Home สารบาญ Chapter 2 English Version
อนุสัญญา
เพื่อการทำให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันซึ่งกฎเกณฑ์บางประการเกี่ยวกับ
การรับขนระหว่างประเทศทางอากาศ
ลงนาม ณ กรุงวอร์ซอเมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๒

            ประธานาธิบดีแห่งจักรวรรดิ์เยอรมนี ประธานาธิบดีสหพันธ์แห่งสาธารณรัฐออสเตรีย กษัตริย์แห่งเบลเยียม ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐบราซิล กษัตริย์แห่งบัลแกเรีย ประธานาธิบดีแห่งรัฐบาลแห่งชาติจีน กษัตริย์แห่งเดน-มาร์กและไอซ์แลนด์ กษัตริย์แห่งอียิปต์ กษัตริย์แห่งสเปน ประมุขแห่งสาธารณรัฐเอสโตเนีย ประธานาธิบดีแห่งฟินน์แลนด์ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส กษัตริย์แห่งบริเตนใหญ่ ไอร์แลนด์ และดินแดนในเครือบริเตนโพ้นทะเล จักรพรรดิ์แห่งอินเดีย ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐเฮเลนนิก ผู้รักษาราชการแห่งฮังการี กษัตริย์แห่งอิตาลี จักพรรดิ์แห่งญี่ปุ่น ประธานาธิบดีแห่งลัตเวีย ราชินีแห่งลักเซมเบิร์ก ประธานาธิบดีแห่งเม็กซิโก กษัตริย์แห่งนอร์เวย์ ราชินีแห่งเนเธอร์แลนด์ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐโปแลนด์ กษัตริย์แห่งโรมาเนีย กษัตริย์แห่งสวีเดน สภาสหรัฐสวิส ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐเชคโกสโลวัก คณะกรรมาธิการบริหารกลางแห่งสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐเวเนซุเอลา กษัตริย์แห่งยูโกสลาเวีย

           ตระหนักถึงประโยชน์ของการกำหนดเงื่อนไขการขนส่งระหว่างประเทศทางอากาศในรูปแบบเดียวกัน เกี่ยวกับเอกสารที่ใช้เพื่อการขนส่งเช่นว่านั้นและความรับผิดของ ผู้ขนส่ง

            แต่งตั้งผู้มีอำนาจเต็มเพื่อการนี้ ผู้ซึ่งได้รับมอบอำนาจโดยถูกต้อง ได้ตกลงและลงนามอนุสัญญาดังต่อไปนี้

หมวด ๑
ขอบข่าย - บทนิยาม

ข้อ ๑

            ๑. อนุสัญญานี้ใช้แก่การรับขนระหว่างประเทศทั้งปวงซึ่งบุคคล สัมภาระ หรือของ ซึ่งปฏิบัติการโดยอากาศยาน เพื่อสินจ้าง อนุสัญญานี้ใช้แก่การรับขนไม่คิดสินจ้างโดยอากาศยานซึ่งกิจการขนส่งทางอากาศเป็นผู้ปฏิบัติการ ด้วยเหมือนกัน

            ๒. เพื่อความมุ่งประสงค์ของอนุสัญญานี้ คำว่า "การรับขนระหว่างประเทศ" หมายถึง การรับขนใด ๆ ไม่ว่าจะมีการหยุดพักในการรับขนหรือในการถ่ายลำหรือไม่ก็ตาม ตามสัญญาที่คู่สัญญาได้ทำไว้ มีถิ่นต้นทางและ ถิ่นปลายทาง อยู่ภายในอาณาเขตของอัครภาคีผู้ทำสัญญาสองประเทศ หรือมิฉะนั้นก็อยู่ภายในอาณาเขตของอัครภาคี ผู้ทำสัญญาประเทศเดียวถ้ามีถิ่นหยุดพักที่ตกลงกันไว้อยู่ภายในอาณาเขตในบังคับแห่งอธิปไตย อธิราชย์ อาณัติ หรืออาณาของประเทศอื่น ถึงแม้ว่าประเทศนั้นมิได้เป็นภาคีแห่งอนุสัญญานี้ก็ตาม การรับขนระหว่างอาณาเขต ในบังคับแห่งอธิปไตย อธิราชย์ อาณัติ หรืออาณาของอัครภาคีผู้ทำสัญญาภาคีเดียวกันโดยไม่มีถิ่นหยุดพัก ที่ตกลงกันไว้เช่นว่านี้ ไม่ถือว่าเป็นการรับขนระหว่างประเทศเพื่อความมุ่งประสงค์แห่งอนุสัญญานี้

            ๓. เพื่อความมุ่งประสงค์แห่งอนุสัญญานี้ การรับขนซึ่งปฏิบัติการโดยผู้ขนส่งทางอากาศหลายคนหลายทอด ให้ถือเป็นการรับขนครั้งเดียวโดยไม่แบ่งแยก ถ้าคู่สัญญาถือว่าเป็นการดำเนินการครั้งเดียว ไม่ว่าจะได้ตกลงกันในรูป ของสัญญาฉบับเดียวหรือสัญญาเป็นชุดก็ตาม และย่อมไม่สูญเสียลักษณะอันเป็นการรับขนระหว่างประเทศเพียงเพราะว่า จะต้องปฏิบัติการทั้งหมดตามสัญญาฉบับเดียวหรือสัญญาเป็นชุดภายในอาณาเขตในบังคับแห่งอธิปไตย อธิราชย์ อาณัติ หรืออาณาของอัครภาคีผู้ทำสัญญาเดียวกัน

ข้อ ๒

            ๑. อนุสัญญานี้ใช้แก่การรับขนซึ่งปฏิบัติการโดยรัฐหรือองค์การมหาชนซึ่งจัดตั้งขึ้นถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีเงื่อนไขว่าการรับขนนั้นตกอยู่ภายในเงื่อนไขที่วางไว้ในข้อ ๑

            ๒. อนุสัญญานี้ไม่ใช้แก่การรับขนซึ่งปฏิบัติการตามข้อกำหนดของอนุสัญญาการไปรษณีย์ระหว่างประเทศฉบับใด ๆ

