Home สารบาญ Chapter 2 English Version พิธีสารมอนตริออลฉบับที่ ๔
แก้ไขเพิ่มเติมอนุสัญญา
เพื่อการทำให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันซึ่งกฎเกณฑ์บางประการเกี่ยวกับ
การรับขนทางอากาศระหว่างประเทศ
ลงนาม ณ กรุงวอร์ซอ เมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๒
ตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพิธีสาร
ทำ ณ กรุงเฮก เมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ. ๒๔๙๘๑รัฐบาลผู้มีนามข้างท้ายนี้
พิจารณาเห็นว่า เป็นที่พึงปรารถนาที่จะแก้ไขเพิ่มเติมอนุสัญญาเพื่อการทำให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันซึ่งกฎเกณฑ์ บางประการเกี่ยวกับการรับขนระหว่างประเทศทางอากาศ ลงนาม ณ กรุงวอร์ซอ เมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๒ ตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพิธีสาร ณ กรุงเฮก เมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ. ๒๔๙๘
ได้ตกลงกัน ดังต่อไปนี้
หมวด ๑
ข้อแก้ไขเพิ่มเติมอนุสัญญาข้อ ๑
อนุสัญญาซึ่งบทบัญญัติของหมวดนี้ปรับปรุง คืออนุสัญญาวอร์ซอ ตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม ณ กรุงเฮก เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๘
ข้อ ๒
ในข้อ ๒ แห่งอนุสัญญา
ให้ยกเลิกวรรค ๒ และใช้ความต่อไปนี้แทน
"๒. ในการรับขนพัสดุไปรษณียภัณฑ์ ผู้ขนส่งต้องรับผิดเฉพาะต่อฝ่ายปกครองด้านพัสดุไปรษณีย์ ที่เกี่ยวข้อง ตามกฎเกณฑ์ที่ใช้บังคับต่อความสัมพันธ์ระหว่างผู้ขนส่งกับฝ่ายปกครองด้าน พัสดุไปรษณีย์ดังกล่าว๓. เว้นแต่ที่บัญญัติไว้ในวรรค ๒ ของข้อนี้ บทบัญญัติของ อนุสัญญานี้ไม่ใช้แก่การรับขนพัสดุ ไปรษณียภัณฑ์"
ข้อ ๓ ในหมวด ๒ แห่งอนุสัญญา
ให้ยกเลิกตอน ๓ (ข้อ ๕ ถึง ๑๖) และใช้ความต่อไปนี้แทน
ข้อ ๕"ตอน ๓ - เอกสารเกี่ยวกับของ ๑. ในการรับขนของ ต้องมีการส่งมอบใบตราส่งทางอากาศ
๒. วิธีการอื่นใดที่จะเก็บรักษาบันทึกการรับขนซึ่งจะต้องปฏิบัตินั้น อาจใช้แทนการส่งมอบใบตราส่งทางอากาศ ได้ด้วยความยินยอมของผู้ตราส่ง ถ้าได้ใช้วิธีการดังกล่าวและถ้าผู้ตราส่งร้องขอ ผู้ขนส่งต้องส่งมอบใบรับของให้แก่ผู้ตราส่ง ซึ่งใบรับของนั้นต้องเอื้อต่อการบ่งชี้ของที่ส่งและการเข้าถึงข้อมูลในบันทึกที่เก็บรักษาโดยวิธีการดังกล่าว
๓. การพ้นวิสัยในการใช้วิธีการอื่นเก็บรักษาบันทึกการรับขน ที่อ้างถึงในวรรค ๒ ของข้อนี้ ณ จุดผ่านและจุดปลายทาง ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้ขนส่งที่จะปฏิเสธไม่รับของเพื่อการรับขน
ข้อ ๖ ๑. ผู้ตราส่งต้องจัดทำใบตราส่งทางอากาศเป็นต้นฉบับสามฉบับ
