับผิด ของผู้ดำเนินการนั้นจะไม่มีขอบเขตจำกัดตามความในข้อ ๑๒
ข้อ ๑๔
ถ้ายอดเงินของการเรียกร้องเหล่านั้นตามที่ตั้งมาเกินกว่าอัตราสูงสุดของความรับผิดที่ตั้งไว้ตามบทบัญญัติ แห่งอนุสัญญานี้ ให้ใช้ข้อบังคับต่อไปนี้บังคับโดยคำนึงถึงบทบัญญัติในวรรค ๒ ข้อ ๑๑
(ก) ถ้าการเรียกร้องเหล่านั้นเกี่ยวกับการเสียชีวิตหรือการบาดเจ็บของบุคคลโดยเฉพาะ หรือเกี่ยวกับความเสียหาย แก่ทรัพย์สินโดยเฉพาะ ให้ลดการเรียกร้องเหล่านั้นลงโดยให้ได้ส่วนสัดกับจำนวนเงินของการเรียกร้องแต่ละราย
(ข) ถ้าการเรียกร้องเหล่านั้นเกี่ยวกับการเสียชีวิตหรือการบาดเจ็บของบุคคลและความเสียหายแก่ทรัพย์สินด้วย ให้กันยอดเงินทั้งหมดที่จะพึงแบ่งนั้นออกครึ่งหนึ่งก่อนไว้สำหรับชดใช้การเรียกร้องเกี่ยวกับการเสียชีวิตกับการได้รับบาดเจ็บ และถ้าไม่พอก็ให้แบ่งกันระหว่างการเรียกร้องเหล่านั้นตามสัดส่วน ให้แบ่งจำนวนที่เหลือจากยอดที่พึงจะแบ่งโดยเฉลี่ย ตามส่วนสัดระหว่างการเรียกร้องที่เกี่ยวกับความเสียหายแก่ทรัพย์สินและการเรียกร้องเกี่ยวกับการเสียชีวิตและการบาดเจ็บ ของบุคคลส่วนที่ยังได้รับการชดใช้ไม่ครบ
หมวด ๓
หลักประกันสำหรับความรับผิดของผู้ดำเนินการข้อ ๑๕
๑. รัฐผู้ทำสัญญาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอาจบังคับผู้ดำเนินการของอากาศยานที่จดทะเบียนในรัฐผู้ทำสัญญา อีกฝ่ายหนึ่งให้เอาประกันภัยเกี่ยวกับความรับผิดสำหรับความเสียหายซึ่งให้สิทธิในค่าสินไหมทดแทนตามข้อ ๑ ซึ่งเกิดขึ้นในอาณาเขตของรัฐผู้ทำสัญญาฝ่ายแรก โดยการเอาประกันภัยเป็นจำนวนเงินไม่เกินอัตราที่ใช้บังคับ ตามบทบัญญัติในข้อ ๑๑
๒. (ก) การเอาประกันภัยจะยอมรับว่าเป็นการเพียงพอได้ก็ต่อเมื่อเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งอนุสัญญานี้ และได้กระทำโดยผู้รับประกันภัยผู้ซึ่งได้รับอำนาจให้กระทำการรับประกันภัยตามกฎหมายของรัฐซึ่งอากาศยานนั้น ได้จดทะเบียนไว้ หรือของรัฐซึ่งผู้รับประกันภัยมีถิ่นที่อยู่มีสำนักงานใหญ่ และผู้ซึ่งมีความรับผิดชอบทางการเงิน ซึ่งรัฐหนึ่งรัฐใดในสองรัฐนั้นได้ตรวจรับรองแล้ว
(ข) ถ้ารัฐใดบังคับให้ต้องมีการเอาประกันภัยดังกล่าวในวรรค ๑ แห่งข้อนี้แล้ว และการชำระหนี้ด้วยเงินตรา ของรัฐนั้นยังไม่ครบถ้วนตามคำพิพากษาอันถึงที่สุดในรัฐนั้น รัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งรัฐใดอาจปฏิเสธไม่ยอมรับว่า ผู้รับประกันภัยนั้นมีความรับผิดทางการเงินก็ได้ จนกว่าจะได้ชำระหนี้นั้นเสร็จสิ้นในเมื่อถูกเรียกให้ชำระ
๓. แม้จะได้มีบทบัญญัติในวรรคสุดท้ายที่กล่าวมาแล้วก็ดี รัฐที่อากาศยานบินผ่านอาจปฏิเสธไม่ยอมรับความสมบูรณ์ ของการประกันภัยที่กระทำโดยผู้รับประกันภัยที่มิได้มี อำนาจทำการประกันภัยเพื่อความมุ่งหมายเช่นว่านี้ในรัฐ ผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งรัฐใด
๔. แทนการเอาประกันภัย ให้หลักประกันอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไปนี้เป็นการสมบูรณ์เพียงพอ ถ้าหลักประกันนั้นเป็นไป ตามข้อ ๑๗ คือ
(ก) เงินสดจำนวนหนึ่งที่ฝากไว้กับสำนักรับฝากเงินซึ่งดำเนินการโดยรัฐผู้ทำสัญญาที่อากาศยาน นั้นจดทะเบียนไว้ หรือกับธนาคารหนึ่งธนาคารใดซึ่งได้รับอำนาจจากรัฐบาลนั้นให้ดำเนินการรับฝากเงินได้
(ข) ประกันที่ได้ให้ไว้โดยธนาคารหนึ่งธนาคารใดซึ่งได้รับอำนาจให้ทำการนี้จากรัฐผู้ทำสัญญา ที่อากาศยานนั้นจดทะเบียนไว้ และซึ่งมีความรับผิดชอบทางการเงินที่ได้รับการตรวจรับรองจากรัฐนั้นแล้ว
(ค) ประกันที่ได้ให้ไว้โดยรัฐผู้ทำสัญญาที่อากาศยานนั้นได้จดทะเบียนไว้ ถ้ารัฐนั้นสัญญาว่าจะไม่อ้างความคุ้มกัน จากการถูกฟ้องคดีเกี่ยวกับประกันรายนั้น
