;
Home สารบาญ Chapter 2 English Version
พิธีสารแก้ไขเพิ่มเติมอนุสัญญา
เพื่อการทำให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันซึ่งกฎเกณฑ์บางประการเกี่ยวกับ
การรับขนระหว่างประเทศทางอากาศ
ลงนาม ณ กรุงวอร์ซอเมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๒

            รัฐบาลผู้มีนามข้างท้ายนี้

            พิจารณาเห็นว่า เป็นที่พึงปรารถนาที่จะแก้ไขเพิ่มเติมอนุสัญญาเพื่อการทำให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันซึ่งกฎเกณฑ์ บางประการเกี่ยวกับการรับขนระหว่างประเทศทางอากาศ ลงนาม ณ กรุงวอร์ซอ เมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๒

           ได้ตกลงกันดังต่อไปนี้

หมวด ๑
ข้อแก้ไขเพิ่มเติมอนุสัญญา

ข้อ ๑

            ในข้อ ๑ แห่งอนุสัญญา

            ก) ให้ยกเลิกวรรค ๒ และใช้ข้อความดังต่อไปนี้แทน

            "๒. เพื่อความมุ่งประสงค์ของอนุสัญญานี้ คำว่า การรับขนระหว่างประเทศ หมายถึง การรับขนใด ๆ ไม่ว่าจะมีการหยุดพักในการรับขนหรือในการถ่ายลำหรือไม่ก็ตามตามความตกลงระหว่างคู่สัญญา มีถิ่นต้นทาง และถิ่นปลายทางอยู่ภายในอาณาเขตของอัครภาคีผู้ทำสัญญาสองประเทศ หรือมิฉะนั้นก็อยู่ภายในอาณาเขตของอัครภาคีผู้ทำสัญญาประเทศเดียวถ้ามีถิ่นหยุดพักที่ตกลงกันไว้ อยู่ภายในอาณาเขตของรัฐอื่นถึงแม้ว่ารัฐนั้นมิได้เป็นอัครภาคีผู้ทำสัญญาก็ตาม การรับขนระหว่างจุดสองจุด ภายในอาณาเขตของอัครภาคีผู้ทำสัญญาประเทศเดียวโดยไม่มีถิ่นหยุดพักที่ตกลงกันไว้อยู่ภายในอาณาเขต ของอีกรัฐหนึ่ง มิใช่การรับขนระหว่างประเทศเพื่อความมุ่งประสงค์แห่งอนุสัญญานี้"
           ข) ให้ยกเลิกวรรค ๓ และใช้ข้อความดังต่อไปนี้แทน
            "๓. เพื่อความมุ่งประสงค์แห่งอนุสัญญานี้ การรับขนซึ่งปฏิบัติการโดยผู้ขนส่งทางอากาศ หลายคนหลายทอด ให้ถือเป็นการรับขนครั้งเดียวโดยไม่แบ่งแยก ถ้าคู่สัญญาถือว่าเป็นการดำเนินการ ครั้งเดียว ไม่ว่าจะได้ตกลงกันในรูปสัญญาฉบับเดียวหรือสัญญาเป็นชุดก็ตาม และย่อมไม่สูญเสียลักษณะ อันเป็นการรับขนระหว่างประเทศเพียงเพราะว่าจะต้องปฏิบัติการทั้งหมดตามสัญญาฉบับเดียวหรือสัญญา เป็นชุดภายในอาณาเขตของรัฐเดียวกัน"
ข้อ ๒

            ในข้อ ๒ แห่งอนุสัญญา

            ให้ยกเลิกวรรค ๒ และใช้ข้อความดังต่อไปนี้แทน

            "๒. อนุสัญญานี้จะไม่ใช้แก่การรับขนพัสดุภัณฑ์และไปรษณียภัณฑ์"
ข้อ ๓

            ในข้อ ๓ แห่งอนุสัญญา

            ก) ให้ยกเลิกวรรค ๑ และใช้ข้อความดังต่อไปนี้แทน

            "๑. ในการรับขนคนโดยสาร ให้ส่งมอบตั๋ว ซึ่งมี

                    ก) สิ่งบ่งชี้ถิ่นต้นทางและถิ่นปลายทาง

                    ข) สิ่งบ่งชี้ถิ่นหยุดพักที่ตกลงกันไว้อย่างน้อยหนึ่งแห่ง ถ้าถิ่นต้นทางและถิ่นปลายทาง อยู่ภายในอาณาเขต ของอัครภาคีผู้ทำสัญญาเดียวและถิ่นหยุดพักที่ตกลงกันไว้แห่งหนึ่ง หรือหลายแห่งอยู่ภายในอาณาเขตของอีกรัฐหนึ่ง