๒. ฉบับแรกให้ระบุว่า "สำหรับผู้ขนส่ง" และให้ผู้ตราส่งลงลายมือชื่อ ฉบับที่สองให้ระบุว่า "สำหรับผู้รับตราส่ง" และให้ผู้ตราส่งและผู้ขนส่งลงลายมือชื่อ ฉบับที่สามให้ผู้ขนส่งลงลายมือชื่อและมอบให้แก่ผู้ตราส่งหลังจากที่ได้ยอมรับ ของแล้ว
๓. การลงลายมือชื่อของผู้ขนส่งและของผู้ตราส่งอาจพิมพ์หรือประทับตราก็ได้
๔. ถ้าผู้ขนส่งจัดทำใบตราส่งทางอากาศโดยการร้องขอของผู้ตราส่ง ให้ถือว่าผู้ขนส่งได้จัดทำเช่นนั้นในนามของ ผู้ตราส่ง เว้นแต่จะพิสูจน์ได้เป็นอย่างอื่น
ข้อ ๗ เมื่อมีของมากกว่าหนึ่งหีบห่อ
ก) ผู้ขนส่งมีสิทธิเรียกให้ผู้ตราส่งจัดทำใบตราส่งทางอากาศแยกต่างหากจากกันได้
ข) ผู้ตราส่งมีสิทธิเรียกให้ผู้ขนส่งมอบใบรับของแยกต่างหากจากกันได้ เมื่อมีการใช้วิธีการดังอ้างถึงในข้อ ๕ วรรค ๒
ข้อ ๘ ใบตราส่งทางอากาศและใบรับของต้องมี
ก) สิ่งบ่งชี้ถิ่นต้นทางและถิ่นปลายทาง
ข) สิ่งบ่งชี้ถิ่นหยุดพักที่ตกลงกันไว้อย่างน้อยหนึ่งแห่ง ถ้าถิ่นต้นทางและถิ่นปลายทางอยู่ภายในอาณาเขตของ อัครภาคีผู้ทำสัญญารัฐเดียวและถิ่นหยุดพักที่ตกลงกันไว้แห่งหนึ่งหรือหลายแห่งอยู่ภายในอาณาเขตของอีกรัฐหนึ่ง และ
ค) สิ่งบ่งชี้น้ำหนักของที่ส่ง
ข้อ ๙ การไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติในข้อ ๕ ถึง ๘ ไม่กระทบต่อความมีอยู่หรือความสมบูรณ์ของสัญญารับขนซึ่ง อย่างไรก็ตามจะต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎเกณฑ์ของอนุสัญญานี้ รวมถึงกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการจำกัดความรับผิดด้วย
ข้อ ๑๐ ๑. ผู้ตราส่งต้องรับผิดชอบในความถูกต้องของรายการและข้อความเกี่ยวกับของที่ตนกรอกไว้หรือกรอกไว้ในนาม ของตนในใบตราส่งทางอากาศ หรือที่ตนให้ไว้หรือให้ไว้ในนามของตนแก่ผู้ขนส่งเพื่อกรอกในใบรับของหรือเพื่อกรอก ในบันทึกที่เก็บรักษาไว้โดยวิธีการอื่นดังอ้างถึงในข้อ ๕ วรรค ๒
๒. ผู้ตราส่งต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ขนส่งเพื่อความเสียหายทั้งปวงที่เกิดขึ้นแก่ผู้ขนส่งหรือบุคคล อื่นใดซึ่งผู้ขนส่งต้องรับผิด เพราะเหตุแห่งความผิดปกติ ไม่ถูกต้อง หรือไม่บริบูรณ์ของรายการและข้อความที่ให้ไว้โดย ผู้ตราส่งหรือในนามของผู้ตราส่ง
๓. ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของวรรค ๑ และ ๒ ของข้อนี้ ผู้ขนส่งต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ตราส่ง เพื่อความเสียหายทั้งปวงที่เกิดขึ้นแก่ผู้ตราส่งหรือบุคคลอื่นใดซึ่งผู้ตราส่งต้องรับผิด เพราะเหตุแห่งความผิดปกติ ไม่ถูกต้อง หรือไม่บริบูรณ์ของรายการและข้อความที่กรอกโดย ผู้ขนส่งหรือในนามของผู้ขนส่งในใบรับของหรือในบันทึก ที่เก็บรักษาไว้โดยวิธีการอื่นดังอ้างถึงในข้อ ๕ วรรค ๒
ข้อ ๑๑ ๑. ใบตราส่งทางอากาศหรือใบรับของเป็นหลักฐานเบื้องต้นของการทำสัญญา การยอมรับมอบของ และเงื่อนไขการรับขนที่กล่าวไว้ในใบนั้น