หมวด ๒
เอกสารการรับขน

ตอน ๑ ตั๋วโดยสาร

ข้อ ๓

            ๑. สำหรับการรับขนคนโดยสาร ผู้ขนส่งต้องส่งมอบ ตั๋วโดยสารซึ่งต้องมีรายการดังต่อไปนี้

                    (ก) ถิ่นที่และวันที่ออกตั๋ว

                    (ข) ถิ่นต้นทางและถิ่นปลายทาง

                    (ค) ถิ่นหยุดพักที่ตกลงกันไว้โดยมีเงื่อนไขว่าผู้ขนส่งอาจสงวนสิทธิที่จะเปลี่ยนแปลงถิ่นหยุดพัก ในกรณีจำเป็นก็ได้ และถ้าใช้สิทธินั้น การเปลี่ยนแปลงจะไม่มีผลทำให้การรับขนสูญเสียลักษณะระหว่างประเทศ

                    (ง) ชื่อและที่อยู่ของผู้ขนส่งรายเดียวหรือหลายราย

                    (จ) ข้อความว่า การรับขนนั้นอยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎเกณฑ์เกี่ยวกับความรับผิดซึ่งอนุสัญญานี้วางไว้

            ๒. การไม่มีอยู่ ผิดปกติ หรือสูญหายของตั๋วโดยสาร ไม่กระทบต่อความมีอยู่หรือความสมบูรณ์ของสัญญารับขน ซึ่งอย่างไรก็ตามจะต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎเกณฑ์ของ อนุสัญญานี้ อย่างไรก็ดี ถ้าผู้ขนส่งยอมรับคนโดยสาร โดยไม่ได้ส่งมอบตั๋วโดยสาร ผู้ขนส่งจะไม่มีสิทธิใช้ประโยชน์จากบทบัญญัติแห่งอนุสัญญานี้ซึ่งยกเว้น หรือจำกัดความรับผิดของตน

ตอน ๒ ตั๋วสัมภาระ

ข้อ ๔

            ๑. สำหรับการรับขนสัมภาระอื่นนอกจากของส่วนตัวชิ้นเล็กซึ่งคนโดยสารดูแลเอง ผู้ขนส่งต้องส่งมอบตั๋วสัมภาระ

            ๒. ตั๋วสัมภาระต้องทำคู่กันเป็นสองใบ ใบหนึ่งสำหรับคนโดยสาร และอีกใบหนึ่งสำหรับผู้ขนส่ง

            ๓. ตั๋วสัมภาระต้องมีรายการดังต่อไปนี้

                    (ก) ถิ่นที่และวันที่ออกตั๋ว

                    (ข) ถิ่นต้นทางและถิ่นปลายทาง

                    (ค) ชื่อและที่อยู่ของผู้ขนส่งรายเดียวหรือหลายราย

                    (ง) หมายเลขของตั๋วโดยสาร

                    (จ) ข้อความว่า จะส่งมอบสัมภาระแก่ผู้ถือตั๋วสัมภาระ

                    (ฉ) จำนวนและน้ำหนักของหีบห่อ

                    (ช) จำนวนมูลค่าที่ได้แถลงไว้ตามข้อ ๒๒(๒)

                    (ซ) ข้อความว่า การรับขนอยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎเกณฑ์เกี่ยวกับความรับผิดซึ่งอนุสัญญานี้วางไว้

            ๔. การไม่มีอยู่ ผิดปกติ หรือสูญหายของตั๋วสัมภาระ ไม่กระทบต่อความมีอยู่หรือความสมบูรณ์ของสัญญารับขน ซึ่งอย่างไรก็ตามจะต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎเกณฑ์ของ อนุสัญญานี้ อย่างไรก็ดี ถ้าผู้ขนส่งยอมรับสัมภาระโดยไม่ได้ ส่งมอบตั๋วสัมภาระหรือถ้าตั๋วสัมภาระไม่มีรายการดังที่ระบุไว้ใน (ง) (ฉ) และ (ซ) ข้างต้นแล้ว ผู้ขนส่งจะไม่มีสิทธิใช้ ประโยชน์จากบทบัญญัติแห่งอนุสัญญานี้ซึ่งยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดของตน

ตอน ๓ ใบตราส่งทางอากาศ

ข้อ ๕

            ๑. ผู้ขนส่งของทุกรายมีสิทธิเรียกให้ผู้ตราส่งจัดทำ เอกสารที่เรียกว่า "ใบตราส่งทางอากาศ" และมอบไว้แก่ตน ผู้ตราส่งทุกรายมีสิทธิเรียกให้ผู้ขนส่งยอมรับเอกสารน

            ๒. การไม่มีอยู่ ผิดปกติ หรือสูญหายของเอกสารนี้ ไม่กระทบต่อความมีอยู่หรือความสมบูรณ์ของสัญญารับขน ซึ่งอย่างไรก็ตาม จะต้องอยู่ในบังคับแห่งกฎเกณฑ์ของ อนุสัญญานี้ ทั้งนี้ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของข้อ ๙

ข้อ ๖

            ๑. ผู้ตราส่งต้องทำใบตราส่งทางอากาศเป็นต้นฉบับสามฉบับให้ไว้พร้อมกับของ

            ๒. ฉบับแรกให้ระบุว่า "สำหรับผู้ขนส่ง" และให้ผู้ตราส่งลงลายมือชื่อ ฉบับที่สองให้ระบุว่า "สำหรับผู้รับตราส่ง" และให้ผู้ตราส่งและผู้ขนส่งลงลายมือชื่อและให้ส่งไปกับของ  ฉบับที่สามให้ผู้ขนส่งลงลายมือชื่อและมอบให้แก่ ผู้ตราส่งหลังจากที่ได้ยอมรับของแล้ว

            ๓. ผู้ขนส่งต้องลงลายมือชื่อเมื่อมีการยอมรับของ

            ๔. การลงลายมือชื่อของผู้ขนส่งอาจประทับตราก็ได้ การลงลายมือชื่อของผู้ตราส่งอาจพิมพ์หรือประทับตราก็ได้