                    ค) คำบอกกล่าวซึ่งมีใจความว่า ถ้าการเดินทางของคนโดยสารเกี่ยวพันกับถิ่นปลายทาง หรือถิ่นหยุดพักในประเทศอื่นนอกจากประเทศต้นทาง อนุสัญญาวอร์ซออาจใช้บังคับได้ และว่าอนุสัญญานั้น ใช้บังคับแก่และในกรณีส่วนมากจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งเพื่อความตายหรือบาดเจ็บแก่กาย และในกรณีการสูญหายหรือบุบสลายแก่สัมภาระ"

            ข) ให้ยกเลิกวรรค ๒ และใช้ข้อความดังต่อไปนี้แทน
            "๒. ให้ตั๋วโดยสารประกอบเป็นหลักฐานเบื้องต้นของการทำสัญญาและเงื่อนไขสัญญารับขน การไม่มีอยู่ ผิดปกติ หรือสูญหายของตั๋วโดยสารนั้น ไม่กระทบต่อความมีอยู่หรือความสมบูรณ์ ของสัญญารับขนซึ่งอย่างไรก็ตามจะต้องอยู่ภายใต้บังคับกฎเกณฑ์ของอนุสัญญานี้ อย่างไรก็ดี ถ้าด้วยความยินยอมของผู้ขนส่ง คนโดยสารออกเดินทางโดยไม่ได้รับมอบตั๋วโดยสาร หรือถ้าในตั๋วนั้นไม่มีคำบอกกล่าว,ที่ระบุตามวรรค ๑ ค) ของข้อนี้ ผู้ขนส่งไม่มีสิทธิ ใช้ประโยชน์จากบทบัญญัติแห่งข้อ ๒๒"
ข้อ ๔

            ในข้อ ๔ แห่งอนุสัญญา

            ก) ให้ยกเลิกวรรค ๑, ๒ และ ๓ และใช้ข้อความดังต่อไปนี้แทน

            "๑. ในการรับขนสัมภาระลงทะเบียน ต้องมีการส่งมอบใบรับสัมภาระ ซึ่งต้องมีรายการดังต่อไปนี้ เว้นแต่จะได้รวมหรือประกอบอยู่ในตั๋วโดยสารตามบทบัญญัติแห่งข้อ ๓ วรรค ๑

                    ก) สิ่งบ่งชี้ถิ่นต้นทางและถิ่นปลายทาง

                    ข) สิ่งบ่งชี้ถิ่นหยุดพักที่ตกลงกันไว้อย่างน้อยหนึ่งแห่ง ถ้าถิ่นต้นทางและถิ่นปลายทาง อยู่ภายในอาณาเขตของอัครภาคีผู้ทำสัญญารัฐเดียวและถิ่นหยุดพักที่ตกลงกันไว้แห่งหนึ่งหรือหลายแห่ง อยู่ภายในอาณาเขตของอีกรัฐหนึ่ง

                    ค) คำบอกกล่าวซึ่งมีใจความว่า ถ้าการเดินทางของคนโดยสารมีถิ่นปลายทาง หรือถิ่นหยุดพักในประเทศอื่นนอกจากประเทศต้นทาง อนุสัญญาวอร์ซออาจใช้บังคับได้ และว่าอนุสัญญานั้นใช้บังคับแก่และในกรณีส่วนมากจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งในกรณีการสูญหาย หรือบุบสลายแก่สัมภาระ"