๒. ข้อความใด ๆ ในใบตราส่งทางอากาศหรือใบรับของที่เกี่ยวกับน้ำหนัก ความกว้างยาวสูง และลักษณะหีบห่อแห่งของ รวมถึงข้อความเกี่ยวกับจำนวนหีบห่อ เป็นหลักฐานเบื้องต้นของข้อเท็จจริงที่แสดงไว้ ข้อความที่เกี่ยวกับปริมาณ ปริมาตร และสภาพแห่งของ จะใช้ประกอบเป็นหลักฐานยันผู้ขนส่งไม่ได้ เว้นแต่ผู้ขนส่งได้ตรวจสอบต่อหน้าผู้ตราส่งแล้วระบุไว้ในใบตราส่งทางอากาศว่าตนได้ตรวจสอบเช่นว่านั้นแล้ว หรือข้อความนั้นเกี่ยวกับสภาพแห่งของอันเห็นประจักษ์
ข้อ ๑๒ ๑. ภายใต้บังคับแห่งความรับผิดของตนที่จะปฏิบัติการชำระหนี้ทั้งปวงของตนตามสัญญารับขน ผู้ตราส่งมีสิทธิที่จะจัดการของ โดยถอนของออก ณ สนามบินต้นทางหรือปลายทาง หรือโดยหยุดการส่งของ ในระหว่างการเดินทาง ณ ที่ใด ๆ ที่อากาศยานลง หรือโดยเรียกให้ส่งมอบของ ณ ถิ่นปลายทางหรือในระหว่าง การเดินทางแก่บุคคลอื่นนอกเหนือจากผู้รับตราส่งที่กำหนดไว้ในตอนแรก หรือโดยเรียกให้ส่งของกลับไป ยังสนามบินต้นทาง ผู้ตราส่งต้องไม่ใช้สิทธิจัดการนี้ในทางที่จะเสื่อมเสียแก่ผู้ขนส่งหรือผู้ตราส่งอื่น และต้องชำระคืนค่าใช้จ่ายใด ๆ อันเนื่องมาจากการใช้สิทธินี้
๒. ถ้าเป็นการพ้นวิสัยที่จะปฏิบัติการตามคำสั่งของผู้ตราส่ง ผู้ขนส่งต้องแจ้งให้ผู้ตราส่งทราบโดยพลัน
๓. ถ้าผู้ขนส่งปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ตราส่งเพื่อจัดการของ โดยมิได้เรียกให้แสดงใบตราส่งทางอากาศหรือใบรับของ ฉบับที่ได้มอบไว้แก่ผู้ตราส่ง ผู้ขนส่งจะรับผิดเพื่อความเสียหายใด ๆ อันอาจเกิดขึ้นจากการนั้นแก่บุคคลใด ๆ ผู้ซึ่ง ครอบครองใบตราส่งทางอากาศหรือใบรับของฉบับนั้นโดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิของผู้ขนส่งในการเรียก ค่าชดเชย คืนจากผู้ตราส่ง
๔. สิทธิที่ให้แก่ผู้ตราส่งสิ้นสุดลงในขณะที่สิทธิของผู้รับตราส่งเริ่มต้นขึ้นตามข้อ ๑๓ อย่างไรก็ตาม ถ้าผู้รับตราส่งปฏิเสธไม่ยอมรับของ หรือถ้าไม่สามารถติดต่อผู้รับตราส่งได้ ผู้ตราส่งย่อมกลับมีสิทธิจัดการของต่อไป
ข้อ ๑๓ ๑. เว้นแต่ผู้ตราส่งได้ใช้สิทธิของตนภายใต้ข้อ ๑๒ แล้ว เมื่อของมาถึงถิ่นปลายทาง ผู้รับตราส่งมีสิทธิเรียกให้ผู้ขนส่ง ส่งมอบของแก่ตน เมื่อได้ชำระค่าภาระที่ต้องชำระและเมื่อได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขการรับขนแล้ว
๒. เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ผู้ขนส่งมีหน้าที่แจ้งให้ผู้รับตราส่งทราบทันทีที่ของมาถึง
๓. ถ้าผู้ขนส่งยอมรับว่าของสูญหาย หรือถ้าของยังมา ไม่ถึงเมื่อพ้นเจ็ดวันนับแต่วันที่ควรจะมาถึง ผู้รับตราส่ง ย่อมมีสิทธิบังคับเอาแก่ผู้ขนส่ง ตามสิทธิอันได้มาแต่สัญญารับขน
ข้อ ๑๔ ผู้ตราส่งและผู้รับตราส่งต่างก็สามารถบังคับใช้สิทธิทั้งปวงที่ได้รับจากข้อ ๑๒ และ ๑๓ แล้วแต่กรณี ได้ในนามของตนเอง ไม่ว่าจะกระทำเพื่อผลประโยชน์ของตนเองหรือเพื่อผลประโยชน์ของอีกฝ่ายหนึ่ง โดยมีเงื่อนไขว่าต้องปฏิบัติการชำระหนี้ที่กำหนดไว้ในสัญญารับขน