            ๕. ถ้าผู้ขนส่งจัดทำใบตราส่งทางอากาศขึ้นโดยการร้องขอของผู้ตราส่ง ให้ถือว่าผู้ขนส่งได้จัดทำเช่นนั้น ในนามของผู้ตราส่ง เว้นแต่จะพิสูจน์ได้เป็นอย่างอื่น

ข้อ ๗

            ผู้ขนส่งของมีสิทธิเรียกให้ผู้ตราส่งจัดทำใบตราส่งแยกต่างหากจากกันได้ เมื่อมีหีบห่อมากกว่าหนึ่งชิ้น

ข้อ ๘

            ใบตราส่งทางอากาศต้องมีรายการดังต่อไปนี้

            (ก) ถิ่นที่และวันที่ทำใบตราส่งนั้น

            (ข) ถิ่นต้นทางและถิ่นปลายทาง

            (ค) ถิ่นหยุดพักที่ตกลงกันไว้โดยมีเงื่อนไขว่าผู้ขนส่งอาจสงวนสิทธิที่จะเปลี่ยนแปลงถิ่นหยุดพักในกรณีจำเป็นก็ได้ และถ้าใช้สิทธินั้น การเปลี่ยนแปลงจะไม่มีผลทำให้การรับขนสูญเสียลักษณะระหว่างประเทศ

            (ง) ชื่อและที่อยู่ของผู้ตราส่ง

            (จ) ชื่อและที่อยู่ของผู้ขนส่งรายแรก

            (ฉ) ชื่อและที่อยู่ของผู้รับตราส่ง ถ้าจำเป็นแก่กรณี

            (ช) ลักษณะแห่งของ

            (ซ) จำนวนหีบห่อ วิธีบรรจุหีบห่อ และเครื่องหมายเฉพาะหรือหมายเลขหีบห่อเหล่านั้น

            (ฌ) น้ำหนัก จำนวน ปริมาตร หรือความกว้างยาวสูงของของ

            (ญ) สภาพอันเห็นประจักษ์ของของและของการบรรจุหีบห่อ

            (ด) ค่าระวาง ถ้าได้ตกลงกันไว้แล้ว วันที่และถิ่นที่ชำระเงิน และบุคคลที่จะเป็นผู้ชำระ

            (ต) ราคาของถ้าเป็นการส่งของไปโดยวิธีชำระเงินเมื่อส่งมอบของ และจำนวนเงินค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นถ้าจำเป็นแก่กรณี

            (ถ) จำนวนมูลค่าที่ได้แถลงไว้ตามข้อ ๒๒(๒)

            (ท) จำนวนฉบับของใบตราส่งทางอากาศ

            (น) เอกสารที่มอบให้แก่ผู้ขนส่งเพื่อส่งไปพร้อมกับใบตราส่งทางอากาศ

            (บ) ระยะเวลาที่กำหนดเพื่อการรับขนจนเสร็จสิ้น และบันทึกย่อแสดงเส้นทางที่จะส่งไป ถ้าเรื่องเหล่านี้ได้ตกลง กันไว้แล้ว

            (ป) ข้อความว่า การรับขนอยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎเกณฑ์เกี่ยวกับความรับผิดซึ่งอนุสัญญานี้วางไว้

ข้อ ๙

            ถ้าผู้ขนส่งยอมรับของโดยไม่มีการทำใบตราส่งทางอากาศขึ้น หรือถ้าใบตราส่งไม่มีรายการทั้งปวงที่ระบุไว้ในข้อ ๘ (ก) ถึง (ฌ) และ (ป) ผู้ขนส่งจะไม่มีสิทธิใช้ประโยชน์จากบทบัญญัติแห่งอนุสัญญานี้ซึ่งยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดของตน

ข้อ ๑๐

            ๑. ผู้ตราส่งต้องรับผิดชอบในความถูกต้องของรายการและข้อความเกี่ยวกับของที่ตนกรอกไว้ในใบตราส่งทางอากาศ

            ๒. ผู้ตราส่งจะต้องรับผิดเพื่อความเสียหายทั้งปวง ที่เกิดขึ้นแก่ผู้ขนส่งหรือบุคคลอื่นใด เพราะเหตุแห่งความผิดปกติ ไม่ถูกต้อง หรือไม่บริบูรณ์ของรายการและข้อความดังกล่าว

ข้อ ๑๑

            ๑. ใบตราส่งทางอากาศเป็นหลักฐานเบื้องต้นของการทำสัญญา การได้รับของ และเงื่อนไขการรับขน

            ๒. ข้อความในใบตราส่งทางอากาศเกี่ยวกับน้ำหนัก ความกว้างยาวสูง และลักษณะหีบห่อแห่งของ รวมถึงข้อความ เกี่ยวกับจำนวนหีบห่อ เป็นหลักฐานเบื้องต้นของข้อเท็จจริงที่แสดงไว้ ส่วนข้อความเกี่ยวกับปริมาณ ปริมาตร และสภาพ แห่งของจะใช้ประกอบเป็นหลักฐานยันผู้ขนส่งไม่ได้ เว้นแต่ผู้ขนส่งได้ตรวจสอบต่อหน้าผู้ตราส่งแล้วระบุไว้ใน ใบตราส่งทางอากาศว่าตนได้ตรวจสอบเช่นว่านั้นแล้ว หรือข้อความนั้นเกี่ยวกับสภาพแห่งของอันเห็นประจักษ์

ข้อ ๑๒

            ๑. ภายใต้บังคับแห่งความรับผิดของตนที่จะปฏิบัติการชำระหนี้ทั้งปวงของตนตามสัญญารับขน ผู้ตราส่งมีสิทธิ ที่จะจัดการของ โดยถอนของออก ณ สนามบินต้นทางหรือปลายทาง หรือโดยหยุดการส่งของในระหว่างการเดินทาง ณ ที่ ใด ๆ ที่อากาศยานลง หรือโดยเรียกให้ส่งมอบของ ณ ถิ่นปลายทางหรือในระหว่างการเดินทางแก่บุคคลอื่นนอกเหนือจาก ผู้รับตราส่งที่ระบุชื่อไว้ในใบตราส่งทางอากาศ หรือโดยเรียกให้ส่งของกลับไปยังสนามบินต้นทาง ผู้ตราส่งต้องไม่ใช้สิทธิ จัดการนี้ ในทางที่จะเสื่อมเสียแก่ผู้ขนส่งหรือผู้ตราส่งอื่น และต้องชำระคืนค่าใช้จ่ายใด ๆ อันเนื่องมาจากการใช้สิทธินี้