๕. ในบังคับแห่งวรรค ๖ ของข้อนี้ รัฐที่อากาศยานบินผ่านอาจกำหนดได้ด้วยว่าให้อากาศยานนั้นนำติดไป ในอากาศยานซึ่งหนังสือสำคัญที่ออกให้โดยผู้รับประกันภัยซึ่งรับรองว่าการเอาประกันภัยนั้นได้กระทำตามบทบัญญัติ แห่งอนุสัญญานี้ และระบุตัวบุคคลคนเดียวหรือหลายคนผู้ซึ่งได้ประกันความรับผิดของตนไว้แล้ว โดยหนังสือสำคัญ หรือใบรับรองที่ออกให้โดยเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจในรัฐซึ่งอากาศยานนั้นได้จดทะเบียนไว้หรือในรัฐที่ผู้รับประกันภัยมีถิ่นที่อยู่ หรือสำนักงานใหญ่ซึ่งรับรองความรับผิดชอบทางการเงินของ ผู้รับประกันภัย ถ้าได้ใช้หลักประกันอย่างอื่น ตามที่บัญญัติ ไว้ในวรรค ๔ แห่งข้อนี้ หนังสือสำคัญที่มีความดังกล่าวจะต้องออกให้โดยเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของรัฐ ซึ่งอากาศยาน นั้นได้จดทะเบียนไว้
๖. หนังสือสำคัญที่ระบุไว้ในวรรค ๕ แห่งข้อนี้ ไม่จำเป็นต้องนำติดไปในอากาศยานก็ได้ ถ้าได้นำสำเนาที่รับรอง ถูกต้องแล้วไปยื่นไว้กับเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจซึ่งรัฐที่อากาศยานบินผ่านได้แต่งตั้งขึ้น หรือกับองค์การการบิน พลเรือนระหว่างประเทศถ้าองค์การนี้ยินยอม และองค์การนี้จะได้จัดส่งสำเนาหนังสือสำคัญนั้นให้แก่รัฐผู้ทำสัญญา
๗. (ก) ถ้ารัฐที่อากาศยานบินผ่านมีเหตุผลเพียงพอที่จะสงสัยในความรับผิดทางการเงินของผู้รับประกันภัย หรือของธนาคารซึ่งได้ให้ประกันตามความในวรรค ๔ แห่งข้อนี้ รัฐนั้นอาจขอหลักฐานเกี่ยวกับความรับผิดชอบ ทางการเงินเพิ่มเติมอีกก็ได้ และถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นว่าหลักฐานนั้นจะเพียงพอหรือไม่ ก็ให้รัฐหนึ่งรัฐใดร้องขอให้ นำข้อพิพาทที่มีผลกระทบกระเทือนรัฐที่เกี่ยวข้องนั้นเสนอต่อศาลอนุญาโตตุลาการ ซึ่งอาจเป็นคณะมนตรี ขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือบุคคลใด หรือองค์กรใดซึ่งได้รับความเห็นชอบจากฝ่ายที่เกี่ยวข้องแล้ว
(ข) รัฐที่อากาศยานบินผ่านจะถือว่า การเอาประกันภัยหรือประกันนั้นมีผลใช้ได้อยู่เป็นการชั่วคราว จนกว่าศาลนั้นจะได้มีคำพิพากษาแล้ว
๘. ให้แจ้งข้อกำหนดใด ๆ ที่ตั้งขึ้นตามบทบัญญัติแห่งข้อนี้ต่อเลขาธิการขององค์การการบินพลเรือน ระหว่างประเทศซึ่งจะได้แจ้งให้รัฐผู้ทำสัญญาทุกรัฐทราบต่อไป
๙. เพื่อประโยชน์แห่งข้อนี้ คำว่า "ผู้รับประกันภัย" ให้หมายความถึงกลุ่มผู้รับประกันภัย และเพื่อความมุ่งหมาย ของวรรค ๕ แห่งข้อนี้ คำว่า "เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของรัฐ" นั้น ให้หมายความถึงเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจขั้นสูงสุด ในส่วนราชการทางการเมืองของรัฐนั้น ๆ ซึ่งเป็นผู้ควบคุมการดำเนินธุรกิจของผู้รับประกันภัย
ช้อ ๑๖
๑. นอกจากข้อต่อสู้ต่าง ๆ ซึ่งผู้ดำเนินการจะพึงใช้ได้ และข้อต่อสู้ว่าเป็นเอกสารปลอมแปลงแล้ว ผู้รับประกันภัย หรือบุคคลอื่นใดที่ให้หลักประกันตามข้อ ๑๕ เพื่อความรับผิดของผู้ดำเนินการ อาจยกเพียงข้อต่อสู้ต่อไปนี้ เพื่อหักล้างสิทธิเรียกร้องอันบังคับได้ตามอนุสัญญานี้
(ก) ข้อที่ว่าความเสียหายนั้นเกิดขึ้นภายหลังที่หลักประกันนั้นสิ้นผลใช้บังคับแล้ว อย่างไรก็ดี ถ้าหลักประกันนั้นสิ้นกำหนดในขณะที่อากาศยานอยู่ในระหว่างทำการบินก็ให้มีผลใช้บังคับต่อไปอีกจนกระทั่ งลงสู่ผิวพื้นครั้งต่อไปตามที่ได้กำหนดไว้ในแผนการบิน แต่ไม่ให้เกินกว่ายี่สิบสี่ชั่วโมงและถ้าหลักประกันนั้นสิ้นผล ใช้บังคับ ด้วยเหตุอื่นนอกจากการสิ้นกำหนดเวลา หรือการเปลี่ยนผู้ดำเนินการ ให้หลักประกันนั้นยังมีผลใช้ได้ต่อไปอีก จนกระทั่ง ถึงสิบห้าวันภายหลังจากได้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของรัฐซึ่งรับรองความรับผิดชอบทางการเงิน ของผู้รับประกันภัย หรือผู้ให้ประกันว่า หลักประกันนั้นสิ้นผลใช้บังคับแล้วหรือ จนกระทั่งการถอนหนังสือสำคัญ ของผู้รับประกันภัยหรือหนังสือสำคัญการประกันนั้นเป็นผลแล้ว ถ้าหนังสือสำคัญอย่างหนึ่งอย่างใด เช่นว่านี้ กำหนดให้มีตามวรรค ๕ แห่งข้อ ๑๕ สุดแต่ว่าฉบับใดจะเป็นผลก่อ
