Home สารบาญ Chapter 2 English Version อนุสัญญา
เพื่อการทำให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันซึ่งกฎเกณฑ์บางประการเกี่ยวกับ
การรับขนระหว่างประเทศทางอากาศ
ลงนาม ณ กรุงวอร์ซอเมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๒๑ประธานาธิบดีแห่งจักรวรรดิ์เยอรมนี ประธานาธิบดีสหพันธ์แห่งสาธารณรัฐออสเตรีย กษัตริย์แห่งเบลเยียม ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐบราซิล กษัตริย์แห่งบัลแกเรีย ประธานาธิบดีแห่งรัฐบาลแห่งชาติจีน กษัตริย์แห่งเดน-มาร์กและไอซ์แลนด์ กษัตริย์แห่งอียิปต์ กษัตริย์แห่งสเปน ประมุขแห่งสาธารณรัฐเอสโตเนีย ประธานาธิบดีแห่งฟินน์แลนด์ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส กษัตริย์แห่งบริเตนใหญ่ ไอร์แลนด์ และดินแดนในเครือบริเตนโพ้นทะเล จักรพรรดิ์แห่งอินเดีย ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐเฮเลนนิก ผู้รักษาราชการแห่งฮังการี กษัตริย์แห่งอิตาลี จักพรรดิ์แห่งญี่ปุ่น ประธานาธิบดีแห่งลัตเวีย ราชินีแห่งลักเซมเบิร์ก ประธานาธิบดีแห่งเม็กซิโก กษัตริย์แห่งนอร์เวย์ ราชินีแห่งเนเธอร์แลนด์ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐโปแลนด์ กษัตริย์แห่งโรมาเนีย กษัตริย์แห่งสวีเดน สภาสหรัฐสวิส ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐเชคโกสโลวัก คณะกรรมาธิการบริหารกลางแห่งสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐเวเนซุเอลา กษัตริย์แห่งยูโกสลาเวีย
ตระหนักถึงประโยชน์ของการกำหนดเงื่อนไขการขนส่งระหว่างประเทศทางอากาศในรูปแบบเดียวกัน เกี่ยวกับเอกสารที่ใช้เพื่อการขนส่งเช่นว่านั้นและความรับผิดของ ผู้ขนส่ง
แต่งตั้งผู้มีอำนาจเต็มเพื่อการนี้ ผู้ซึ่งได้รับมอบอำนาจโดยถูกต้อง ได้ตกลงและลงนามอนุสัญญาดังต่อไปนี้
หมวด ๑
ขอบข่าย - บทนิยามข้อ ๑
๑. อนุสัญญานี้ใช้แก่การรับขนระหว่างประเทศทั้งปวงซึ่งบุคคล สัมภาระ หรือของ ซึ่งปฏิบัติการโดยอากาศยาน เพื่อสินจ้าง อนุสัญญานี้ใช้แก่การรับขนไม่คิดสินจ้างโดยอากาศยานซึ่งกิจการขนส่งทางอากาศเป็นผู้ปฏิบัติการ ด้วยเหมือนกัน
๒. เพื่อความมุ่งประสงค์ของอนุสัญญานี้ คำว่า "การรับขนระหว่างประเทศ" หมายถึง การรับขนใด ๆ ไม่ว่าจะมีการหยุดพักในการรับขนหรือในการถ่ายลำหรือไม่ก็ตาม ตามสัญญาที่คู่สัญญาได้ทำไว้ มีถิ่นต้นทางและ ถิ่นปลายทาง อยู่ภายในอาณาเขตของอัครภาคีผู้ทำสัญญาสองประเทศ หรือมิฉะนั้นก็อยู่ภายในอาณาเขตของอัครภาคี ผู้ทำสัญญาประเทศเดียวถ้ามีถิ่นหยุดพักที่ตกลงกันไว้อยู่ภายในอาณาเขตในบังคับแห่งอธิปไตย อธิราชย์ อาณัติ หรืออาณาของประเทศอื่น ถึงแม้ว่าประเทศนั้นมิได้เป็นภาคีแห่งอนุสัญญานี้ก็ตาม การรับขนระหว่างอาณาเขต ในบังคับแห่งอธิปไตย อธิราชย์ อาณัติ หรืออาณาของอัครภาคีผู้ทำสัญญาภาคีเดียวกันโดยไม่มีถิ่นหยุดพัก ที่ตกลงกันไว้เช่นว่านี้ ไม่ถือว่าเป็นการรับขนระหว่างประเทศเพื่อความมุ่งประสงค์แห่งอนุสัญญานี้
๓. เพื่อความมุ่งประสงค์แห่งอนุสัญญานี้ การรับขนซึ่งปฏิบัติการโดยผู้ขนส่งทางอากาศหลายคนหลายทอด ให้ถือเป็นการรับขนครั้งเดียวโดยไม่แบ่งแยก ถ้าคู่สัญญาถือว่าเป็นการดำเนินการครั้งเดียว ไม่ว่าจะได้ตกลงกันในรูป ของสัญญาฉบับเดียวหรือสัญญาเป็นชุดก็ตาม และย่อมไม่สูญเสียลักษณะอันเป็นการรับขนระหว่างประเทศเพียงเพราะว่า จะต้องปฏิบัติการทั้งหมดตามสัญญาฉบับเดียวหรือสัญญาเป็นชุดภายในอาณาเขตในบังคับแห่งอธิปไตย อธิราชย์ อาณัติ หรืออาณาของอัครภาคีผู้ทำสัญญาเดียวกัน
ข้อ ๒
๑. อนุสัญญานี้ใช้แก่การรับขนซึ่งปฏิบัติการโดยรัฐหรือองค์การมหาชนซึ่งจัดตั้งขึ้นถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีเงื่อนไขว่าการรับขนนั้นตกอยู่ภายในเงื่อนไขที่วางไว้ในข้อ ๑