            ข) ให้ยกเลิกวรรค ๔ และใช้ข้อความดังต่อไปนี้แทน

          "๒. ให้ใบรับสัมภาระประกอบเป็นหลักฐานเบื้องต้นของการลงทะเบียนสัมภาระและเงื่อนไข ของสัญญารับขน การไม่มีอยู่ ผิดปกติ หรือสูญหายของสัมภาระ  ไม่กระทบต่อความมีอยู่หรือความสมบูรณ์ ของสัญญา รับขนซึ่งอย่างไรก็ตามจะต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎเกณฑ์ของอนุสัญญานี้ อย่างไรก็ดี ถ้าผู้ขนส่งเข้ารับดูแลสัมภาระโดยไม่ได้ส่งมอบใบรับสัมภาระหรือถ้าในใบรับนั้นไม่มีคำบอกกล่าวตามบทบัญญัติ วรรค ๑ ค) ของข้อนี้ (เว้นแต่จะได้รวมหรือประกอบอยู่ในตั๋วโดยสารตามบทบัญญัติแห่งข้อ ๓ วรรค ๑ ค)) ผู้ขนส่งไม่มีสิทธิใช้ประโยชน์จากบทบัญญัติแห่งข้อ ๒๒ วรรค ๒"
ข้อ ๕

           ในข้อ ๖ แห่งอนุสัญญา

            ให้ยกเลิกวรรค ๓ และใช้ข้อความดังต่อไปนี้แทน

            "๓. ให้ผู้ขนส่งลงนามก่อนขนของใส่ในอากาศยาน"
ข้อ ๖

            ให้ยกเลิกข้อ ๘ แห่งอนุสัญญา และใช้ข้อความดังต่อไปนี้แทน

           "ใบตราส่งทางอากาศต้องมี

            ก) สิ่งบ่งชี้ถิ่นต้นทางและถิ่นปลายทาง

            ข) สิ่งบ่งชี้ถิ่นหยุดพักที่ตกลงกันไว้อย่างน้อยหนึ่งแห่ง ถ้าถิ่นต้นทางและถิ่นปลายทางอยู่ ภายในอาณาเขต ของอัครภาคีผู้ทำสัญญารัฐเดียวและถิ่นหยุดพักที่ตกลงกันไว้ แห่งหนึ่ง หรือหลายแห่ง อยู่ภายในอาณาเขตของอีกรัฐหนึ่ง

            ค) คำบอกกล่าวแก่ผู้ตราส่งว่า ถ้าการรับขนมีถิ่นปลายทางหรือถิ่นหยุดพักในประเทศหนึ่ง นอกจากประเทศต้นทาง อนุสัญญาวอร์ซออาจใช้บังคับได้ และว่าอนุสัญญานั้นใช้บังคับแก่และในกรณี ส่วนมากจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งในกรณีการสูญหายหรือบุบสลายแก่ของ"

ข้อ ๗

            ให้ยกเลิกข้อ ๙ แห่งอนุสัญญา และใช้ข้อความดังต่อไปนี้แทน

            "ถ้าโดยความยินยอมของผู้ขนส่ง มีการขนของใส่ในอากาศยานโดยไม่ได้ออกใบตราส่งทางอากาศ หรือถ้าใบตราส่งทางอากาศไม่มีคำบอกกล่าวที่ระบุตามข้อ ๘ วรรค ค) ผู้ขนส่งไม่มีสิทธิใช้ประโยชน์จาก บทบัญญัติแห่งข้อ ๒๒ วรรค ๒"
ข้อ ๘

            ในข้อ ๑๐ แห่งอนุสัญญา

            ให้ยกเลิกวรรค ๒ และใช้ข้อความดังต่อไปนี้แทน

            "๒. ผู้ตราส่งต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ขนส่งเพื่อความเสียหายทั้งปวงที่เกิดขึ้นแก่ผู้ขนส่งหรือ บุคคลอื่นใดซึ่งผู้ขนส่งต้องรับผิด เพราะเหตุแห่งความผิดปกติ ไม่ถูกต้อง หรือไม่บริบูรณ์ของรายการ และข้อความที่ ผู้ตราส่งให้ไว้"
ข้อ ๙

            ในข้อ ๑๕ แห่งอนุสัญญานี้

            ให้เพิ่มเติมวรรคต่อไปนี้

            "๓. ไม่มีความใดในอนุสัญญานี้ที่จะห้ามการออกใบตราส่งทางอากาศซึ่งใช้โอนได้"