(ข) ข้อที่ว่าความเสียหายได้เกิดขึ้นนอกอาณาเขตที่ได้กำหนดไว้ในหลักประกันเว้นแต่การบินออกไปนอกเขต เช่นว่านี้เกิดจากเหตุสุดวิสัยซึ่งมีสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ สนับสนุนเพียงพอ หรือเป็นความสำคัญผิดในการนำทาง การปฏิบัติการบิน หรือการต้นหน
๒. รัฐซึ่งได้ออกหรือได้บันทึกรับรองหนังสือสำคัญตามที่บัญญัติไว้ในวรรค ๕ ข้อ ๑๕ จักต้องแจ้งการสิ้นสุดหรือ หยุดมีผล โดยเหตุอื่นนอกจากการหมดอายุของการรับประกันภัยหรือหลักประกันอื่น ๆ แก่รัฐผู้มีส่วนได้เสียทราบโดยเร็ว
๓. ในกรณีที่ต้องมีหนังสือสำคัญการรับประกันภัยหรือหลักประกันอย่างอื่นตามวรรค ๕ ข้อ ๑๕ และเมื่อได้มีการ เปลี่ยน ผู้ดำเนินการในระหว่างเวลาที่หลักประกันนั้นยังใช้ได้อยู่ก็ให้หลักประกันนั้นใช้เพื่อความรับผิด ตามอนุสัญญา นี้สำหรับผู้ดำเนินการคนใหม่ได้ เว้นแต่ผู้ดำเนินการคนใหม่นี้มีประกันภัยหรือหลักประกันอย่างอื่นอยู่ก่อนแล้ว หรือเป็นผู้ใช้โดยมิชอบด้วยกฏหมาย แต่ต้องไม่เกินกว่าสิบห้าวันนับตั้งแต่เวลาที่ผู้รับประกันภัยหรือผู้ให้ประกัน ได้แจ้งแก่เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของรัฐอันเป็นที่ออกหนังสือสำคัญนั้นว่า หลักประกันนั้นสิ้นผลแล้ว หรือจนกว่า การขอถอนหนังสือสำคัญของผู้รับประกันภัยเป็นผลถ้าหนังสือสำคัญเช่นว่านี้ต้องมีตามวรรค ๕ ข้อ ๑๕ สุดแต่ว่าระยะเวลาใดจะสั้นกว่า
๔. การมีผลใช้บังคับต่อเนื่องไปของหลักประกันตามที่ได้ บัญญัติไว้ในวรรค ๑ ของข้อนี้นั้น ให้ใช้ได้เฉพาะเพื่อ ประโยชน์ของบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเท่านั้น
๕. โดยปราศจากการเสื่อมเสียสิทธิใด ๆ แห่งการฟ้องคดีโดยตรงซึ่งผู้เสียหายอาจมีตามกฎหมายว่าด้วยสัญญารับ ประกันภัยหรือสัญญาประกัน บุคคลผู้เสียหายนั้นอาจนำคดีขึ้นฟ้องร้องผู้รับประกันภัย หรือผู้ประกันโดยตรงได้ เฉพาะกรณีดังต่อไปนี้เท่านั้น คือ
(ก) เมื่อหลักประกันนั้นยังคงใช้บังคับอยู่ต่อเนื่องกันตามที่บัญญัติไว้ในวรรค ๑(ก) และ (ข) แห่งข้อนี้
(ข) ผู้ดำเนินการล้มละลาย
๖. ยกเว้นข้อต่อสู้ที่ระบุไว้ในวรรค ๑ แห่งข้อนี้ ผู้รับประกันหรือบุคคลอื่นใดที่ได้ให้หลักประกัน จะอ้างเหตุว่า เป็นโมฆะ หรืออ้างสิทธิยกเลิกย้อนหลังหาได้ไม่ ในเรื่องที่เกี่ยวกับการฟ้องร้องโดยตรง ซึ่งผู้เสียหายฟ้องร้องโดย อาศัยการใช้บังคับอนุสัญญานี้
๗. บทบัญญัติในข้อนี้ไม่กระทบกระเทือนปัญหาที่ว่า ผู้รับ ประกันภัยหรือผู้รับประกันจะมีสิทธิไล่เบี้ย เอาจากบุคคลอื่นใดได้หรือไม่
ข้อ ๑๗
๑. ถ้ามีหลักประกันตามวรรค ๔ แห่งข้อ ๑๕ ก็ให้ระบุกันไว้ก่อนสำหรับชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้อง ที่บัญญัติไว้ในอนุสัญญานี้โดยเฉพาะ
๒. ให้ถือว่าหลักประกันนั้นมีจำนวนมูลค่าเพียงพอ ในกรณีผู้ดำเนินการคนเดียวมีอากาศยานลำเดียว ถ้าหลักประกันนั้นมีมูลค่าเท่ากับอัตราที่กำหนดไว้ตามบทบัญญัติข้อ ๑๑ และในกรณีผู้ดำเนินการเดินอากาศ คนเดียวมีอากาศยาน หลายลำ ถ้าหลักประกันมีมูลค่าไม่น้อยกว่ายอมรวมของอัตราความรับผิดที่จะใช้บังคับ แก่อากาศยานสองลำซึ่งอยู่ใต้บังคับแห่งอัตราที่สูงที่สุด
๓. ในทันทีที่แจ้งการเรียกร้องไปยังผู้ดำเนินการแล้ว จำนวนมูลค่าหลักประกันจะเพิ่มขึ้นจนถึงยอดรวม ทั้งสิ้นซึ่งเท่ากับ ยอดรวมของ