ข้อ ๑๕ ๑. ข้อ ๑๒, ๑๓ และ ๑๔ ไม่กระทบต่อความสัมพันธ์ของ ผู้ตราส่งและผู้รับตราส่งต่อกันและกัน หรือความสัมพันธ์ซึ่งแต่ละฝ่ายมีกับบุคคลที่สามผู้ได้สิทธิจากผู้ตราส่งหรือ ผู้รับตราส่ง
๒. บทบัญญัติแห่งข้อ ๑๒, ๑๓ และ ๑๔ จะเปลี่ยนแปลงได้ก็แต่โดยการกำหนดโดยชัดแจ้ง ไว้ในใบตราส่งทางอากาศหรือใบรับของ
ข้อ ๑๖ ๑. ผู้ตราส่งต้องจัดให้มีข้อมูลและเอกสารที่จำเป็นต่อการดำเนินการตามพิธีการทางศุลกากร อากรด่านเมือง หรือตำรวจ ก่อนที่จะส่งมอบของให้แก่ผู้รับตราส่ง ผู้ตราส่งต้องรับผิดต่อผู้ขนส่งเพื่อความเสียหายใด ๆ อันเนื่องมาจากการไม่มีอยู่ ไม่เพียงพอ หรือผิดปกติของข้อมูลหรือเอกสารดังกล่าว เว้นแต่ความเสียหายนั้น เกิดขึ้นเพราะความผิดของผู้ขนส่ง ลูกจ้างหรือตัวแทนของผู้ขนส่ง
๒. ผู้ขนส่งไม่มีหน้าที่ต้องตรวจสอบความถูกต้องหรือความเพียงพอของข้อมูลหรือเอกสารดังกล่าว"
ข้อ ๔ ให้ยกเลิกข้อ ๑๘ แห่งอนุสัญญาและใช้ความต่อไปนี้แทน
"ข้อ ๑๘ ๑. ผู้ขนส่งต้องรับผิดเพื่อความเสียหายที่ได้รับในเหตุการณ์ที่สัมภาระลงทะเบียนใด ๆ ถูกทำลาย สูญหาย หรือบุบสลาย ถ้าการอุบัติซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายที่ได้รับนั้น ได้เกิดขึ้นในระหว่างการรับขน ทางอากาศ
๒. ผู้ขนส่งต้องรับผิดเพื่อความเสียหายที่ได้รับในเหตุการณ์ที่ของถูกทำลาย สูญหาย หรือบุบสลาย โดยมีเงื่อนไขเพียงว่าการอุบัติซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายนั้น ได้เกิดขึ้นในระหว่างการรับขนทางอากาศนั้น
๓. อย่างไรก็ตาม ผู้ขนส่งไม่ต้องรับผิด ถ้าตนพิสูจน์ได้ว่าการถูกทำลาย สูญหายหรือบุบสลายแก่ ของนั้น เกิดขึ้นโดยเหตุหนึ่งหรือหลายเหตุดังต่อไปนี้เท่านั้น
ก) ความบกพร่อง คุณภาพ หรือความเสื่อมที่มีอยู่ในตัวแห่งของนั้นเอง
ข) การบรรจุหีบห่อที่บกพร่องได้กระทำโดยบุคคลอื่นนอกจากผู้ขนส่ง หรือลูกจ้างหรือตัวแทน ของผู้ขนส่ง
ค) พฤติการณ์สงครามหรือการสู่รบของกองกำลังติดอาวุธ
ง) การกระทำของเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจซึ่งปฏิบัติการเกี่ยวกับการนำของเข้า ออก หรือผ่านแดน
๔. การรับขนทางอากาศตามความหมายของวรรคก่อนของข้อนี้ ครอบคลุมช่วงเวลาในระหว่างที่ สัมภาระหรือของ อยู่ในการดูแลของผู้ขนส่ง ไม่ว่าจะอยู่ที่สนามบิน หรือบนอากาศยาน หรือ ณ ที่ใดก็ตามในกรณีที่มีการบินลงนอกสนามบิน
๕. ระยะเวลาของการรับขนทางอากาศจะไม่ขยายไปถึงการรับขนใด ๆ ทางบก ทางทะเล หรือทางแม่น้ำ ที่ปฏิบัติการนอกสนามบิน อย่างไรก็ตาม ถ้าการรับขนดังกล่าวเกิดขึ้นในการปฏิบัติตามสัญญา เพื่อการรับขนทางอากาศเพื่อความมุ่งประสงค์ในการบรรทุก การส่งมอบ หรือการถ่ายลำ ให้สันนิษฐาน ไว้ก่อนว่า ความเสียหายใด ๆ เป็นผลของเหตุการณ์ซึ่งได้เกิดขึ้นในระหว่างการรับขนทางอากาศ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้เป็นอย่างอื่น"