ข้อ ๑๐

            ให้ยกเลิกข้อ ๒๐ วรรค ๒ แห่งอนุสัญญา

ข้อ ๑๑

            ให้ยกเลิกข้อ ๒๒ แห่งอนุสัญญา และใช้ข้อความดังต่อไปนี้แทน

"ข้อ ๒๒

            ๑. ในการรับขนบุคคล ความรับผิดของผู้ขนส่งสำหรับคนโดยสารแต่ละคนจำกัดเพียง จำนวนเงินสองแสนห้าหมื่นแฟรงค์ ในกรณีที่อาจกำหนดค่าเสียหายเป็นการผ่อนชำระเงิน ตามกฎหมายของศาลซึ่งพิจารณาคดี มูลค่าต้นเงินที่เทียบเท่าการชำระเงินดังกล่าวต้องไม่เกิน สองแสนห้าหมื่นแฟรงค์ อย่างไรก็ดี ผู้ขนส่งและคนโดยสารอาจตกลงกันกำหนดการจำกัด ความรับผิดให้สูงกว่านี้โดยสัญญาพิเศษก็ได้

            ๒. ก) ในการรับขนสัมภาระลงทะเบียนและของ ความรับผิดของผู้ขนส่งจำกัดเพียง จำนวนเงินสองร้อยห้าสิบแฟรงค์ต่อกิโลกรัม เว้นแต่ในขณะที่มอบหีบห่อให้แก่ผู้ขนส่ง คนโดยสารหรือผู้ตราส่งได้ทำการแถลงพิเศษถึงผลประโยชน์เมื่อมีการส่งมอบที่ปลายทาง และได้ชำระเงินเพิ่มเติมแล้วถ้าจำเป็นแก่กรณี ในกรณีนั้นผู้ขนส่งจะรับผิดชำระเงินไม่เกิน จำนวนที่ได้แถลงไว้ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าจำนวนเงินนั้นมากกว่าผลประโยชน์ ที่แท้จริง ของคนโดยสาร,หรือของผู้ตราส่ง เมื่อมีการส่งมอบที่ปลายทาง

                ข) ในกรณีที่มีการสูญหาย บุบสลาย หรือชักช้าแก่ส่วนหนึ่งส่วนใดของสัมภาระ ลงทะเบียนหรือของของหรือแก่สิ่งของใด ๆ ที่อยู่ในสัมภาระลงทะเบียนหรือในของนั้น น้ำหนักซึ่งจะใช้พิจารณากำหนดจำนวนเงินในการจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่ง ให้คิดน้ำหนักทั้งหมด ของหีบห่อหนึ่งหรือหลายหีบห่อที่เกี่ยวข้องเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เมื่อการสูญหาย บุบสลาย หรือชักช้าแก่ส่วนหนึ่งส่วนใดของสัมภาระลงทะเบียนหรือของของหรือแก่สิ่งของใด ๆ ที่อยู่ในสัมภาระ ลงทะเบียนหรือ ในของนั้น  กระทบต่อมูลค่าหีบห่ออื่น ๆ ซึ่งใช้ใบรับสัมภาระฉบับเดียวกัน หรือใบตราส่งทางอากาศ ฉบับเดียวกัน ให้ใช้น้ำหนักทั้งหมดของหีบห่อเช่นว่านั้น หีบห่อเดียว หรือหลายหีบห่อในการพิจารณากำหนดการจำกัดความรับผิด

            ๓. ในส่วนที่เกี่ยวกับสิ่งของซึ่งคนโดยสารดูแลเองนั้น ความรับผิดของผู้ขนส่งจำกัดเพียง ห้าพันแฟรงค์ต่อคนโดยสาร

            ๔. การจำกัดซึ่งกำหนดไว้ในข้อนี้จะไม่ห้ามศาลมิให้ชี้ขาดเพิ่มเติมตามกฎหมายของตน ให้เสียค่าธรรมเนียมศาลและค่าใช้จ่ายอย่างอื่นในการดำเนินคดีซึ่งโจทก์ต้องเสียไป ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน บทบัญญัติข้างต้นจะไม่ใช้บังคับ ถ้าจำนวนค่าเสียหายที่ศาลชี้ขาดโดยไม่รวมค่าธรรมเนียมศาล และค่าใช้จ่ายอย่างอื่นในการดำเนินคดีนั้น ไม่เกินจำนวนเงินซึ่งผู้ขนส่งได้เคยเสนอเป็นหนังสือ ให้แก่ฝ่ายโจทก์ภายในระยะเวลาหกเดือนนับจากวันที่เกิดการอุบัติซึ่งก่อให้เกิดความเสียหาย หรือก่อนการเริ่มดำเนินคดี ถ้าการเริ่มดำเนินคดีมีขึ้นภายหลัง