            ๒. ถ้าเป็นการพ้นวิสัยที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ตราส่ง ผู้ขนส่งต้องแจ้งให้ผู้ตราส่งทราบโดยพลัน

            ๓. ถ้าผู้ขนส่งปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ตราส่งเพื่อจัดการของโดยมิได้เรียกให้แสดงใบตราส่งทางอากาศ ฉบับที่มอบไว้แก่ผู้ตราส่ง ผู้ขนส่งจะรับผิดเพื่อความเสียหายใด ๆ อันอาจเกิดขึ้นจากการนั้นแก่บุคคลใด ๆ ผู้ซึ่งครอบครองใบตราส่งทางอากาศฉบับนั้นโดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิของผู้ขนส่งในการเรียก ค่าชดเชยคืนจากผู้ตราส่ง

            ๔. สิทธิที่ให้แก่ผู้ตราส่งสิ้นสุดลงในขณะที่สิทธิของผู้รับตราส่งเริ่มต้นขึ้นตามข้อ ๑๓ อย่างไรก็ตาม ถ้าผู้รับตราส่งปฏิเสธไม่ยอมรับใบตราส่งหรือของ หรือถ้าไม่สามารถติดต่อผู้รับตราส่งได้ ผู้ตราส่งย่อมกลับมีสิทธิ จัดการของต่อไป

ข้อ ๑๓

            ๑. เว้นแต่ในพฤติการณ์ที่ระบุไว้ในข้อก่อน เมื่อของมาถึงถิ่นปลายทาง ผู้รับตราส่งมีสิทธิเรียกให้ผู้ขนส่งมอบ ใบตราส่งทางอากาศและส่งมอบของแก่ตน เมื่อได้ชำระค่าภาระที่ต้องชำระและเมื่อได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขการรับขน ที่ระบุไว้ในใบตราส่งทางอากาศแล้ว

            ๒. เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ผู้ขนส่งมีหน้าที่แจ้งให้ผู้รับตราส่งทราบทันทีที่ของมาถึง

            ๓. ถ้าผู้ขนส่งยอมรับว่าของสูญหาย หรือถ้าของยังมาไม่ถึงเมื่อพ้นเจ็ดวันนับแต่วันที่ควรจะมาถึง ผู้รับตราส่งย่อมมี สิทธิบังคับเอาแก่ผู้ขนส่งตามสิทธิอันได้มาแต่สัญญารับขน

ข้อ ๑๔

            ผู้ตราส่งและผู้รับตราส่งต่างก็สามารถบังคับใช้สิทธิทั้งปวงที่ได้รับจากข้อ ๑๒ และ ๑๓ แล้วแต่กรณี ได้ในนามของตนเอง ไม่ว่าจะกระทำเพื่อผลประโยชน์ของตนเองหรือเพื่อผลประโยชน์ของอีกฝ่ายหนึ่ง โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องปฏิบัติการชำระหนี้ที่กำหนดไว้ในสัญญา

ข้อ ๑๕

            ๑. ข้อ ๑๒, ๑๓ และ ๑๔ ไม่กระทบต่อความสัมพันธ์ของผู้ตราส่งหรือผู้รับตราส่งต่อกันและกัน หรือความสัมพันธ์ ซึ่งแต่ละฝ่ายมีกับบุคคลที่สามผู้ได้รับสิทธิจาก ผู้ตราส่งหรือผู้รับตราส่ง

            ๒. บทบัญญัติแห่งข้อ ๑๒, ๑๓ และ ๑๔ จะเปลี่ยนแปลงได้ก็แต่โดยการกำหนดโดยชัดแจ้งไว้ในใบตราส่งทางอากาศ

ข้อ ๑๖

            ๑. ผู้ตราส่งต้องจัดให้มีข้อมูลที่จำเป็นและแนบเอกสารที่จำเป็นกับใบตราส่งทางอากาศ เพื่อดำเนินการตามพิธีการ ทางศุลกากร อากรด่านเมือง หรือตำรวจ ก่อนที่จะส่งมอบของให้แก่ผู้รับตราส่ง ผู้ตราส่งต้องรับผิดต่อผู้ขนส่ง เพื่อความเสียหายใด ๆ อันเนื่องมาจากการไม่มีอยู่ ไม่เพียงพอ หรือผิดปกติของข้อมูลหรือเอกสารดังกล่าว เว้นแต่ความเสียหายนั้นเกิดขึ้นเพราะความผิดของผู้ขนส่งหรือตัวแทนของผู้ขนส่ง

            ๒. ผู้ขนส่งไม่มีหน้าที่ต้องตรวจสอบความถูกต้องหรือความเพียงพอของข้อมูลหรือเอกสารดังกล่าว

หมวด ๓
ความรับผิดของผู้ขนส่ง

ข้อ ๑๗

            ผู้ขนส่งต้องรับผิดเพื่อความเสียหายที่ได้รับในเหตุการณ์ที่คนโดยสารถึงแก่ความตาย หรือได้รับบาดแผลหรือได้รับบาดเจ็บแก่ร่างกายอื่นใด ถ้าอุบัติเหตุซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายที่ได้รับนั้น ได้เกิดขึ้นบนอากาศยานหรือในระหว่างการดำเนินการใด ๆ เพื่อขึ้นหรือลงจากอากาศยาน

ข้อ ๑๘

            ๑. ผู้ขนส่งต้องรับผิดเพื่อความเสียหายที่ได้รับในเหตุการณ์ที่สัมภาระลงทะเบียนหรือของใด ๆ ถูกทำลายหรือสูญหาย หรือบุบสลาย ถ้าการอุบัติซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายที่ได้รับนั้น ได้เกิดขึ้นในระหว่างการรับขนทางอากาศ