๒. อนุสัญญานี้ไม่ใช้แก่การรับขนซึ่งปฏิบัติการตามข้อกำหนดของอนุสัญญาการไปรษณีย์ระหว่างประเทศฉบับใด ๆ
หมวด ๒
เอกสารการรับขนตอน ๑ ตั๋วโดยสาร
ข้อ ๓
๑. สำหรับการรับขนคนโดยสาร ผู้ขนส่งต้องส่งมอบ ตั๋วโดยสารซึ่งต้องมีรายการดังต่อไปนี้
(ก) ถิ่นที่และวันที่ออกตั๋ว
(ข) ถิ่นต้นทางและถิ่นปลายทาง
(ค) ถิ่นหยุดพักที่ตกลงกันไว้โดยมีเงื่อนไขว่าผู้ขนส่งอาจสงวนสิทธิที่จะเปลี่ยนแปลงถิ่นหยุดพัก ในกรณีจำเป็นก็ได้ และถ้าใช้สิทธินั้น การเปลี่ยนแปลงจะไม่มีผลทำให้การรับขนสูญเสียลักษณะระหว่างประเทศ
(ง) ชื่อและที่อยู่ของผู้ขนส่งรายเดียวหรือหลายราย
(จ) ข้อความว่า การรับขนนั้นอยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎเกณฑ์เกี่ยวกับความรับผิดซึ่งอนุสัญญานี้วางไว้
๒. การไม่มีอยู่ ผิดปกติ หรือสูญหายของตั๋วโดยสาร ไม่กระทบต่อความมีอยู่หรือความสมบูรณ์ของสัญญารับขน ซึ่งอย่างไรก็ตามจะต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎเกณฑ์ของ อนุสัญญานี้ อย่างไรก็ดี ถ้าผู้ขนส่งยอมรับคนโดยสาร โดยไม่ได้ส่งมอบตั๋วโดยสาร ผู้ขนส่งจะไม่มีสิทธิใช้ประโยชน์จากบทบัญญัติแห่งอนุสัญญานี้ซึ่งยกเว้น หรือจำกัดความรับผิดของตน
ตอน ๒ ตั๋วสัมภาระ
ข้อ ๔
๑. สำหรับการรับขนสัมภาระอื่นนอกจากของส่วนตัวชิ้นเล็กซึ่งคนโดยสารดูแลเอง ผู้ขนส่งต้องส่งมอบตั๋วสัมภาระ
๒. ตั๋วสัมภาระต้องทำคู่กันเป็นสองใบ ใบหนึ่งสำหรับคนโดยสาร และอีกใบหนึ่งสำหรับผู้ขนส่ง
๓. ตั๋วสัมภาระต้องมีรายการดังต่อไปนี้
(ก) ถิ่นที่และวันที่ออกตั๋ว
(ข) ถิ่นต้นทางและถิ่นปลายทาง
(ค) ชื่อและที่อยู่ของผู้ขนส่งรายเดียวหรือหลายราย
(ง) หมายเลขของตั๋วโดยสาร
(จ) ข้อความว่า จะส่งมอบสัมภาระแก่ผู้ถือตั๋วสัมภาระ
(ฉ) จำนวนและน้ำหนักของหีบห่อ
(ช) จำนวนมูลค่าที่ได้แถลงไว้ตามข้อ ๒๒(๒)
(ซ) ข้อความว่า การรับขนอยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎเกณฑ์เกี่ยวกับความรับผิดซึ่งอนุสัญญานี้วางไว้
๔. การไม่มีอยู่ ผิดปกติ หรือสูญหายของตั๋วสัมภาระ ไม่กระทบต่อความมีอยู่หรือความสมบูรณ์ของสัญญารับขน ซึ่งอย่างไรก็ตามจะต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎเกณฑ์ของ อนุสัญญานี้ อย่างไรก็ดี ถ้าผู้ขนส่งยอมรับสัมภาระโดยไม่ได้ ส่งมอบตั๋วสัมภาระหรือถ้าตั๋วสัมภาระไม่มีรายการดังที่ระบุไว้ใน (ง) (ฉ) และ (ซ) ข้างต้นแล้ว ผู้ขนส่งจะไม่มีสิทธิใช้ ประโยชน์จากบทบัญญัติแห่งอนุสัญญานี้ซึ่งยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดของตน
ตอน ๓ ใบตราส่งทางอากาศ
ข้อ ๕
๑. ผู้ขนส่งของทุกรายมีสิทธิเรียกให้ผู้ตราส่งจัดทำ เอกสารที่เรียกว่า "ใบตราส่งทางอากาศ" และมอบไว้แก่ตน ผู้ตราส่งทุกรายมีสิทธิเรียกให้ผู้ขนส่งยอมรับเอกสารน
๒. การไม่มีอยู่ ผิดปกติ หรือสูญหายของเอกสารนี้ ไม่กระทบต่อความมีอยู่หรือความสมบูรณ์ของสัญญารับขน ซึ่งอย่างไรก็ตาม จะต้องอยู่ในบังคับแห่งกฎเกณฑ์ของ อนุสัญญานี้ ทั้งนี้ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของข้อ ๙
ข้อ ๖
๑. ผู้ตราส่งต้องทำใบตราส่งทางอากาศเป็นต้นฉบับสามฉบับให้ไว้พร้อมกับของ
๒. ฉบับแรกให้ระบุว่า "สำหรับผู้ขนส่ง" และให้ผู้ตราส่งลงลายมือชื่อ ฉบับที่สองให้ระบุว่า "สำหรับผู้รับตราส่ง" และให้ผู้ตราส่งและผู้ขนส่งลงลายมือชื่อและให้ส่งไปกับของ ฉบับที่สามให้ผู้ขนส่งลงลายมือชื่อและมอบให้แก่ ผู้ตราส่งหลังจากที่ได้ยอมรับของแล้ว
๓. ผู้ขนส่งต้องลงลายมือชื่อเมื่อมีการยอมรับของ
๔. การลงลายมือชื่อของผู้ขนส่งอาจประทับตราก็ได้ การลงลายมือชื่อของผู้ตราส่งอาจพิมพ์หรือประทับตราก็ได้