(ก) จำนวนมูลค่าของหลักประกันที่ต้องมีอยู่แล้วตามวรรค ๒ แห่งข้อนี้ และ
(ข) จำนวนมูลค่าของสิทธิเรียกร้องที่ไม่เกินกว่าขอบเขตความรับผิดที่ใช้บังคับ หลักประกันที่ เพิ่มขึ้นนี้ ให้รักษาไว้จนกว่าจะได้ชำระสิทธิเรียกร้องทุกรายแล้ว
ข้อ ๑๘
เงินจำนวนใดที่ผู้รับประกันภัยเป็นหนี้อยู่กับผู้ดำเนินการนั้น ให้ได้รับยกเว้นจากการยึดและการบังคับคดีโดย เจ้าหนี้ของผู้ดำเนินการจนกว่าสิทธิเรียกร้องของบุคคลที่สามตาม อนุสัญญานี้จะได้รับชำระเสร็จสิ้นแล้ว
หมวด ๔
ระเบียบวิธีพิจารณาความ
และการจำกัดการฟ้องคดีข้อ ๑๙
ถ้าผู้ทรงสิทธิเรียกร้องรายหนึ่งรายใดมิได้นำคดีขึ้นฟ้องร้องเพื่อบังคับให้ชำระสิทธิเรียกร้องของตนก็ดี หรือถ้าไม่มีการส่งหมายเรียกร้องสิทธิเช่นว่านี้ไปยังผู้ดำเนินการภายในเวลา ๖ เดือน นับจากวันเหตุอุบัติ ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายก็ดี ผู้ทรงสิทธิเรียกร้องจะพึงมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนได้แต่เพียงจากจำนวนเงิน ซึ่งผู้ดำเนินการยังคงต้องรับผิดอยู่อีกภายหลังจากสิทธิเรียกร้องทั้งปวงที่ได้กระทำการเรียกร้องภายในเวลากำหนดนั้น ได้รับชำระจนเต็มแล้ว
ข้อ ๒๐
๑. การฟ้องคดีตามบทบัญญัติแห่งอนุสัญญานี้ จะนำขึ้นฟ้องร้องได้แต่เฉพาะต่อศาลของรัฐผู้ทำสัญญา ที่ความเสียหายได้เกิดขึ้นเท่านั้น แม้กระนั้นก็ดี โดยความตกลงระหว่างผู้ทรงสิทธิเรียกร้องรายใดรายหนึ่งหรือหลายราย กับจำเลยรายเดียวหรือหลายราย ผู้ทรงสิทธิเรียกร้องเช่นว่านี้อาจนำคดีขึ้นฟ้องร้องต่อศาลของรัฐผู้ทำสัญญารัฐอื่นใดก็ได้ แต่ห้ามมิให้กระบวนพิจารณาเช่นว่านี้มีผลโดยทางใดก็ตามที่เป็นการเสื่อมเสียต่อสิทธิของบุคคลผู้ซึ่งนำคดีขึ้นฟ้องร้อง ในรัฐซึ่งความเสียหายได้เกิดขึ้น อนึ่ง คู่ความอาจตกลงกันยื่นข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการในรัฐผู้ทำสัญญารัฐใด ๆ ก็ได้
๒. ให้รัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐนำมาตรการอันจำเป็นทั้งมวลมาใช้เพื่อให้เป็นที่แน่นอนว่าบรรดาจำเลยและ ผู้มีส่วนได้เสียอื่น ๆ ทุกฝ่ายได้รับทราบถึงกระบวนพิจารณาที่เกี่ยวกับตน และได้มีโอกาสอย่างยุติธรรมและเพียงพอ ที่จะต่อสู้ป้องกันผลประโยชน์ของตน
๓. ให้รัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐทำให้เป็นที่แน่นอนเท่าที่จะทำได้ว่าบรรดาการฟ้องคดีทั้งปวงซึ่งเกิดจากเหตุอุบัติเดียวกัน และซึ่งได้นำมาว่ากล่าวตามวรรคหนึ่งแห่งข้อนี้จะได้รวมเข้าด้วยกันเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาเป็นคดีเดียวในศาลเดียวกันนั้น
๔. ในกรณีที่ศาลมีอำนาจตามอนุสัญญานี้ ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุด รวมทั้งคำพิพากษาที่จำเลยขาดนัดซึ่ง อาจจะออกคำบังคับคดีได้ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความของศาลนั้นเมื่อได้ปฏิบัติตามแบบพิธีที่ได้ตราไว้ในกฎหมายของรัฐ ผู้ทำสัญญาที่ได้รับคำร้องให้บังคับคดีหรือของดินแดนรัฐหรือมณฑลของรัฐผู้ทำสัญญาดังกล่าว ให้คำพิพากษานั้น มีผลบังคับได้
(ก) ในรัฐผู้ทำสัญญาซึ่งลูกหนี้ตามคำพิพากษามีถิ่นที่อยู่หรือมีสำนักงานใหญ่ หรือ
(ข) ในรัฐผู้ทำสัญญารัฐอื่นใดซึ่งลูกหนี้ตามคำพิพากษามีทรัพย์สินอยู่ ถ้าทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งที่อยู่ในรัฐนั้น และที่อยู่ในรัฐที่มีคำพิพากษามีจำนวนไม่พอจะชำระหนี้ตามคำพิพากษา
๕. แม้จะมีบทบัญญัติไว้ในวรรค ๔ ของข้อนี้แล้วก็ตาม ศาลซึ่งได้รับคำร้องให้บังคับคดีอาจปฏิเสธ ไม่ยอมออกคำบังคับคดีก็ได้ ถ้าพิสูจน์ได้ว่ายังมีพฤติการณ์ต่อไปนี้อย่างหนึ่งอย่างใดอยู่ คือ