            ๒. การรับขนทางอากาศตามความหมายของวรรคก่อน ครอบคลุมช่วงเวลาในระหว่างที่สัมภาระหรือของอยู่ ในการดูแลของผู้ขนส่ง ไม่ว่าจะอยู่ที่สนามบินหรือบนอากาศยาน หรือ ณ ที่ใดก็ตามในกรณีที่มีการบินลงนอกสนามบิน

            ๓. ระยะเวลาการรับขนทางอากาศไม่ขยายไปถึงการรับขนใด ๆ ทางบก ทางทะเล หรือทางแม่น้ำที่ปฏิบัติการ นอกสนามบิน อย่างไรก็ตาม ถ้าการรับขนดังกล่าวเกิดขึ้นในการปฏิบัติตามสัญญาเพื่อการรับขนทางอากาศ เพื่อความมุ่งประสงค์ในการบรรทุก การส่งมอบ หรือการถ่ายลำ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าความเสียหายใด ๆ เป็นผลของเหตุการณ์ซึ่งได้เกิดขึ้นในระหว่างการรับขนของทางอากาศ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้เป็นอย่างอื่น

ข้อ ๑๙

            ผู้ขนส่งต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันเนื่องมาจากการชักช้าในการรับขนทางอากาศซึ่งคนโดยสาร สัมภาระหรือของ

ข้อ ๒๐

            ๑. ผู้ขนส่งไม่ต้องรับผิดถ้าพิสูจน์ได้ว่าตนและตัวแทนของตนได้ใช้มาตรการที่จำเป็นทั้งปวงเพื่อหลีกเลี่ยง ความเสียหายนั้นแล้ว หรือว่าเป็นการพ้นวิสัยที่ตนหรือตัวแทนของตนจะใช้มาตรการเช่นว่านั้น

            ๒. ในการรับขนของและสัมภาระ ผู้ขนส่งไม่ต้องรับผิดถ้าพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายได้เกิดขึ้น จากการนำร่อง โดยประมาทเลินเล่อ หรือความประมาทเลินเล่อในการบังคับอากาศยานหรือในการเดินอากาศ และถ้าพิสูจน์ได้ว่า ในประการอื่นทั้งหมดตนและตัวแทนของตนได้ใช้มาตรการที่จำเป็นทั้งปวงเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายนั้นแล้ว

ข้อ ๒๑

           ถ้าผู้ขนส่งพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายได้เกิดขึ้นจากหรือมีส่วนเกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่อของบุคคล ผู้ได้รับความเสียหาย ศาลอาจปลดเปลื้องผู้ขนส่งจากความรับผิดของตนทั้งหมดหรือแต่บางส่วนก็ได้ตามบทบัญญัติ แห่งกฎหมายของศาลนั้น

ข้อ ๒๒

            ๑. ในการรับขนคนโดยสาร ความรับผิดของผู้ขนส่งสำหรับคนโดยสารแต่ละคนจำกัดเพียงจำนวนเงิน ๑๒๕,๐๐๐ แฟรงค์ ในกรณีที่อาจกำหนดค่าเสียหายเป็นการผ่อนชำระเงินตามกฎหมายของศาลซึ่งพิจารณาคดี มูลค่าต้นเงินที่เทียบเท่า การชำระเงินดังกล่าวต้องไม่เกิน ๑๒๕,๐๐๐ แฟรงค์ อย่างไรก็ดี ผู้ขนส่งและคนโดยสารอาจตกลงกันกำหนดการจำกัด ความรับผิดให้สูงกว่านี้โดยสัญญาพิเศษก็ได้

            ๒. ในการรับขนสัมภาระลงทะเบียนและของ ความรับผิดของผู้ขนส่งจำกัดเพียงจำนวนเงิน ๒๕๐ แฟรงค์ต่อกิโลกรัม เว้นแต่ในขณะที่มอบหีบห่อให้แก่ผู้ขนส่ง ผู้ตราส่งได้ทำการแถลงพิเศษถึงมูลค่าเมื่อมีการส่งมอบ และได้ชำระเงิน เพิ่มเติมแล้ว ถ้าจำเป็นแก่กรณี ในกรณีนั้นผู้ขนส่งจะรับผิดชำระเงินไม่เกินจำนวนที่ได้แถลงไว้ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่า จำนวนเงินนั้นมากกว่ามูลค่าที่แท้จริงสำหรับผู้ตราส่งเมื่อมีการส่งมอบ

            ๓. ในส่วนที่เกี่ยวกับสิ่งของซึ่งคนโดยสารดูแลเองนั้น ความรับผิดของผู้ขนส่งจำกัดเพียง ๕,๐๐๐ แฟรงค์ ต่อคนโดยสาร

            ๔. จำนวนเงินที่กล่าวข้างต้นนี้  ให้ถือว่าอ้างถึงเงินแฟรงค์ฝรั่งเศสซึ่งประกอบด้วยทองคำหนัก ๖๕.๕ มิลลิกรัม โดยมีความบริสุทธิ์ ๙๐๐ ใน ๑,๐๐๐ ส่วน จำนวนเงินเหล่านี้อาจปริวรรตเป็นเงินตราสกุลใด ๆ เป็นตัวเลขถ้วน ๆ ก็ได้

ข้อ ๒๓

            บทบัญญัติใดโน้มไปในทางที่จะปลดเปลื้องผู้ขนส่งจากความรับผิด หรือกำหนดการจำกัดให้ต่ำกว่าที่วางไว้ ในอนุสัญญานี้ย่อมเป็นโมฆะ แต่ความเป็นโมฆะของบทบัญญัติเช่นว่านั้นไม่มีผลทำให้สัญญาทั้งหมดเป็นโมฆะ สัญญานั้นยังคงอยู่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของ อนุสัญญานี้

ข้อ ๒๔

            ๑. ในกรณีซึ่งอยู่ภายใต้ข้อ ๑๘ และ ๑๙ การดำเนินคดีใด ๆ เพื่อเรียกร้องค่าเสียหาย ไม่ว่ามูลคดีจะเป็นประการใด จะกระทำได้ภายใต้บังคับแห่งเงื่อนไขและการจำกัดที่วางไว้ในอนุสัญญานี้เท่านั้น