            ๕. จำนวนเงินแฟรงค์ที่กล่าวถึงในข้อนี้ ให้ถือว่าอ้างถึง หน่วยเงินตราซึ่งประกอบด้วยทองคำ หนักหกสิบห้ามิลลิกรัมครึ่ง โดยมีความบริสุทธิ์เก้าร้อยในหนึ่งพันส่วน จำนวนเงินเหล่านี้ อาจปริวรรตเป็นเงินตราสกุลต่าง ๆ เป็นตัวเลขถ้วน ๆ ก็ได้ การปริวรรตจำนวนเงินเป็นเงินตราสกุลอื่น นอกจากเป็นทองคำ ให้กระทำตามมูลค่าทองคำของเงินตราสกุลนั้น ณ วันพิพากษาคดี"

ข้อ ๑๒

            ในข้อ ๒๓ แห่งอนุสัญญา ให้ถือว่าบทบัญญัติที่มีอยู่แล้วเป็นวรรค ๑ และเพิ่มอีกวรรคหนึ่งดังต่อไปนี้

          "๒. วรรค ๑ ของข้อนี้ จะไม่ใช้แก่บทบัญญัติเกี่ยว กับการสูญหายหรือบุบสลายอันเป็นผลมาจากความบกพร่อง คุณภาพ หรือความเสื่อมที่มีอยู่ในตัวแห่งของนั้นเอง"
ข้อ ๑๓

            ในข้อ ๒๕ แห่งอนุสัญญา

            ให้ยกเลิกวรรค ๑ และ ๒ และใช้ข้อความดังต่อไปนี้แทน

            "การจำกัดความรับผิดที่ระบุไว้ในข้อ ๒๒ จะไม่ใช้บังคับ ถ้าพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายเป็นผลมาจาก การกระทำหรือละเว้นกระทำของผู้ขนส่ง ลูกจ้างหรือตัวแทนของผู้ขนส่ง ซึ่งกระทำโดยจงใจก่อความเสียหาย หรือโดยประมาทเลินเล่อและโดยรู้อยู่ว่าความเสียหายอาจจะเกิดขึ้นได้ ทั้งนี้มีเงื่อนไขว่า ในกรณีที่เป็น การกระทำ หรือละเว้นกระทำของลูกจ้างหรือตัวแทน ให้พิสูจน์ด้วยว่าลูกจ้างหรือตัวแทนนั้น ได้กระทำภายในขอบข่ายการจ้างของตน"
ข้อ ๑๔

            หลังข้อ ๒๕ แห่งอนุสัญญา ให้เพิ่มข้อต่อไปนี้

"ข้อ ๒๕ ก
            ๑. ถ้ามีการดำเนินคดีกับลูกจ้างหรือตัวแทนของผู้ขนส่ง ในมูลความเสียหายที่เกี่ยวกับอนุสัญญานี้ ลูกจ้างหรือตัวแทนดังกล่าวมีสิทธิใช้ประโยชน์จากการจำกัดความรับผิดซึ่งผู้ขนส่งมีสิทธิยกขึ้นต่อสู้ภายใต้ข้อ ๒๒ ถ้าลูกจ้างหรือตัวแทนนั้นพิสูจน์ได้ว่าตนได้กระทำภายในขอบข่ายการจ้างของตน

            ๒. ในกรณีนั้น จำนวนยอดเงินรวมที่จะเรียกให้ผู้ขนส่ง ลูกจ้างหรือตัวแทนของผู้ขนส่งชดใช้ ต้องไม่เกินการจำกัดที่กล่าวมาแล้ว

            ๓. บทบัญญัติวรรค ๑ และ ๒ แห่งข้อนี้จะไม่ใช้บังคับ ถ้าพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายเป็นผล มาจากการกระทำหรือละเว้นกระทำของลูกจ้างหรือตัวแทนนั้น ซึ่งกระทำโดยจงใจก่อความเสียหาย หรือโดยประมาทเลินเล่อและโดยรู้อยู่ว่าความเสียหายอาจจะเกิดขึ้นได้"