(ก) คำพิพากษานั้นเป็นคำพิพากษาที่จำเลยขาดนัด และจำเลยมิได้ทราบกระบวนพิจารณาในเวลาเพียงพอ ที่จะดำเนินการต่อสู้คดีได้
(ข) จำเลยไม่ได้รับโอกาสอันยุติธรรมและเพียงพอ ในการต่อสู้คดีเพื่อป้องกันผลประโยชน์ของจำเลย
(ค) คำพิพากษานั้นเกี่ยวกับมูลฟ้อง ซึ่งในระหว่างผู้เป็นคู่ความเดียวกันได้เคยใช้เป็นประเด็นแห่งคำพิพากษา หรือคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการมาแล้ว ซึ่งตามกฎหมายของรัฐที่ได้รับคำร้องให้มีการบังคับคดีนั้นถือว่า เป็นคำพิพากษาที่ถึงที่สุดและยุติแล้ว
(ง) คำพิพากษานั้นได้มาโดยกลฉ้อฉลของคู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด
(จ) บุคคลผู้ยื่นคำร้องให้ศาลบังคับคดีนั้นไม่มีสิทธิในการขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษา
๖. ข้อผิดถูกของคดีนั้นไม่อาจนำมาเปิดในกระบวนพิจารณา ใหม่เพื่อบังคับคดีตามวรรค ๔ แห่งข้อนี้ได้อีก
๗. ศาลที่ได้รับคำร้องให้ออกคำบังคับคดีตามคำพิพากษา อาจปฏิเสธไม่ยอมออกคำบังคับคดีก็ได้ ถ้าคำพิพากษา ที่เกี่ยวข้องนั้นขัดกับความสงบเรียบร้อยของรัฐซึ่งได้รับ คำร้องให้มีการบังคับคดีตามคำพิพากษา
๘. ถ้าในกระบวนพิจารณาที่ยกขึ้นมาตามความในวรรค ๔ ของข้อนี้ปรากฏว่า การบังคับคดีตามคำพิพากษาต้อง ถูกปฏิเสธ โดยมูลเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดที่ได้ระบุไว้ในอนุวรรค (ก) (ข) หรือ (ง) ของวรรค ๕ หรือในวรรค ๗ แห่งข้อนี้แล้ว ให้ผู้ทรงสิทธิเรียกร้องมีสิทธินำคดีขึ้นฟ้องร้องใหม่ต่อศาลของรัฐซึ่งได้ปฏิเสธคำร้องให้บังคับคดีนั้น คำพิพากษาที่มี ตามคดีใหม่เช่นว่านี้อาจไม่มีผลให้ค่าสินไหมทดแทนทั้งหมดที่ศาลชี้ขาดให้ต้องชดใช้นั้นเป็นจำนวนเงินเกินกว่า อัตราที่พึงบังคับได้ตามบทบัญญัติในอนุสัญญานี้ ในการฟ้องคดีใหม่เช่นว่านี้ คำพิพากษาเดิมนั้นจะใช้เป็นข้อต่อสู้ได้เพียง เท่าที่ได้ มีการชำระหนี้กันตามคำพิพากษานั้นแล้วเท่านั้น ให้คำพิพากษาเดิมสิ้นการบังคับใช้ในทันทีที่ได้มีการฟ้องคดีใหม่ แม้ว่าจะมีบทบัญญัติแห่งข้อ ๒๑ อยู่แล้วก็ตาม สิทธิในการนำคดีมาฟ้องร้องใหม่ตามวรรคนี้จักต้องอยู่ภายในบังคับ กำหนดเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้ทรงสิทธิเรียกร้องได้รับหมายแจ้งการปฏิเสธไม่ยอมให้มีการบังคับคดีตามคำพิพากษานั้น
๙. แม้ว่าจะมีบทบัญญัติแห่งวรรค ๔ ของข้อนี้ไว้เช่นนั้น แล้วก็ดี ให้ศาลที่ได้รับคำร้องให้มีการบังคับคดีปฏิเสธ การบังคับคดี ตามคำพิพากษาของศาลในรัฐอื่นอันมิใช่รัฐที่ความเสียหายได้เกิดขึ้น จนกว่าจะได้มีการปฏิบัติ ตามคำพิพากษาในรัฐนั้นเสร็จสิ้นไปแล้ว
อนึ่ง ถ้าลูกหนี้ตามคำพิพากษาพิสูจน์ได้ว่าจำนวนเงินค่าสินไหมทดแทนรวมทั้งสิ้นซึ่งจะต้องชำระตามคำพิพากษา นั้นสูงกว่าอัตราความรับผิดที่ใช้บังคับตามบทบัญญัติแห่ง อนุสัญญานี้แล้ว ให้ศาลที่ได้รับคำร้องปฏิเสธไม่ออก คำบังคับคดีให้ จนกว่าคดีทั้งปวงที่ได้ยื่นฟ้องไว้ในรัฐซึ่งความเสียหายได้เกิดขึ้นโดยบุคคลซึ่งได้ปฏิบัติ ตามกำหนดเวลาที่บัญญัติไว้ในข้อ ๑๙ นั้น จะได้รับคำพิพากษาถึงที่สุดหมดทุกคดีแล้ว
โดยทำนองเดียวกันในกรณีที่บุคคลได้ยื่นฟ้องในรัฐที่ความเสียหายได้เกิดขึ้นตามกำหนดเวลาที่ได้ระบุไว้ในข้อ ๑๙ นั้น ถ้ายอดเงินรวมทั้งสิ้นตามคำพิพากษาเกินกว่าอัตราความรับผิดที่ใช้บังคับแล้ว ห้ามมิให้ศาลเช่นว่านั้น ออกคำบังคับคดีให้จนกว่าคำพิพากษาเช่นว่านี้จะได้ลดลงตามที่บัญญัติไว้ในข้อ ๑๔๑๐. เมื่อได้ดำเนินการให้คำพิพากษาอาจบังคับใช้ได้ตามข้อนี้แล้ว ก็ให้มีการบังคับให้ชำระค่าฤชาธรรมเนียม ตามคำพิพากษานั้นได้ด้วย อย่างไรก็ดี ถ้าลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ยื่นคำร้องศาลที่ได้รับคำร้องให้ออกคำบังคับคดี ตามคำพิพากษาอาจกำหนดจำนวนเงินค่าฤชาธรรมเนียมเช่นว่านี้ให้เท่ากับร้อยละสิบของจำนวนเงินที่บังคับให้ชำระ ตามคำพิพากษาก็ได้ อัตราความรับผิดที่บัญญัติไว้ในอนุสัญญานี้มิให้รวมค่าฤชาธรรมเนียม