            ๒. ในกรณีซึ่งอยู่ภายใต้ข้อ ๑๗ ให้นำบทบัญญัติแห่งวรรคก่อนมาใช้ด้วย โดยมิให้เสื่อมเสียต่อปัญหาที่ว่า ผู้ใดเป็นบุคคลผู้มีสิทธิดำเนินคดี และสิทธิของบุคคลดังกล่าวเป็นประการใดบ้าง

ข้อ ๒๕

            ๑. ผู้ขนส่งไม่มีสิทธิใช้ประโยชน์จากบทบัญญัติแห่ง อนุสัญญานี้ซึ่งยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดของตน ถ้าความเสียหายเกิดขึ้นจากการปฏิบัติอันมิชอบโดยจงใจของตน หรือโดยการละเว้นการปฏิบัติในส่วนของตน ซึ่งตามกฎหมายของศาลที่พิจารณาคดีถือว่าเทียบเท่าการปฏิบัติอันมิชอบโดยจงใจ

            ๒. ในทำนองเดียวกัน ผู้ขนส่งไม่มีสิทธิใช้ประโยชน์จากบทบัญญัติดังกล่าว ถ้าความเสียหายเกิดขึ้นตามที่กล่าว ข้างต้นโดยตัวแทนใด ๆ ของผู้ขนส่งซึ่งกระทำภายในขอบข่ายการจ้างของตน

ข้อ ๒๖

            ๑. การที่ผู้มีสิทธิรับมอบได้รับมอบสัมภาระหรือของไว้โดยมิได้ทักท้วง ย่อมเป็นหลักฐานเบื้องต้นว่าได้มีการ ส่งมอบสัมภาระหรือของดังกล่าวในสภาพดีและตรงตามเอกสารการรับขนแล้ว

            ๒. ในกรณีที่มีความเสียหาย ผู้มีสิทธิรับมอบต้องทักท้วงต่อผู้ขนส่งทันทีที่พบความเสียหายนั้น และอย่างช้าที่สุด ก็ภายในสามวันนับแต่วันที่ได้รับมอบสัมภาระ และภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับมอบของ การทักท้วงในกรณีที่มีการชักช้า ต้องกระทำอย่างช้าที่สุดภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่สัมภาระหรือของนั้นได้ตกอยู่ในการจัดการของผู้มีสิทธิรับมอบแล้ว

            ๓. การทักท้วงทุกกรณีต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรในเอกสารการรับขนหรือโดยคำบอกกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษร แยกต่างหากแล้วส่งออกไปภายในเวลาดังกล่าว

            ๔. หากไม่มีการทักท้วงภายในเวลาดังกล่าว การดำเนินคดีต่อผู้ขนส่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่ในกรณีกลฉ้อฉลของ ผู้ขนส่ง

ข้อ ๒๗

            ในกรณีที่ผู้ต้องรับผิดถึงแก่ความตาย การดำเนินคดีเรียกร้องค่าเสียหายตามข้อกำหนดของอนุสัญญานี้ พึงกระทำต่อผู้แทนโดยชอบด้วยกฎหมายแห่งกองทรัพย์สินของผู้ตาย

ข้อ ๒๘

            ๑. การดำเนินคดีเรียกร้องค่าเสียหายต้องกระทำในอาณาเขตของอัครภาคีผู้ทำสัญญาแห่งหนึ่ง ไม่ว่าในศาล ที่มีเขตอำนาจซึ่งผู้ขนส่งมีถิ่นที่อยู่ตามปกติหรือมีสำนักงานแห่งใหญ่หรือมีสถานที่ตั้งที่ได้ทำสัญญากัน หรือในศาล ที่มีเขตอำนาจ ณ ถิ่นปลายทาง แล้วแต่โจทก์จะเลือก

            ๒. ปัญหากระบวนวิธีพิจารณาให้อยู่ในบังคับแห่งกฎหมายของศาลที่พิจารณาคดี

ข้อ ๒๙

            ๑. สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายเป็นอันระงับไป ถ้าไม่มีการดำเนินคดีภายในสองปีนับจากวันที่อากาศยานถึงปลายทาง หรือจากวันที่อากาศยานควรจะได้ถึงแล้ว หรือจากวันที่การรับขนได้หยุดลง

            ๒. วิธีการคำนวนระยะเวลาอายุความ ให้กำหนดโดยกฎหมายแห่งศาลที่พิจารณาคดี

ข้อ ๓๐

            ๑. ในกรณีการรับขนซึ่งจะปฏิบัติการโดยผู้ขนส่งหลายคนหลายทอดและอยู่ภายใต้บทนิยามที่กำหนดไว้ในข้อ ๑ วรรคสาม ผู้ขนส่งแต่ละคนที่ยอมรับคนโดยสาร สัมภาระ หรือของ ย่อมอยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎเกณฑ์ซึ่งอนุสัญญานี้ ได้วางไว้ และให้ถือว่าเป็นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งของสัญญารับขนเท่าที่สัญญานั้นกล่าวถึงการรับขนส่วนที่ปฏิบัติการ ภายใต้การควบคุมดูแลของตน

            ๒. ในกรณีที่การรับขนมีลักษณะเช่นนี้ คนโดยสารหรือผู้แทนของคนโดยสาร จะดำเนินคดีได้ก็เฉพาะต่อผู้ขนส่ง ซึ่งได้ปฏิบัติการรับขนในระหว่างที่อุบัติเหตุหรือการชักช้าได้เกิดขึ้นเท่านั้น เว้นแต่ในกรณีที่ผู้ขนส่งทอดแรก ได้ยอมรับ ความรับผิดตลอดการเดินทางไว้โดยการตกลงโดยชัดแจ้ง