๕. ถ้าผู้ขนส่งจัดทำใบตราส่งทางอากาศขึ้นโดยการร้องขอของผู้ตราส่ง ให้ถือว่าผู้ขนส่งได้จัดทำเช่นนั้น ในนามของผู้ตราส่ง เว้นแต่จะพิสูจน์ได้เป็นอย่างอื่น
ข้อ ๗
ผู้ขนส่งของมีสิทธิเรียกให้ผู้ตราส่งจัดทำใบตราส่งแยกต่างหากจากกันได้ เมื่อมีหีบห่อมากกว่าหนึ่งชิ้น
ข้อ ๘
ใบตราส่งทางอากาศต้องมีรายการดังต่อไปนี้
(ก) ถิ่นที่และวันที่ทำใบตราส่งนั้น
(ข) ถิ่นต้นทางและถิ่นปลายทาง
(ค) ถิ่นหยุดพักที่ตกลงกันไว้โดยมีเงื่อนไขว่าผู้ขนส่งอาจสงวนสิทธิที่จะเปลี่ยนแปลงถิ่นหยุดพักในกรณีจำเป็นก็ได้ และถ้าใช้สิทธินั้น การเปลี่ยนแปลงจะไม่มีผลทำให้การรับขนสูญเสียลักษณะระหว่างประเทศ
(ง) ชื่อและที่อยู่ของผู้ตราส่ง
(จ) ชื่อและที่อยู่ของผู้ขนส่งรายแรก
(ฉ) ชื่อและที่อยู่ของผู้รับตราส่ง ถ้าจำเป็นแก่กรณี
(ช) ลักษณะแห่งของ
(ซ) จำนวนหีบห่อ วิธีบรรจุหีบห่อ และเครื่องหมายเฉพาะหรือหมายเลขหีบห่อเหล่านั้น
(ฌ) น้ำหนัก จำนวน ปริมาตร หรือความกว้างยาวสูงของของ
(ญ) สภาพอันเห็นประจักษ์ของของและของการบรรจุหีบห่อ
(ด) ค่าระวาง ถ้าได้ตกลงกันไว้แล้ว วันที่และถิ่นที่ชำระเงิน และบุคคลที่จะเป็นผู้ชำระ
(ต) ราคาของถ้าเป็นการส่งของไปโดยวิธีชำระเงินเมื่อส่งมอบของ และจำนวนเงินค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นถ้าจำเป็นแก่กรณี
(ถ) จำนวนมูลค่าที่ได้แถลงไว้ตามข้อ ๒๒(๒)
(ท) จำนวนฉบับของใบตราส่งทางอากาศ
(น) เอกสารที่มอบให้แก่ผู้ขนส่งเพื่อส่งไปพร้อมกับใบตราส่งทางอากาศ
(บ) ระยะเวลาที่กำหนดเพื่อการรับขนจนเสร็จสิ้น และบันทึกย่อแสดงเส้นทางที่จะส่งไป ถ้าเรื่องเหล่านี้ได้ตกลง กันไว้แล้ว
(ป) ข้อความว่า การรับขนอยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎเกณฑ์เกี่ยวกับความรับผิดซึ่งอนุสัญญานี้วางไว้
ข้อ ๙
ถ้าผู้ขนส่งยอมรับของโดยไม่มีการทำใบตราส่งทางอากาศขึ้น หรือถ้าใบตราส่งไม่มีรายการทั้งปวงที่ระบุไว้ในข้อ ๘ (ก) ถึง (ฌ) และ (ป) ผู้ขนส่งจะไม่มีสิทธิใช้ประโยชน์จากบทบัญญัติแห่งอนุสัญญานี้ซึ่งยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดของตน
ข้อ ๑๐
๑. ผู้ตราส่งต้องรับผิดชอบในความถูกต้องของรายการและข้อความเกี่ยวกับของที่ตนกรอกไว้ในใบตราส่งทางอากาศ
๒. ผู้ตราส่งจะต้องรับผิดเพื่อความเสียหายทั้งปวง ที่เกิดขึ้นแก่ผู้ขนส่งหรือบุคคลอื่นใด เพราะเหตุแห่งความผิดปกติ ไม่ถูกต้อง หรือไม่บริบูรณ์ของรายการและข้อความดังกล่าว
ข้อ ๑๑
๑. ใบตราส่งทางอากาศเป็นหลักฐานเบื้องต้นของการทำสัญญา การได้รับของ และเงื่อนไขการรับขน
๒. ข้อความในใบตราส่งทางอากาศเกี่ยวกับน้ำหนัก ความกว้างยาวสูง และลักษณะหีบห่อแห่งของ รวมถึงข้อความ เกี่ยวกับจำนวนหีบห่อ เป็นหลักฐานเบื้องต้นของข้อเท็จจริงที่แสดงไว้ ส่วนข้อความเกี่ยวกับปริมาณ ปริมาตร และสภาพ แห่งของจะใช้ประกอบเป็นหลักฐานยันผู้ขนส่งไม่ได้ เว้นแต่ผู้ขนส่งได้ตรวจสอบต่อหน้าผู้ตราส่งแล้วระบุไว้ใน ใบตราส่งทางอากาศว่าตนได้ตรวจสอบเช่นว่านั้นแล้ว หรือข้อความนั้นเกี่ยวกับสภาพแห่งของอันเห็นประจักษ์
ข้อ ๑๒
๑. ภายใต้บังคับแห่งความรับผิดของตนที่จะปฏิบัติการชำระหนี้ทั้งปวงของตนตามสัญญารับขน ผู้ตราส่งมีสิทธิ ที่จะจัดการของ โดยถอนของออก ณ สนามบินต้นทางหรือปลายทาง หรือโดยหยุดการส่งของในระหว่างการเดินทาง ณ ที่ ใด ๆ ที่อากาศยานลง หรือโดยเรียกให้ส่งมอบของ ณ ถิ่นปลายทางหรือในระหว่างการเดินทางแก่บุคคลอื่นนอกเหนือจาก ผู้รับตราส่งที่ระบุชื่อไว้ในใบตราส่งทางอากาศ หรือโดยเรียกให้ส่งของกลับไปยังสนามบินต้นทาง ผู้ตราส่งต้องไม่ใช้สิทธิ จัดการนี้ ในทางที่จะเสื่อมเสียแก่ผู้ขนส่งหรือผู้ตราส่งอื่น และต้องชำระคืนค่าใช้จ่ายใด ๆ อันเนื่องมาจากการใช้สิทธินี้