๑๑. ดอกเบี้ยสำหรับจำนวนหนี้ตามคำพิพากษาอาจคิดได้ไม่เกินร้อยละสี่ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ได้มีคำพิพากษา ซึ่งให้มีการบังคับคดีตามคำพิพากษานั้นเป็นต้นไป
๑๒. คำร้องขอให้มีการบังคับคดีตามคำพิพากษาซึ่งอยู่ในบังคับของวรรค ๔ แห่งข้อนี้ ต้องยื่นภายในห้าปีนับแต่วันที่ คำพิพากษาเช่นว่านี้ถึงที่สุด
ข้อ ๒๑
๑. การฟ้องคดีตามอนุสัญญานี้ให้อยู่ภายในบังคับของกำหนดเวลาสองปีนับแต่วันที่มีเหตุอุบัติซึ่ง ทำให้เกิดความเสียหาย
๒. มูลเหตุต่าง ๆ ที่จะทำให้ระยะเวลาที่ระบุไว้ในวรรค ๑ ของข้อนี้สะดุดหยุดอยู่หรือสะดุดหยุดลงได้นั้น ให้วินิจฉัยตามกฎหมายของศาลที่กำลังพิจารณาคดีนั้น แต่กรณีจะเป็นอย่างไรก็ตามสิทธิในการตั้งคดีเพื่อฟ้องร้อง ต่อศาลย่อมระงับเมื่อพ้นกำหนดสามปีนับแต่วันที่มีเหตุอุบัติซึ่งทำให้เกิดความเสียหายเป็นต้นไป
ข้อ ๒๒
ในกรณีที่บุคคลผู้รับผิดถึงแก่ความตาย การฟ้องคดีเพื่อรับผิดตามบทบัญญัติแห่งอนุสัญญานี้ ย่อมตกอยู่แก่บุคคลที่ต้องรับผิดตามกฎหมายในหนี้ของผู้ตาย
หมวด ๕
การใช้บังคับอนุสัญญา
และบทเบ็ดเสร็จทั่วไปข้อ ๒๓
๑. อนุสัญญานี้ใช้บังคับแก่ความเสียหายตามที่กำหนดไว้ ในข้อ ๑ ซึ่งเกิดขึ้นในอาณาเขตของรัฐผู้ทำสัญญาฝ่ายหนึ่ง จากอากาศยานที่ได้จดทะเบียนไว้ในอาณาเขตของรัฐผู้ทำสัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง
๒. เพื่อประโยชน์แห่งอนุสัญญานี้ ให้ถือว่าเรือ หรืออากาศยานที่อยู่ในทะเลหลวงเป็นส่วนหนึ่งของอาณาเขต แห่งรัฐซึ่งเรือหรืออากาศยานนั้นได้จดทะเบียนไว้
ข้อ ๒๔
อนุสัญญานี้มิให้ใช้บังคับแก่ความเสียหายที่เกิดแก่อากาศยานที่กำลังทำการบินอยู่ หรือแก่บุคคลหรือสิ่งของ ในอากาศยานเช่นว่านั้น
ข้อ ๒๕
อนุสัญญานี้มิให้ใช้บังคับแก่ความเสียหายบนผิวพื้น ถ้าความรับผิดเพื่อความเสียหายเช่นว่านี้ได้กำหนดไว้แล้วโดย อนุสัญญาระหว่างบุคคลผู้ต้องรับความเสียหายเช่นว่านั้น และผู้ดำเนินการหรือบุคคลผู้มีสิทธิใช้อากาศยานในขณะ ที่ความเสียหายได้เกิดขึ้น หรือได้กำหนดไว้โดยกฎหมายที่เกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนของคนงานที่ใช้บังคับแก่สัญญาจ้าง ทำงานระหว่างบุคคลเช่นว่านั้น
ข้อ ๒๖
อนุสัญญานี้มิให้ใช้บังคับแก่ความเสียหายซึ่งเกิดขึ้นโดยอากาศยานทหาร อากาศยานศุลกากร หรืออากาศยานตำรวจ
ข้อ ๒๗
รัฐผู้ทำสัญญาทั้งหลายจะพยายามอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ในการชำระค่าสินไหมทดแทนตามที่บัญญัติ ไว้ในอนุสัญญานี้ด้วยเงินตราของรัฐซึ่งความเสียหายได้เกิดขึ้น
ข้อ ๒๘
ถ้าในรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งรัฐใด,มีความจำเป็นต้องดำเนินการเกี่ยวกับการตรากฎหมายเพื่อให้อนุสัญญานี้มี ผลใช้บังคับ ให้รัฐผู้ทำสัญญานั้นแจ้งการดำเนินการเช่นว่านั้นต่อเลขาธิการแห่งองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ โดยพลัน
ข้อ ๒๙
ในระหว่างรัฐผู้ทำสัญญาทั้งหลาย,ซึ่งได้ให้สัตยาบัน แก่อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการวางระเบียบบางประการ เกี่ยวกับความเสียหายซึ่งอากาศยานต่างประเทศได้ก่อให้เกิดขึ้นแก่บุคคลที่สามบนผิวพื้น ซึ่งได้ลงนามกัน ณ กรุงโรม เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๖ ด้วยนั้น เมื่ออนุสัญญาฉบับนี้มีผลใช้บังคับได้ ก็ให้ใช้แทนอนุสัญญากรุงโรม ฉบับที่กล่าวนั้นต่อไป