ข้อ ๑๕

            ในข้อ ๒๖ แห่งอนุสัญญา

            ให้ยกเลิกวรรค ๒ และใช้ข้อความดังต่อไปนี้แทน

            "๒. ในกรณีที่มีความเสียหาย ผู้ที่มีสิทธิรับมอบต้องทักท้วงต่อผู้ขนส่งทันทีที่พบความเสียหายนั้น และอย่างช้าที่สุดก็ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับมอบสัมภาระ และสิบสี่วันนับแต่วันที่ได้รับมอบของ การทักท้วงในกรณีที่มีการชักช้า ต้องกระทำอย่างช้าที่สุดภายในยี่สิบเอ็ดวันนับแต่วันที่ สัมภาระ หรือของได้ถึงมือผู้มีสิทธิรับมอบแล้ว"
ข้อ ๑๖

            ให้ยกเลิกข้อ ๓๔ แห่งอนุสัญญา และใช้ข้อความต่อไปนี้แทน

            "บทบัญญัติแห่งข้อ ๓ ถึง ๙ รวมทั้งหมดเกี่ยวกับเอกสารการรับขน ไม่ให้ใช้แก่กรณีการรับขนที่ปฏิบัติการในพฤติการณ์พิเศษนอกเหนือขอบข่ายปกติแห่งธุรกิจของผู้ขนส่งทางอากาศ"

ข้อ ๑๗

            ต่อจากข้อ ๔๐ แห่งอนุสัญญา ให้เพิ่มเติมข้อต่อไปนี้

"ข้อ ๔๐ ก

            ๑. ในข้อ ๓๗ วรรค ๒ และข้อ ๔๐ วรรค ๑ คำว่า อัครภาคีผู้ทำสัญญา ให้หมายถึง รัฐ ในกรณีอื่นทั้งปวงคำว่า อัครภาคีผู้ทำสัญญา ให้หมายถึง รัฐซึ่งการให้สัตยาบันและภาคยานุวัติ ของตนมีผลบังคับแล้ว และการบอกเลิกอนุสัญญาของตนยังไม่มีผลบังคับ

            ๒. เพื่อความมุ่งประสงค์แห่งอนุสัญญานี้ คำว่า อาณาเขต มีความหมาย มิใช่เฉพาะแต่อาณาเขต มหานครของรัฐเท่านั้น แต่ยังหมายถึง อาณาเขตอื่นทั้งปวงซึ่งรัฐนั้นรับผิดชอบ ความสัมพันธ์ ต่างประเทศด้วย"

หมวด ๒
ขอบข่ายแห่งการใช้
อนุสัญญาตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม

ข้อ ๑๘

            อนุสัญญาตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพิธีสารนี้ ให้ใช้แก่การรับขนระหว่างประเทศตามที่นิยามไว้ในข้อ,,๑ ของ อนุสัญญา โดยมีเงื่อนไขว่าถิ่นต้นทางและถิ่นปลายทางที่อ้างถึงในข้อนั้น ตั้งอยู่ในอาณาเขตของภาคีแห่งพิธีสารนี้สองภาคี หรืออยู่ภายในอาณาเขตของภาคีแห่งพิธีสารนี้ภาคีเดียวโดยถิ่นหยุดพักที่ตกลงกันไว้อยู่ภายในอาณาเขตของอีกรัฐหนึ่ง

หมวด ๓
บทสุดท้าย

ข้อ ๑๙

            ในระหว่างภาคีแห่งพิธีสารนี้ ให้แปลความและตีความอนุสัญญาและพิธีสารรวมเป็นตราสารฉบับเดียวกัน และให้เรียกว่า อนุสัญญาวอร์ซอตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม ณ กรุงเฮก พ.ศ. ๒๔๙๘

ข้อ ๒๐

            พิธีสารนี้จะคงเปิดให้มีการลงนามโดยรัฐใด ๆ ซึ่งในขณะนั้นได้ให้สัตยาบันหรือภาคยานุวัติอนุสัญญาแล้ว หรือได้เข้าร่วมการประชุมที่มีการรับพิธีสารนี้ จนถึงวันที่พิธีสารนี้เริ่มใช้บังคับตามบทบัญญัติแห่งข้อ ๒๒ วรรค ๑