            ๓. ในกรณีสัมภาระหรือของ คนโดยสารหรือผู้ตราส่งจะมีสิทธิดำเนินคดีต่อผู้ขนส่งทอดแรก และคนโดยสารหรือ ผู้รับตราส่ง ซึ่งมีสิทธิรับมอบจะมีสิทธิดำเนินคดีต่อผู้ขนส่งทอดสุดท้าย และนอกจากนั้นแต่ละคนยังอาจดำเนินคดี ต่อผู้ขนส่งที่ปฏิบัติการรับขนในระหว่างที่การถูกทำลาย สูญหาย บุบสลาย หรือชักช้าได้เกิดขึ้นอีกด้วย ผู้ขนส่งเหล่านี้ ต้องรับผิดร่วมกันและต่างกันต่อคนโดยสาร หรือต่อผู้ตราส่งหรือผู้รับตราส่ง

หมวด ๔
บทบัญญัติเกี่ยวกับ
การรับขนหลายรูปแบบร่วมกัน

ข้อ ๓๑

            ๑. ในกรณีการรับขนหลายรูปแบบร่วมกันที่ปฏิบัติการบางส่วนโดยทางอากาศและบางส่วนโดยการรับขนรูปแบบอื่น ให้ใช้บทบัญญัติแห่งอนุสัญญานี้เฉพาะแก่การรับขนทางอากาศ ถ้าหากว่าการรับขนทางอากาศนั้นอยู่ภายในข้อกำหนด ของข้อ ๑

            ๒. ในกรณีการรับขนหลายรูปแบบร่วมกัน ไม่มีความใดในอนุสัญญานี้ ห้ามมิให้คู่สัญญาใส่เงื่อนไขเกี่ยวกับ การรับขนรูปแบบอื่น ไว้ในเอกสารการรับขนทางอากาศ ถ้าหากว่าส่วนที่เกี่ยวกับการรับขนทางอากาศ ได้มีการปฏิบัติ ตามบทบัญญัติแห่งอนุสัญญานี้

หมวด ๕
บททั่วไปและบทสุดท้าย

ข้อ ๓๒

            ข้อกำหนดใด ๆ ที่มีอยู่ในสัญญารับขนและความตกลงพิเศษทั้งปวงซึ่งกระทำก่อนที่ความเสียหายเกิดขึ้น โดยที่ คู่สัญญา มุ่งที่จะละเมิดกฎเกณฑ์ ที่อนุสัญญานี้ได้วางไว้ ไม่ว่าจะโดยการกำหนดกฎหมายพึงใช้บังคับ หรือโดย การเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์เกี่ยวกับเขตอำนาจศาล ย่อมตกเป็นโมฆะ อย่างไรก็ตาม สำหรับการรับขนของนั้น ยอมให้มีข้อความว่าด้วยวิธีอนุญาโตตุลาการได้ภายใต้บังคับแห่ง อนุสัญญานี้ ถ้าวิธีการอนุญาโตตุลาการนั้นจะกระทำ ภายในเขตอำนาจศาลแห่งหนึ่งที่อ้างถึงในข้อ ๒๘ วรรคแรก

ข้อ ๓๓

            ไม่มีความใดในอนุสัญญานี้ ห้ามผู้ขนส่งมิให้ปฏิเสธการเข้าทำสัญญาการรับขนใด ๆ หรือจัดทำข้อบังคับ ซึ่งไม่ขัดกับบทบัญญัติแห่งอนุสัญญานี้

ข้อ ๓๔

           อนุสัญญานี้ไม่ใช้แก่การรับขนระหว่างประเทศทางอากาศซึ่งกิจการเดินอากาศเป็นผู้ปฏิบัติการทดลอง เพื่อการจัดตั้งเส้นทางเดินอากาศแบบประจำขึ้น และไม่ใช้แก่การรับขนซึ่งปฏิบัติการในพฤติการณ์พิเศษ นอกเหนือขอบข่ายปกติแห่งธุรกิจของผู้ขนส่งทางอากาศ

ข้อ ๓๕

            คำว่า "วัน" เมื่อใช้ในอนุสัญญานี้ หมายถึง วันตามปฏิทิน มิใช่วันทำการ

ข้อ ๓๖

            อนุสัญญานี้ ทำเป็นภาษาฝรั่งเศสเป็นต้นฉบับเดียว ซึ่งคงมอบไว้กับบรรณาคมของกระทรวงการต่างประเทศโปแลนด์ และให้รัฐบาลโปแลนด์ส่งสำเนาที่ได้รับรองว่าถูกต้องแล้วฉบับหนึ่งไปยังแต่ละรัฐบาลของอัครภาคีผู้ทำสัญญา

ข้อ ๓๗

            ๑. อนุสัญญานี้จะต้องได้รับสัตยาบัน ให้มอบสัตยาบันสารไว้กับบรรณาคมของกระทรวงการต่างประเทศโปแลนด์ ซึ่งจะต้องแจ้งให้แต่ละรัฐบาลของอัครภาคีผู้ทำสัญญาทราบถึงการมอบนี้

            ๒. ทันใดที่อนุสัญญานี้ได้รับสัตยาบันจากอัครภาคีผู้ทำสัญญาครบห้าภาคีแล้ว ก็ให้เริ่มใช้บังคับระหว่างภาคีเหล่านั้น ในวันที่เก้าสิบหลังจากการมอบสัตยาบันฉบับที่ห้า หลังจากนั้นให้เริ่มใช้บังคับระหว่างอัครภาคีผู้ทำสัญญาซึ่งได้ให้สัตยาบัน แล้วกับอัครภาคีผู้ทำสัญญาซึ่งมอบสัตยาบันสาร ในวันที่เก้าสิบหลังจากการมอบ

            ๓. รัฐบาลสาธารณรัฐโปแลนด์ย่อมมีหน้าที่แจ้งให้แต่ละรัฐบาลของอัครภาคีผู้ทำสัญญาทราบถึงวันที่อนุสัญญา นี้เริ่มใช้บังคับ กับทั้งวันที่มีการมอบสัตยาบันแต่ละฉบับ

ข้อ ๓๘

            ๑. หลังจากอนุสัญญานี้ได้เริ่มใช้บังคับแล้ว จะยังคงเปิดให้รัฐใด ๆ ให้ภาคยานุวัติได้