ข้อ ๓๐
เพื่อประโยชน์แห่งอนุสัญญานี้
คำว่า "บุคคล" ให้หมายถึงบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลรวมทั้งรัฐด้วย
"รัฐผู้ทำสัญญา" ให้หมายถึงรัฐหนึ่งรัฐใดให้สัตยาบันหรือได้ให้ภาคยานุวัติอนุสัญญานี้ และซึ่งการบอกเลิก อนุสัญญาของรัฐนั้นยังไม่เป็นผล
"อาณาเขตแห่งรัฐหนึ่ง" ให้หมายถึงอาณาเขตของรัฐนั้นเอง และอาณาเขตทั้งหลายซึ่งรัฐนั้นมีความรับผิดชอบ ในการวิเทศสัมพันธ์ ทั้งนี้ ให้อยู่ภายใต้บทบัญญัติของข้อ ๓๖
หมวด ๖
บทบัญญัติสุดท้ายข้อ ๓๑
อนุสัญญานี้จะเปิดไว้ให้ลงนามในนามของรัฐหนึ่งรัฐใดจนกว่าจะมีผลบังคับใช้ตามที่บัญญัติไว้ในข้อ ๓๓
ข้อ ๓๒
๑. อนุสัญญานี้จะอยู่ในบังคับของการให้สัตยาบันโดยรัฐ ผู้ลงนามทั้งหลาย
๒. ให้เก็บรักษาสัตยาบันสารไว้ ณ องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ
ข้อ ๓๓
๑. ในทันทีที่มีรัฐผู้ลงนามได้มอบให้เก็บรักษาสัตยาบันสารของอนุสัญญานี้ถึง ๕ รัฐแล้ว อนุสัญญานี้จะมีผลบังคับใช้ ระหว่างรัฐเหล่านั้น ตั้งแต่วันครบเก้าสิบวันหลังจากวันมอบสัตยาบันสารฉบับที่ห้าให้เก็บรักษา สำหรับแต่ละรัฐซึ่งได้มอบ สัตยาบันสาร ภายหลังวันที่กล่าวนั้น อนุสัญญานี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันครบเก้าสิบวันหลังจากได้มอบ สัตยาบันสารให้เก็บรักษาไว้แล้ว
๒. ในทันทีที่อนุสัญญานี้มีผลบังคับใช้ ให้เลขาธิการองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศจดทะเบียน อนุสัญญาไว้กับองค์การสหประชาชาติ
ข้อ ๓๔
๑. ภายหลังที่อนุสัญญานี้มีผลบังคับใช้เแล้ว ให้เปิดไว้สำหรับการให้ภาคยานุวัติโดยรัฐที่มิได้ลงนามต่อไป
๒. การให้ภาคยานุวัติของรัฐหนึ่งจะมีผลโดยการมอบสารภาคยานุวัติให้เก็บรักษาไว้ ณ องค์การการบินพลเรือน ระหว่างประเทศและจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันครบเก้าสิบวันหลังจากวันมอบ
ข้อ ๓๕
๑. รัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งรัฐใด อาจบอกเลิกอนุสัญญานี้ได้โดยแจ้งการบอกเลิกต่อองค์การการบินพลเรือน ระหว่างประเทศ
๒. การบอกเลิกจะมีผลเมื่อครบหกเดือนภายหลังจากวันที่องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ได้รับแจ้งการบอกเลิก อย่างไรก็ตาม เกี่ยวกับกรณีความเสียหายที่ได้กำหนดไว้ในข้อ ๑ อันเนื่องมาจากเหตุอุบัติซึ่ง เกิดขึ้นก่อนสิ้นกำหนดเวลาหกเดือนเช่นว่านั้น ให้อนุสัญญานี้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปเสมือนหนึ่งมิได้มีการบอกเลิก
ข้อ ๓๖
๑. อนุสัญญานี้ให้ใช้บังคับแก่อาณาเขตทั้งปวง ซึ่งรัฐผู้ทำสัญญามีความรับผิดชอบในการวิเทศสัมพันธ์ ของอาณาเขตเหล่านั้น เว้นแต่อาณาเขตซึ่งได้มีการแจ้งเจตน์จำนงไว้ตามวรรค ๒ ของข้อนี้หรือวรรค ๓ ของข้อ ๓๗
๒. ในขณะที่มอบสัตยาบันสารหรือสารภาคยานุวัติ รัฐหนึ่งรัฐใดอาจแจ้งเจตน์จำนงว่าการรับอนุสัญญานี้ ไม่ใช้บังคับแก่อาณาเขตหนึ่ง หรือมากกว่า ซึ่งรัฐนั้นมีความรับผิดชอบในการวิเทศสัมพันธ์ก็ได้
๓. โดยการแจ้งต่อองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ รัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งรัฐใดอาจจะขยายการใช้บังคับ อนุสัญญานี้ไปถึงอาณาเขตหนึ่งอาณาเขตใด,หรือทุกอาณาเขตที่รัฐนั้นได้แจ้งเจตน์จำนงไว้ตามวรรค ๒ แห่ง ข้อนี้ หรือตามวรรค ๓ แห่งข้อ ๓๗ ในภายหลังก็ได้ การแจ้งดังกล่าวนี้จะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันครบเก้าสิบวัน หลังจากที่องค์การนั้นได้รับการแจ้งความเป็นต้นไป
๔. รัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งรัฐใด อาจบอกเลิกอนุสัญญานี้ตามบทบัญญัติของข้อ ๓๕ สำหรับแต่ละอาณาเขต หรือทุกอาณาเขตซึ่งรัฐผู้ทำสัญญานั้น ๆ มีความรับผิดชอบในการวิเทศสัมพันธ์อยู่ก็ได้