๒. ถ้าเป็นการพ้นวิสัยที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ตราส่ง ผู้ขนส่งต้องแจ้งให้ผู้ตราส่งทราบโดยพลัน
๓. ถ้าผู้ขนส่งปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ตราส่งเพื่อจัดการของโดยมิได้เรียกให้แสดงใบตราส่งทางอากาศ ฉบับที่มอบไว้แก่ผู้ตราส่ง ผู้ขนส่งจะรับผิดเพื่อความเสียหายใด ๆ อันอาจเกิดขึ้นจากการนั้นแก่บุคคลใด ๆ ผู้ซึ่งครอบครองใบตราส่งทางอากาศฉบับนั้นโดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิของผู้ขนส่งในการเรียก ค่าชดเชยคืนจากผู้ตราส่ง
๔. สิทธิที่ให้แก่ผู้ตราส่งสิ้นสุดลงในขณะที่สิทธิของผู้รับตราส่งเริ่มต้นขึ้นตามข้อ ๑๓ อย่างไรก็ตาม ถ้าผู้รับตราส่งปฏิเสธไม่ยอมรับใบตราส่งหรือของ หรือถ้าไม่สามารถติดต่อผู้รับตราส่งได้ ผู้ตราส่งย่อมกลับมีสิทธิ จัดการของต่อไป
ข้อ ๑๓
๑. เว้นแต่ในพฤติการณ์ที่ระบุไว้ในข้อก่อน เมื่อของมาถึงถิ่นปลายทาง ผู้รับตราส่งมีสิทธิเรียกให้ผู้ขนส่งมอบ ใบตราส่งทางอากาศและส่งมอบของแก่ตน เมื่อได้ชำระค่าภาระที่ต้องชำระและเมื่อได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขการรับขน ที่ระบุไว้ในใบตราส่งทางอากาศแล้ว
๒. เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ผู้ขนส่งมีหน้าที่แจ้งให้ผู้รับตราส่งทราบทันทีที่ของมาถึง
๓. ถ้าผู้ขนส่งยอมรับว่าของสูญหาย หรือถ้าของยังมาไม่ถึงเมื่อพ้นเจ็ดวันนับแต่วันที่ควรจะมาถึง ผู้รับตราส่งย่อมมี สิทธิบังคับเอาแก่ผู้ขนส่งตามสิทธิอันได้มาแต่สัญญารับขน
ข้อ ๑๔
ผู้ตราส่งและผู้รับตราส่งต่างก็สามารถบังคับใช้สิทธิทั้งปวงที่ได้รับจากข้อ ๑๒ และ ๑๓ แล้วแต่กรณี ได้ในนามของตนเอง ไม่ว่าจะกระทำเพื่อผลประโยชน์ของตนเองหรือเพื่อผลประโยชน์ของอีกฝ่ายหนึ่ง โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องปฏิบัติการชำระหนี้ที่กำหนดไว้ในสัญญา
ข้อ ๑๕
๑. ข้อ ๑๒, ๑๓ และ ๑๔ ไม่กระทบต่อความสัมพันธ์ของผู้ตราส่งหรือผู้รับตราส่งต่อกันและกัน หรือความสัมพันธ์ ซึ่งแต่ละฝ่ายมีกับบุคคลที่สามผู้ได้รับสิทธิจาก ผู้ตราส่งหรือผู้รับตราส่ง
๒. บทบัญญัติแห่งข้อ ๑๒, ๑๓ และ ๑๔ จะเปลี่ยนแปลงได้ก็แต่โดยการกำหนดโดยชัดแจ้งไว้ในใบตราส่งทางอากาศ
ข้อ ๑๖
๑. ผู้ตราส่งต้องจัดให้มีข้อมูลที่จำเป็นและแนบเอกสารที่จำเป็นกับใบตราส่งทางอากาศ เพื่อดำเนินการตามพิธีการ ทางศุลกากร อากรด่านเมือง หรือตำรวจ ก่อนที่จะส่งมอบของให้แก่ผู้รับตราส่ง ผู้ตราส่งต้องรับผิดต่อผู้ขนส่ง เพื่อความเสียหายใด ๆ อันเนื่องมาจากการไม่มีอยู่ ไม่เพียงพอ หรือผิดปกติของข้อมูลหรือเอกสารดังกล่าว เว้นแต่ความเสียหายนั้นเกิดขึ้นเพราะความผิดของผู้ขนส่งหรือตัวแทนของผู้ขนส่ง
๒. ผู้ขนส่งไม่มีหน้าที่ต้องตรวจสอบความถูกต้องหรือความเพียงพอของข้อมูลหรือเอกสารดังกล่าว
หมวด ๓
ความรับผิดของผู้ขนส่งข้อ ๑๗
ผู้ขนส่งต้องรับผิดเพื่อความเสียหายที่ได้รับในเหตุการณ์ที่คนโดยสารถึงแก่ความตาย หรือได้รับบาดแผลหรือได้รับบาดเจ็บแก่ร่างกายอื่นใด ถ้าอุบัติเหตุซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายที่ได้รับนั้น ได้เกิดขึ้นบนอากาศยานหรือในระหว่างการดำเนินการใด ๆ เพื่อขึ้นหรือลงจากอากาศยาน
ข้อ ๑๘
๑. ผู้ขนส่งต้องรับผิดเพื่อความเสียหายที่ได้รับในเหตุการณ์ที่สัมภาระลงทะเบียนหรือของใด ๆ ถูกทำลายหรือสูญหาย หรือบุบสลาย ถ้าการอุบัติซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายที่ได้รับนั้น ได้เกิดขึ้นในระหว่างการรับขนทางอากาศ