            ๒. การภาคยานุวัติให้กระทำโดยการบอกกล่าวไปยังรัฐบาลสาธารณรัฐโปแลนด์ ผู้ซึ่งจะแจ้งให้แต่ละรัฐบาล ของอัครภาคีผู้ทำสัญญาทราบ

            ๓. การภาคยานุวัติจะมีผลตั้งแต่วันที่เก้าสิบหลังจากการบอกกล่าวไปยังรัฐบาลสาธารณรัฐโปแลนด์

ข้อ ๓๙

            ๑. อัครภาคีผู้ทำสัญญาภาคีหนึ่งภาคีใดอาจบอกเลิกอนุสัญญานี้ได้โดยการบอกกล่าวไปยังรัฐบาลสาธารณรัฐโปแลนด์ ผู้ซึ่งจะแจ้งให้แต่ละรัฐบาลของอัครภาคีผู้ทำสัญญาทราบโดยทันที

            ๒. การบอกเลิกจะเริ่มมีผลเมื่อครบหกเดือนหลังจากการบอกกล่าวการบอกเลิกและจะมีผลเฉพาะที่เกี่ยวกับภาคี ซึ่งได้ดำเนินการบอกเลิกเท่านั้น

ข้อ ๔๐

            ๑. อัครภาคีผู้ทำสัญญาใด ๆ อาจประกาศในขณะที่ลงนามหรือมอบสัตยาบันหรือภาคยานุวัติก็ได้ ว่า การยอมรับอนุสัญญานี้ไม่ใช้แก่อาณานิคม รัฐอารักขา อาณาเขตในอาณัติ หรืออาณาเขตอื่นใดในบังคับแห่ง อธิปไตย หรืออาณาของตน หรืออาณาเขตใด ๆ ภายใต้อธิราชย์ของตน แห่งหนึ่งแห่งใดหรือทั้งหมด

            ๒. ในทำนองเดียวกัน อัครภาคีผู้ทำสัญญาใด ๆ อาจให้ภาคยานุวัติต่างหากในภายหลังในนามของอาณานิคม รัฐอารักขา อาณาเขตในอาณัติหรืออาณาเขตอื่นใดในบังคับแห่งอธิปไตย หรืออาณาของตน หรืออาณาเขตใด ๆ ภายใต้อธิราชย์ของตน แห่งหนึ่งแห่งใดหรือทั้งหมด ซึ่งมิได้รวมไว้ในคำประกาศฉบับต้น

            ๓. อัครภาคีผู้ทำสัญญาใด ๆ อาจบอกเลิกอนุสัญญานี้ตามบทบัญญัติแห่งอนุสัญญา แยกต่างหากเฉพาะตน หรือเฉพาะสำหรับอาณานิคม รัฐอารักขา อาณาเขตในอาณัติ หรืออาณาเขตอื่นใดในบังคับแห่งอธิปไตย หรืออาณาของตน หรืออาณาเขตอื่นใด ภายใต้อธิราชย์ของตน แห่งหนึ่งแห่งใดหรือทั้งหมดก็ได้

ข้อ ๔๑

            เมื่อครบสองปีหลังจากอนุสัญญานี้เริ่มใช้บังคับ อัครภาคีผู้ทำสัญญาใด ๆ ย่อมมีสิทธิเรียกให้มีการจัดการประชุม ระหว่างประเทศครั้งใหม่ขึ้นเพื่อพิจารณาการปรับปรุงใด ๆ ที่อาจจะกระทำได้ในอนุสัญญานี้ เพื่อบรรลุผลดังกล่าว ภาคีเช่นว่านั้นจะติดต่อแจ้งไปยังรัฐบาลสาธารณรัฐฝรั่งเศส ผู้ซึ่งจะดำเนินมาตรการอันจำเป็น ในการเตรียมการ ประชุมเช่นว่านั้น

            อนุสัญญานี้ทำ ณ  กรุงวอร์ซอ เมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๒ จะคงเปิดให้มีการลงนามจนถึงวันที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๗๓

"พิธีสารเพิ่มเติม
(เกี่ยวกับข้อ ๒)

            อัครภาคีผู้ทำสัญญาสงวนสิทธิที่จะแถลงในขณะที่ให้สัตยาบันหรือภาคยานุวัติ ว่า ไม่ให้ใช้ข้อ ๒ วรรคแรก ของอนุสัญญานี้แก่การรับขนระหว่างประเทศทางอากาศซึ่งปฏิบัติการโดยรัฐ หรืออาณานิคม ดินแดนอารักขา หรืออาณาเขตในอาณัติของตน หรืออาณาเขตอื่นใดในบังคับแห่งอธิปไตย อธิราชย์ หรืออาณาของตน"


  คำแปลสำนวนผู้รวบรวม อนุสัญญาฉบับนี้,เริ่มใช้บังคับเมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๗๖ และ ณ วันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๔ มีภาคีทั้งหมด ๑๔๘ รัฐ  ประเทศไทยยังมิได้เป็นภาคีอนุสัญญานี้ ถึงแม้ว่าคณะรัฐมนตรีเคยมีมติเมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๐ เห็นชอบให้ประเทศไทยดำเนินการภาคยานุวัติอนุสัญญาวอร์ซอซึ่งแก้ไขโดยพิธีสารเฮก พ.ศ. ๒๔๙๘ ก็ตาม

     อนุสัญญาวอร์ซอมีต้นฉบับเป็นภาษาฝรั่งเศสเท่านั้น ประเทศไทยใช้คำแปลของอังกฤษเป็นคำแปลอ้างอิงดังปรากฏในที่นี้ อย่างไรก็ดีผู้รวบรวมไม่สามารถหาอารัมภบทที่เป็นคำแปลของอังกฤษได้ จึงใช้คำแปลของสหรัฐอเมริกาในส่วนดังกล่าว แทน อนึ่ง

    คำแปลของอังกฤษและของสหรัฐอเมริกามีความแตกต่างกันหลายแห่ง อาทิ "carriage-transportation", "reward-hire", "luggage-baggage", "air consignment note-airway bill", "the court seised of the case-the court to which the case summitted", "legally constituted public bodies-legal entities constituted under public law" เป็นต้น Back

Home สารบาญ Chapter 4 English Version