ข้อ ๓๗
๑. เมื่อส่วนหนึ่งหรือทุกส่วนของอาณาเขตของรัฐผู้ทำสัญญาได้ถูกโอนไปยังรัฐที่มิใช่รัฐผู้ทำสัญญา ให้อนุสัญญานี้สิ้นผลใช้บังคับแก่อาณาเขตที่โอนไปดังกล่าวนั้นนับแต่วันโอนเป็นต้นไป
๒. เมื่อส่วนหนึ่งของอาณาเขตของรัฐผู้ทำสัญญาได้เป็นรัฐเอกราชโดยมีความรับผิดชอบในการวิเทศสัมพันธ์ ด้วยตนเองแล้ว ให้อนุสัญญานี้สิ้นผลใช้บังคับแก่อาณาเขตซึ่งได้เป็นเอกราชนั้นนับแต่วันที่ได้เป็นเอกราชเป็นต้นไป
๓. เมื่อส่วนหนึ่งหรือทุกส่วนของอาณาเขตของรัฐอื่นใด ได้ถูกโอนมาเป็นของรัฐผู้ทำสัญญา อนุสัญญานี้ย่อมใช้บังคับ แก่อาณาเขตที่ได้โอนมานั้น นับตั้งแต่วันที่โอนโดยมีเงื่อนไขว่าถ้าอาณาเขตที่โอนมานั้นไม่ได้เปลี่ยนเป็นส่วนหนึ่งของ อาณาเขตของรัฐผู้ทำสัญญาที่เกี่ยวข้องนั้นเอง รัฐผู้ทำสัญญานั้นอาจแสดงเจตน์จำนงก่อนหรือขณะโอนโดยการแจ้งไปยัง องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศว่าอนุสัญญานี้ไม่ให้ใช้บังคับแก่อาณาเขตที่ได้โอนมาก็ได้ เว้นแต่จะได้มีการแจ้ง เจตน์จำนงไว้ตามความในวรรค ๓ ของข้อ ๓๖
ข้อ ๓๘
ให้เลขาธิการองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศแจ้งแก่บรรดารัฐผู้ลงนามและรัฐผู้ให้ภาคยานุวัติทั้งหมด และแก่บรรดารัฐสมาชิกองค์การสหประชาชาติทั้งหมดในเรื่อง
(ก) การมอบสัตยาบันสารหรือสารภาคยานุวัติ และวันมอบสารเหล่านั้น ภายในสามสิบวันนับจากวันมอบ และ
(ข) การรับการบอกเลิกอนุสัญญาหรือการแจ้งเจตน์จำนง หรือการแจ้งใด ๆ ตามข้อ ๓๖ หรือ ๓๗ และวันกระทำการเหล่านั้นภายในสามสิบวันนับจากวันที่ได้รับ
ให้เลขาธิการองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศแจ้งให้รัฐเหล่านี้ทราบถึงวันที่อนุสัญญามีผลใช้บังคับ ตามที่บัญญัติไว้ในวรรค ๑ ข้อ ๓๓ ด้วย
ข้อ ๓๙
การตั้งข้อสงวนสำหรับอนุสัญญานี้จะกระทำมิได้
เพื่อเป็นพยานแก่การนี้ ผู้มีอำนาจเต็มผู้มีนามข้างท้ายนี้ ซึ่งได้รับมอบอำนาจโดยถูกต้องได้ลงนามในอนุสัญญานี้แล้ว
ทำ ณ กรุงโรม เมื่อวันที่เจ็ด เดือนตุลาคม พุทธศักราชสองพันสี่ร้อยเก้าสิบห้า เป็นภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส และสเปน ตัวบททุกภาษาใช้เป็นหลักฐานได้เท่าเทียมกัน ให้ส่งอนุสัญญานี้เก็บรักษาไว้กับองค์การการบินพลเรือน ระหว่างประเทศ อันเป็นที่ซึ่งอนุสัญญาจะได้เปิดให้ลงนามตามข้อ ๓๑ และให้เลขาธิการขององค์การนั้นส่งสำเนาที่รับรองถูกต้องของ อนุสัญญาให้แก่บรรดารัฐผู้ลงนามและรัฐผู้ให้ภาคยานุวัติและแก่รัฐสมาชิกแห่งองค์การนี้หรือแห่งองค์การสหประชาชาติ
๑ คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ อนุสัญญานี้เริ่มใช้บังคับเมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๑ และ ณ วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๔ มีรัฐภาคีทั้งสิ้น ๔๕ รัฐ ประเทศไทยมิได้เป็นภาคีอนุสัญญานี้ อนึ่ง คณะผู้จัดพิมพ์มิได้ปรับปรุงคำแปล อนุสัญญาฉบับนี้แต่อย่างใด แต่มีข้อสังเกตในการแปลบางประการดังนี้ incident = เหตุอุบัติ (ในปัจจุบันมักแปลว่า "อุบัติการณ์"), limit = ขอบเขตจำกัด (อาจแปลว่า "จำกัด" "การจำกัด" หรือ "ข้อจำกัด"), unification = การจัด/การวาง (ระเบียบ) (อาจแปลว่า "การทำให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน" หรือ "การทำให้เป็นเอกรูป"), development = ความเจริญ (อาจแปลว่า "การพัฒนา" หรือ "พัฒนาการ"), rule = ระเบียบ (อาจแปลว่า "กฎ" หรือ "กฎเกณฑ์"), purpose = ประโยชน์ (อาจแปลว่า "ความมุ่งประสงค์") เป็นต้น Back
| Home | สารบาญ | Chapter 3 | English Version |