๒. การรับขนทางอากาศตามความหมายของวรรคก่อน ครอบคลุมช่วงเวลาในระหว่างที่สัมภาระหรือของอยู่ ในการดูแลของผู้ขนส่ง ไม่ว่าจะอยู่ที่สนามบินหรือบนอากาศยาน หรือ ณ ที่ใดก็ตามในกรณีที่มีการบินลงนอกสนามบิน
๓. ระยะเวลาการรับขนทางอากาศไม่ขยายไปถึงการรับขนใด ๆ ทางบก ทางทะเล หรือทางแม่น้ำที่ปฏิบัติการ นอกสนามบิน อย่างไรก็ตาม ถ้าการรับขนดังกล่าวเกิดขึ้นในการปฏิบัติตามสัญญาเพื่อการรับขนทางอากาศ เพื่อความมุ่งประสงค์ในการบรรทุก การส่งมอบ หรือการถ่ายลำ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าความเสียหายใด ๆ เป็นผลของเหตุการณ์ซึ่งได้เกิดขึ้นในระหว่างการรับขนของทางอากาศ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้เป็นอย่างอื่น
ข้อ ๑๙
ผู้ขนส่งต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันเนื่องมาจากการชักช้าในการรับขนทางอากาศซึ่งคนโดยสาร สัมภาระหรือของ
ข้อ ๒๐
๑. ผู้ขนส่งไม่ต้องรับผิดถ้าพิสูจน์ได้ว่าตนและตัวแทนของตนได้ใช้มาตรการที่จำเป็นทั้งปวงเพื่อหลีกเลี่ยง ความเสียหายนั้นแล้ว หรือว่าเป็นการพ้นวิสัยที่ตนหรือตัวแทนของตนจะใช้มาตรการเช่นว่านั้น
๒. ในการรับขนของและสัมภาระ ผู้ขนส่งไม่ต้องรับผิดถ้าพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายได้เกิดขึ้น จากการนำร่อง โดยประมาทเลินเล่อ หรือความประมาทเลินเล่อในการบังคับอากาศยานหรือในการเดินอากาศ และถ้าพิสูจน์ได้ว่า ในประการอื่นทั้งหมดตนและตัวแทนของตนได้ใช้มาตรการที่จำเป็นทั้งปวงเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายนั้นแล้ว
ข้อ ๒๑
ถ้าผู้ขนส่งพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายได้เกิดขึ้นจากหรือมีส่วนเกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่อของบุคคล ผู้ได้รับความเสียหาย ศาลอาจปลดเปลื้องผู้ขนส่งจากความรับผิดของตนทั้งหมดหรือแต่บางส่วนก็ได้ตามบทบัญญัติ แห่งกฎหมายของศาลนั้น
ข้อ ๒๒
๑. ในการรับขนคนโดยสาร ความรับผิดของผู้ขนส่งสำหรับคนโดยสารแต่ละคนจำกัดเพียงจำนวนเงิน ๑๒๕,๐๐๐ แฟรงค์ ในกรณีที่อาจกำหนดค่าเสียหายเป็นการผ่อนชำระเงินตามกฎหมายของศาลซึ่งพิจารณาคดี มูลค่าต้นเงินที่เทียบเท่า การชำระเงินดังกล่าวต้องไม่เกิน ๑๒๕,๐๐๐ แฟรงค์ อย่างไรก็ดี ผู้ขนส่งและคนโดยสารอาจตกลงกันกำหนดการจำกัด ความรับผิดให้สูงกว่านี้โดยสัญญาพิเศษก็ได้
๒. ในการรับขนสัมภาระลงทะเบียนและของ ความรับผิดของผู้ขนส่งจำกัดเพียงจำนวนเงิน ๒๕๐ แฟรงค์ต่อกิโลกรัม เว้นแต่ในขณะที่มอบหีบห่อให้แก่ผู้ขนส่ง ผู้ตราส่งได้ทำการแถลงพิเศษถึงมูลค่าเมื่อมีการส่งมอบ และได้ชำระเงิน เพิ่มเติมแล้ว ถ้าจำเป็นแก่กรณี ในกรณีนั้นผู้ขนส่งจะรับผิดชำระเงินไม่เกินจำนวนที่ได้แถลงไว้ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่า จำนวนเงินนั้นมากกว่ามูลค่าที่แท้จริงสำหรับผู้ตราส่งเมื่อมีการส่งมอบ
๓. ในส่วนที่เกี่ยวกับสิ่งของซึ่งคนโดยสารดูแลเองนั้น ความรับผิดของผู้ขนส่งจำกัดเพียง ๕,๐๐๐ แฟรงค์ ต่อคนโดยสาร
๔. จำนวนเงินที่กล่าวข้างต้นนี้ ให้ถือว่าอ้างถึงเงินแฟรงค์ฝรั่งเศสซึ่งประกอบด้วยทองคำหนัก ๖๕.๕ มิลลิกรัม โดยมีความบริสุทธิ์ ๙๐๐ ใน ๑,๐๐๐ ส่วน จำนวนเงินเหล่านี้อาจปริวรรตเป็นเงินตราสกุลใด ๆ เป็นตัวเลขถ้วน ๆ ก็ได้
ข้อ ๒๓
บทบัญญัติใดโน้มไปในทางที่จะปลดเปลื้องผู้ขนส่งจากความรับผิด หรือกำหนดการจำกัดให้ต่ำกว่าที่วางไว้ ในอนุสัญญานี้ย่อมเป็นโมฆะ แต่ความเป็นโมฆะของบทบัญญัติเช่นว่านั้นไม่มีผลทำให้สัญญาทั้งหมดเป็นโมฆะ สัญญานั้นยังคงอยู่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของ อนุสัญญานี้
ข้อ ๒๔