ข้อ ๒๑

            ๑. พิธีสารนี้ต้องได้รับสัตยาบันจากรัฐผู้ลงนาม

            ๒. การให้สัตยาบันพิธีสารนี้โดยรัฐใด ๆ ที่มิใช่ภาคีแห่ง อนุสัญญา ย่อมมีผลเป็นการภาคยานุวัติอนุสัญญา ตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพิธีสารนี้ด้วย

            ๓. สัตยาบันสารต้องมอบไว้กับรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนโปแลนด์

ข้อ ๒๒

            ๑. ทันใดที่รัฐผู้ลงนามจำนวนสามสิบรัฐได้มอบสัตยาบันสารของพิธีสารนี้แล้ว ให้พิธีสารนี้เริ่มใช้บังคับระหว่าง รัฐเหล่านั้นในวันที่เก้าสิบหลังจากการมอบสัตยาบันสารฉบับที่สามสิบ สำหรับแต่ละรัฐที่ให้สัตยาบันหลังจากนั้น ให้พิธีสารนี้เริ่มใช้บังคับในวันที่เก้าสิบหลังจากการมอบสัตยาบันสารของรัฐนั้น

            ๒. ทันใดที่พิธีสารนี้เริ่มใช้บังคับ ให้รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนโปแลนด์ลงทะเบียนพิธีสารนี้กับสหประชาชาติ

ข้อ ๒๓

            ๑. หลังจากพิธีสารนี้เริ่มใช้บังคับแล้ว จะเปิดให้รัฐใด ๆ ที่มิใช่รัฐผู้ลงนาม ให้ภาคยานุวัติได้

            ๒. การภาคยานุวัติพิธีสารนี้โดยรัฐใด ๆ ที่มิใช่ภาคีแห่ง อนุสัญญา ย่อมมีผลเป็นการภาคยานุวัติอนุสัญญา ตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพิธีสารนี้ด้วย

            ๓. การภาคยานุวัติจะกระทำโดยการมอบภาคยานุวัติสารไว้กับรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนโปแลนด์ และจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่เก้าสิบหลังจากการมอบนั้น

ข้อ ๒๔

            ๑. ภาคีใด ๆ แห่งพิธีสารนี้อาจบอกเลิกพิธีสารได้โดยการบอกกล่าวไปยังรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนโปแลนด์

            ๒. การบอกเลิกจะเริ่มมีผลเมื่อครบหกเดือนหลังจากวันที่รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนโปแลนด์ ได้รับการบอกกล่าวการบอกเลิกนั้น

            ๓. ในระหว่างภาคีแห่งพิธีสารนี้ การบอกเลิกอนุสัญญาโดยภาคีใดตามข้อ ๓๙ ของอนุสัญญา จะไม่ตีความในทางหนึ่งทางใดเป็นการบอกเลิกอนุสัญญาตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพิธีสารนี้

ข้อ ๒๕

            ๑. พิธีสารนี้ต้องใช้แก่อาณาเขตทั้งปวงที่รัฐภาคีแห่งพิธีสารนี้ต้องรับผิดชอบความสัมพันธ์ต่างประเทศ แต่ไม่รวมถึงอาณาเขตที่ได้มีคำประกาศตามวรรค ๒ ของข้อนี้แล้ว

            ๒. รัฐใด ๆ อาจประกาศในขณะที่มอบสัตยาบันสารหรือภาคยานุวัติสาร ว่า การยอมรับพิธีสารนี้ไม่ใช้แก่อาณาเขตหนึ่ง หรือหลายอาณาเขตที่ตนรับผิดชอบความสัมพันธ์ต่างประเทศ

            ๓. โดยการบอกกล่าวถึงรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนโปแลนด์ รัฐใด ๆ อาจขยายการใช้พิธีสารนี้ในภายหลังไปยัง อาณาเขต ใด ๆ หรืออาณาเขตทั้งปวงซึ่งตนได้ทำคำประกาศตามวรรค ๒ ของข้อนี้ การบอกกล่าวนั้นจะเริ่มมีผล ในวันที่เก้าสิบหลังจากรัฐบาลนั้นได้รับการบอกกล่าว

            ๔. รัฐภาคีใด ๆ แห่งพิธีสารนี้ อาจบอกเลิกพิธีสารนี้ตามบทบัญญัติแห่งข้อ ๒๔ วรรค ๑ แยกต่างหากสำหรับ อาณาเขตใด ๆ หรืออาณาเขตทั้งปวงที่ตนรับผิดชอบความสัมพันธ์ต่างประเทศ