๑. ในกรณีซึ่งอยู่ภายใต้ข้อ ๑๘ และ ๑๙ การดำเนินคดีใด ๆ เพื่อเรียกร้องค่าเสียหาย ไม่ว่ามูลคดีจะเป็นประการใด จะกระทำได้ภายใต้บังคับแห่งเงื่อนไขและการจำกัดที่วางไว้ในอนุสัญญานี้เท่านั้น
๒. ในกรณีซึ่งอยู่ภายใต้ข้อ ๑๗ ให้นำบทบัญญัติแห่งวรรคก่อนมาใช้ด้วย โดยมิให้เสื่อมเสียต่อปัญหาที่ว่า ผู้ใดเป็นบุคคลผู้มีสิทธิดำเนินคดี และสิทธิของบุคคลดังกล่าวเป็นประการใดบ้าง
ข้อ ๒๕
๑. ผู้ขนส่งไม่มีสิทธิใช้ประโยชน์จากบทบัญญัติแห่ง อนุสัญญานี้ซึ่งยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดของตน ถ้าความเสียหายเกิดขึ้นจากการปฏิบัติอันมิชอบโดยจงใจของตน หรือโดยการละเว้นการปฏิบัติในส่วนของตน ซึ่งตามกฎหมายของศาลที่พิจารณาคดีถือว่าเทียบเท่าการปฏิบัติอันมิชอบโดยจงใจ
๒. ในทำนองเดียวกัน ผู้ขนส่งไม่มีสิทธิใช้ประโยชน์จากบทบัญญัติดังกล่าว ถ้าความเสียหายเกิดขึ้นตามที่กล่าว ข้างต้นโดยตัวแทนใด ๆ ของผู้ขนส่งซึ่งกระทำภายในขอบข่ายการจ้างของตน
ข้อ ๒๖
๑. การที่ผู้มีสิทธิรับมอบได้รับมอบสัมภาระหรือของไว้โดยมิได้ทักท้วง ย่อมเป็นหลักฐานเบื้องต้นว่าได้มีการ ส่งมอบสัมภาระหรือของดังกล่าวในสภาพดีและตรงตามเอกสารการรับขนแล้ว
๒. ในกรณีที่มีความเสียหาย ผู้มีสิทธิรับมอบต้องทักท้วงต่อผู้ขนส่งทันทีที่พบความเสียหายนั้น และอย่างช้าที่สุด ก็ภายในสามวันนับแต่วันที่ได้รับมอบสัมภาระ และภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับมอบของ การทักท้วงในกรณีที่มีการชักช้า ต้องกระทำอย่างช้าที่สุดภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่สัมภาระหรือของนั้นได้ตกอยู่ในการจัดการของผู้มีสิทธิรับมอบแล้ว
๓. การทักท้วงทุกกรณีต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรในเอกสารการรับขนหรือโดยคำบอกกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษร แยกต่างหากแล้วส่งออกไปภายในเวลาดังกล่าว
๔. หากไม่มีการทักท้วงภายในเวลาดังกล่าว การดำเนินคดีต่อผู้ขนส่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่ในกรณีกลฉ้อฉลของ ผู้ขนส่ง
ข้อ ๒๗
ในกรณีที่ผู้ต้องรับผิดถึงแก่ความตาย การดำเนินคดีเรียกร้องค่าเสียหายตามข้อกำหนดของอนุสัญญานี้ พึงกระทำต่อผู้แทนโดยชอบด้วยกฎหมายแห่งกองทรัพย์สินของผู้ตาย
ข้อ ๒๘
๑. การดำเนินคดีเรียกร้องค่าเสียหายต้องกระทำในอาณาเขตของอัครภาคีผู้ทำสัญญาแห่งหนึ่ง ไม่ว่าในศาล ที่มีเขตอำนาจซึ่งผู้ขนส่งมีถิ่นที่อยู่ตามปกติหรือมีสำนักงานแห่งใหญ่หรือมีสถานที่ตั้งที่ได้ทำสัญญากัน หรือในศาล ที่มีเขตอำนาจ ณ ถิ่นปลายทาง แล้วแต่โจทก์จะเลือก
๒. ปัญหากระบวนวิธีพิจารณาให้อยู่ในบังคับแห่งกฎหมายของศาลที่พิจารณาคดี
ข้อ ๒๙
๑. สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายเป็นอันระงับไป ถ้าไม่มีการดำเนินคดีภายในสองปีนับจากวันที่อากาศยานถึงปลายทาง หรือจากวันที่อากาศยานควรจะได้ถึงแล้ว หรือจากวันที่การรับขนได้หยุดลง
๒. วิธีการคำนวนระยะเวลาอายุความ ให้กำหนดโดยกฎหมายแห่งศาลที่พิจารณาคดี
ข้อ ๓๐
๑. ในกรณีการรับขนซึ่งจะปฏิบัติการโดยผู้ขนส่งหลายคนหลายทอดและอยู่ภายใต้บทนิยามที่กำหนดไว้ในข้อ ๑ วรรคสาม ผู้ขนส่งแต่ละคนที่ยอมรับคนโดยสาร สัมภาระ หรือของ ย่อมอยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎเกณฑ์ซึ่งอนุสัญญานี้ ได้วางไว้ และให้ถือว่าเป็นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งของสัญญารับขนเท่าที่สัญญานั้นกล่าวถึงการรับขนส่วนที่ปฏิบัติการ ภายใต้การควบคุมดูแลของตน
๒. ในกรณีที่การรับขนมีลักษณะเช่นนี้ คนโดยสารหรือผู้แทนของคนโดยสาร จะดำเนินคดีได้ก็เฉพาะต่อผู้ขนส่ง ซึ่งได้ปฏิบัติการรับขนในระหว่างที่อุบัติเหตุหรือการชักช้าได้เกิดขึ้นเท่านั้น เว้นแต่ในกรณีที่ผู้ขนส่งทอดแรก ได้ยอมรับ ความรับผิดตลอดการเดินทางไว้โดยการตกลงโดยชัดแจ้ง
๓. ในกรณีสัมภาระหรือของ คนโดยสารหรือผู้ตราส่งจะมีสิทธิดำเนินคดีต่อผู้ขนส่งทอดแรก และคนโดยสารหรือ ผู้รับตราส่ง ซึ่งมีสิทธิรับมอบจะมีสิทธิดำเนินคดีต่อผู้ขนส่งทอดสุดท้าย และนอกจากนั้นแต่ละคนยังอาจดำเนินคดี ต่อผู้ขนส่งที่ปฏิบัติการรับขนในระหว่างที่การถูกทำลาย สูญหาย บุบสลาย หรือชักช้าได้เกิดขึ้นอีกด้วย ผู้ขนส่งเหล่านี้ ต้องรับผิดร่วมกันและต่างกันต่อคนโดยสาร หรือต่อผู้ตราส่งหรือผู้รับตราส่ง
หมวด ๔
บทบัญญัติเกี่ยวกับ
การรับขนหลายรูปแบบร่วมกันข้อ ๓๑
๑. ในกรณีการรับขนหลายรูปแบบร่วมกันที่ปฏิบัติการบางส่วนโดยทางอากาศและบางส่วนโดยการรับขนรูปแบบอื่น ให้ใช้บทบัญญัติแห่งอนุสัญญานี้เฉพาะแก่การรับขนทางอากาศ ถ้าหากว่าการรับขนทางอากาศนั้นอยู่ภายในข้อกำหนด ของข้อ ๑
๒. ในกรณีการรับขนหลายรูปแบบร่วมกัน ไม่มีความใดในอนุสัญญานี้ ห้ามมิให้คู่สัญญาใส่เงื่อนไขเกี่ยวกับ การรับขนรูปแบบอื่น ไว้ในเอกสารการรับขนทางอากาศ ถ้าหากว่าส่วนที่เกี่ยวกับการรับขนทางอากาศ ได้มีการปฏิบัติ ตามบทบัญญัติแห่งอนุสัญญานี้
หมวด ๕
บททั่วไปและบทสุดท้ายข้อ ๓๒
ข้อกำหนดใด ๆ ที่มีอยู่ในสัญญารับขนและความตกลงพิเศษทั้งปวงซึ่งกระทำก่อนที่ความเสียหายเกิดขึ้น โดยที่ คู่สัญญา มุ่งที่จะละเมิดกฎเกณฑ์ ที่อนุสัญญานี้ได้วางไว้ ไม่ว่าจะโดยการกำหนดกฎหมายพึงใช้บังคับ หรือโดย การเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์เกี่ยวกับเขตอำนาจศาล ย่อมตกเป็นโมฆะ อย่างไรก็ตาม สำหรับการรับขนของนั้น ยอมให้มีข้อความว่าด้วยวิธีอนุญาโตตุลาการได้ภายใต้บังคับแห่ง อนุสัญญานี้ ถ้าวิธีการอนุญาโตตุลาการนั้นจะกระทำ ภายในเขตอำนาจศาลแห่งหนึ่งที่อ้างถึงในข้อ ๒๘ วรรคแรก
ข้อ ๓๓
ไม่มีความใดในอนุสัญญานี้ ห้ามผู้ขนส่งมิให้ปฏิเสธการเข้าทำสัญญาการรับขนใด ๆ หรือจัดทำข้อบังคับ ซึ่งไม่ขัดกับบทบัญญัติแห่งอนุสัญญานี้
ข้อ ๓๔
อนุสัญญานี้ไม่ใช้แก่การรับขนระหว่างประเทศทางอากาศซึ่งกิจการเดินอากาศเป็นผู้ปฏิบัติการทดลอง เพื่อการจัดตั้งเส้นทางเดินอากาศแบบประจำขึ้น และไม่ใช้แก่การรับขนซึ่งปฏิบัติการในพฤติการณ์พิเศษ นอกเหนือขอบข่ายปกติแห่งธุรกิจของผู้ขนส่งทางอากาศ
ข้อ ๓๕
คำว่า "วัน" เมื่อใช้ในอนุสัญญานี้ หมายถึง วันตามปฏิทิน มิใช่วันทำการ
ข้อ ๓๖
อนุสัญญานี้ ทำเป็นภาษาฝรั่งเศสเป็นต้นฉบับเดียว ซึ่งคงมอบไว้กับบรรณาคมของกระทรวงการต่างประเทศโปแลนด์ และให้รัฐบาลโปแลนด์ส่งสำเนาที่ได้รับรองว่าถูกต้องแล้วฉบับหนึ่งไปยังแต่ละรัฐบาลของอัครภาคีผู้ทำสัญญา
ข้อ ๓๗
๑. อนุสัญญานี้จะต้องได้รับสัตยาบัน ให้มอบสัตยาบันสารไว้กับบรรณาคมของกระทรวงการต่างประเทศโปแลนด์ ซึ่งจะต้องแจ้งให้แต่ละรัฐบาลของอัครภาคีผู้ทำสัญญาทราบถึงการมอบนี้
๒. ทันใดที่อนุสัญญานี้ได้รับสัตยาบันจากอัครภาคีผู้ทำสัญญาครบห้าภาคีแล้ว ก็ให้เริ่มใช้บังคับระหว่างภาคีเหล่านั้น ในวันที่เก้าสิบหลังจากการมอบสัตยาบันฉบับที่ห้า หลังจากนั้นให้เริ่มใช้บังคับระหว่างอัครภาคีผู้ทำสัญญาซึ่งได้ให้สัตยาบัน แล้วกับอัครภาคีผู้ทำสัญญาซึ่งมอบสัตยาบันสาร ในวันที่เก้าสิบหลังจากการมอบ
๓. รัฐบาลสาธารณรัฐโปแลนด์ย่อมมีหน้าที่แจ้งให้แต่ละรัฐบาลของอัครภาคีผู้ทำสัญญาทราบถึงวันที่อนุสัญญา นี้เริ่มใช้บังคับ กับทั้งวันที่มีการมอบสัตยาบันแต่ละฉบับ
ข้อ ๓๘
๑. หลังจากอนุสัญญานี้ได้เริ่มใช้บังคับแล้ว จะยังคงเปิดให้รัฐใด ๆ ให้ภาคยานุวัติได้
๒. การภาคยานุวัติให้กระทำโดยการบอกกล่าวไปยังรัฐบาลสาธารณรัฐโปแลนด์ ผู้ซึ่งจะแจ้งให้แต่ละรัฐบาล ของอัครภาคีผู้ทำสัญญาทราบ