ข้อ ๒๖

            ห้ามทำข้อสงวนต่อพิธีสารนี้ เว้นแต่รัฐอาจประกาศ ณ เวลาใด ๆ โดยการบอกกล่าวไปยังรัฐบาลสาธารณ รัฐประชาชนโปแลนด์ ว่า อนุสัญญาตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพิธีสารนี้จะไม่ใช้แก่การรับขนบุคคล ของ และสัมภาระให้แก่หน่วยราชการทหารของตนในอากาศยานที่จดทะเบียนในรัฐนั้น ซึ่งความจุทั้งหมดของ อากาศยานได้สงวนไว้โดยหรือในนามของหน่วยราชการทหารดังกล่าวแล้ว

ข้อ ๒๗

            รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนโปแลนด์ต้องแจ้งโดยทันทีไปยังรัฐบาลของรัฐทั้งปวงซึ่งลงนามอนุสัญญาหรือพิธีสารนี้ รัฐภาคีทั้งปวงแห่งอนุสัญญาหรือพิธีสารนี้ และรัฐสมาชิกทั้งปวงขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศหรือ ของสหประชาชาติ และแจ้งไปยังองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ

            ก) ถึงการลงนามใด ๆ ของพิธีสารนี้ และวันที่ลงนาม

            ข) ถึงการมอบสัตยาบันสารหรือภาคยานุวัติสารใด ๆ ที่ เกี่ยวกับพิธีสารนี้ และวันที่มอบ

            ค) ถึงวันที่พิธีสารนี้เริ่มใช้บังคับตามข้อ ๒๒ วรรค ๑

            ง) ถึงการได้รับการบอกกล่าวการบอกเลิกใด ๆ และวันที่ได้รับ

            จ) ถึงการได้รับคำประกาศหรือการบอกกล่าวใด ๆ ซึ่งกระทำภายใต้ข้อ ๒๕ และวันที่ได้รับ และ

            ฉ) ถึงการได้รับการบอกกล่าวใด ๆ ซึ่งกระทำตามข้อ ๒๖ และวันที่ได้รับ

            เพื่อเป็นพยานแก่การนี้ ผู้มีอำนาจเต็มที่มีนามข้างท้ายนี้ซึ่งได้รับมอบอำนาจโดยถูกต้อง ได้ลงนามพิธีสารนี้

ทำ ณ กรุงเฮก เมื่อวันที่ยี่สิบแปด เดือนกันยายน พุทธศักราชสองพันสี่ร้อยเก้าสิบแปด เป็นตัวบทหลักฐานสามฉบับ เป็นภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศสและสเปน ในกรณีที่มีการขัด แย้งกัน ตัวบทภาษาฝรั่งเศสซึ่งเป็นภาษาที่ใช้ในอนุสัญญา ย่อมมีผลบังคับเหนือกว่า

            พิธีสารนี้จะมอบไว้กับรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนโปแลนด์ และจะเปิดให้มีการลงนามกับรัฐบาลนั้นตามข้อ ๒๐ และรัฐบาลนั้นต้องส่งสำเนาพิธีสารนี้ที่ได้รับรองว่าถูกต้องแล้วไปยังรัฐบาลของรัฐทั้งปวงซึ่งลงนามอนุสัญญาหรือพิธีสารนี้, รัฐภาคีทั้งปวงแห่งอนุสัญญาหรือพิธีสารนี้ และรัฐสมาชิกทั้งปวงขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ และของสหประชาชาติ และส่งไปยังองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ


คำแปลสำนวนผู้รวบรวม  พิธีสารฉบับนี้เริ่มใช้บังคับเมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๖ และจนถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๔ มีภาคีทั้งหมด ๑๓๑ รัฐ ประเทศไทยยังมิได้เป็นภาคี  อย่างไรก็ดี คณะรัฐมนตรีเคยมีมติเมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๐ เห็นชอบให้ประเทศไทยดำเนินการภาคยานุวัติอนุสัญญาวอร์ซอซึ่งแก้ไขโดยพิธีสารเฮก พ.ศ. ๒๔๙๘ Back
HomeสารบาญChapter 4English Version