๓. การภาคยานุวัติจะมีผลตั้งแต่วันที่เก้าสิบหลังจากการบอกกล่าวไปยังรัฐบาลสาธารณรัฐโปแลนด์
ข้อ ๓๙
๑. อัครภาคีผู้ทำสัญญาภาคีหนึ่งภาคีใดอาจบอกเลิกอนุสัญญานี้ได้โดยการบอกกล่าวไปยังรัฐบาลสาธารณรัฐโปแลนด์ ผู้ซึ่งจะแจ้งให้แต่ละรัฐบาลของอัครภาคีผู้ทำสัญญาทราบโดยทันที
๒. การบอกเลิกจะเริ่มมีผลเมื่อครบหกเดือนหลังจากการบอกกล่าวการบอกเลิกและจะมีผลเฉพาะที่เกี่ยวกับภาคี ซึ่งได้ดำเนินการบอกเลิกเท่านั้น
ข้อ ๔๐
๑. อัครภาคีผู้ทำสัญญาใด ๆ อาจประกาศในขณะที่ลงนามหรือมอบสัตยาบันหรือภาคยานุวัติก็ได้ ว่า การยอมรับอนุสัญญานี้ไม่ใช้แก่อาณานิคม รัฐอารักขา อาณาเขตในอาณัติ หรืออาณาเขตอื่นใดในบังคับแห่ง อธิปไตย หรืออาณาของตน หรืออาณาเขตใด ๆ ภายใต้อธิราชย์ของตน แห่งหนึ่งแห่งใดหรือทั้งหมด
๒. ในทำนองเดียวกัน อัครภาคีผู้ทำสัญญาใด ๆ อาจให้ภาคยานุวัติต่างหากในภายหลังในนามของอาณานิคม รัฐอารักขา อาณาเขตในอาณัติหรืออาณาเขตอื่นใดในบังคับแห่งอธิปไตย หรืออาณาของตน หรืออาณาเขตใด ๆ ภายใต้อธิราชย์ของตน แห่งหนึ่งแห่งใดหรือทั้งหมด ซึ่งมิได้รวมไว้ในคำประกาศฉบับต้น
๓. อัครภาคีผู้ทำสัญญาใด ๆ อาจบอกเลิกอนุสัญญานี้ตามบทบัญญัติแห่งอนุสัญญา แยกต่างหากเฉพาะตน หรือเฉพาะสำหรับอาณานิคม รัฐอารักขา อาณาเขตในอาณัติ หรืออาณาเขตอื่นใดในบังคับแห่งอธิปไตย หรืออาณาของตน หรืออาณาเขตอื่นใด ภายใต้อธิราชย์ของตน แห่งหนึ่งแห่งใดหรือทั้งหมดก็ได้
ข้อ ๔๑
เมื่อครบสองปีหลังจากอนุสัญญานี้เริ่มใช้บังคับ อัครภาคีผู้ทำสัญญาใด ๆ ย่อมมีสิทธิเรียกให้มีการจัดการประชุม ระหว่างประเทศครั้งใหม่ขึ้นเพื่อพิจารณาการปรับปรุงใด ๆ ที่อาจจะกระทำได้ในอนุสัญญานี้ เพื่อบรรลุผลดังกล่าว ภาคีเช่นว่านั้นจะติดต่อแจ้งไปยังรัฐบาลสาธารณรัฐฝรั่งเศส ผู้ซึ่งจะดำเนินมาตรการอันจำเป็น ในการเตรียมการ ประชุมเช่นว่านั้น
อนุสัญญานี้ทำ ณ กรุงวอร์ซอ เมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๒ จะคงเปิดให้มีการลงนามจนถึงวันที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๗๓
"พิธีสารเพิ่มเติม
(เกี่ยวกับข้อ ๒)อัครภาคีผู้ทำสัญญาสงวนสิทธิที่จะแถลงในขณะที่ให้สัตยาบันหรือภาคยานุวัติ ว่า ไม่ให้ใช้ข้อ ๒ วรรคแรก ของอนุสัญญานี้แก่การรับขนระหว่างประเทศทางอากาศซึ่งปฏิบัติการโดยรัฐ หรืออาณานิคม ดินแดนอารักขา หรืออาณาเขตในอาณัติของตน หรืออาณาเขตอื่นใดในบังคับแห่งอธิปไตย อธิราชย์ หรืออาณาของตน"
๑ คำแปลสำนวนผู้รวบรวม อนุสัญญาฉบับนี้,เริ่มใช้บังคับเมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๗๖ และ ณ วันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๔ มีภาคีทั้งหมด ๑๔๘ รัฐ ประเทศไทยยังมิได้เป็นภาคีอนุสัญญานี้ ถึงแม้ว่าคณะรัฐมนตรีเคยมีมติเมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๐ เห็นชอบให้ประเทศไทยดำเนินการภาคยานุวัติอนุสัญญาวอร์ซอซึ่งแก้ไขโดยพิธีสารเฮก พ.ศ. ๒๔๙๘ ก็ตามอนุสัญญาวอร์ซอมีต้นฉบับเป็นภาษาฝรั่งเศสเท่านั้น ประเทศไทยใช้คำแปลของอังกฤษเป็นคำแปลอ้างอิงดังปรากฏในที่นี้ อย่างไรก็ดีผู้รวบรวมไม่สามารถหาอารัมภบทที่เป็นคำแปลของอังกฤษได้ จึงใช้คำแปลของสหรัฐอเมริกาในส่วนดังกล่าว แทน อนึ่ง
คำแปลของอังกฤษและของสหรัฐอเมริกามีความแตกต่างกันหลายแห่ง อาทิ "carriage-transportation", "reward-hire", "luggage-baggage", "air consignment note-airway bill", "the court seised of the case-the court to which the case summitted", "legally constituted public bodies-legal entities constituted under public law" เป็นต้น Back
| Home | สารบาญ | Chapter 4 | English Version |