ข้อ ๕ ให้ยกเลิกข้อ ๒๐ แห่งอนุสัญญาและใช้ความต่อไปนี้แทน
"ข้อ ๒๐ ในการรับขนคนโดยสารและสัมภาระ และในกรณีความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการชักช้าในการรับขนของ ผู้ขนส่งไม่ต้องรับผิด ถ้าพิสูจน์ได้ว่าตนและลูกจ้างและตัวแทนของตนได้ใช้มาตรการที่จำเป็นทั้งปวง เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายนั้นแล้ว หรือว่าเป็นการพ้นวิสัยที่ตนหรือลูกจ้างหรือตัวแทนของตน จะใช้มาตรการเช่นว่านั้น"
ข้อ ๖ ให้ยกเลิกข้อ ๒๑ แห่งอนุสัญญาและใช้ความต่อไปนี้แทน
"ข้อ ๒๑ ๑. ในการรับขนคนโดยสารและสัมภาระ ถ้าผู้ขนส่งพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายได้เกิดขึ้นหรือมีส่วน เกิดขึ้น จากความประมาทเลินเล่อของบุคคลที่ได้รับความเสียหาย ศาลอาจปลดเปลื้องผู้ขนส่งจาก ความรับผิดของตน ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนก็ได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายของศาลนั้น
๒. ในการรับขนของ ถ้าผู้ขนส่งพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายได้เกิดขึ้นหรือมีส่วนเกิดขึ้นจาก ความประมาทเลินเล่อ หรือการกระทำหรือละเว้นกระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมายของบุคคล ผู้เรียกร้องค่าสินไหมทดแทน หรือบุคคลซึ่ง ผู้เรียกร้องได้รับสิทธิมา ผู้ขนส่งย่อมหลุดพ้นจาก ความรับผิดทั้งหมดหรือแต่บางส่วนต่อผู้เรียกร้องนั้น เพียงเท่าที่ความประมาทเลินเล่อ หรือการกระทำหรือละเว้นกระทำดังกล่าวได้ก่อให้เกิดหรือมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายนั้น"
ข้อ ๗ ในข้อ ๒๒ แห่งอนุสัญญา
ก) ในวรรค ๒ ก) ให้ยกเลิกคำว่า "และของ"
ข) หลังวรรค ๒ ก) ให้ใส่ข้อความในวรรคต่อไปนี้
"ข) ในการรับขนของ ความรับผิดของผู้ขนส่งจำกัดเพียง ๑๗ หน่วยสิทธิพิเศษถอนเงินต่อกิโลกรัม เว้นแต่ในเวลาที่มอบหีบห่อแก่ผู้ขนส่ง ผู้ตราส่งได้ทำการแถลงพิเศษถึงผลประโยชน์เมื่อมีการส่งมอบ ที่ปลายทาง และได้ชำระเงินเพิ่มเติมแล้วถ้าจำเป็นแก่กรณี ในกรณีนั้นผู้ขนส่งจะรับผิดชำระเงินไม่เกิน จำนวนที่ได้แถลงไว้ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าจำนวนเงินนั้นมากกว่าผลประโยชน์ที่แท้จริงของผู้ตราส่ง เมื่อมีการส่งมอบที่ปลายทาง"ค) ให้วรรค ๒ ข) เป็นวรรค ๒ ค)
ง) หลังวรรค ๕ ให้ใส่ข้อความในวรรคต่อไปนี้
"๖. จำนวนเงินที่ระบุไว้ด้วยถ้อยคำว่าสิทธิพิเศษถอนเงินในอนุสัญญานี้ให้ถือว่าอ้างถึงสิทธิพิเศษ ถอนเงินที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศได้นิยามไว้ ในกรณีที่มีการดำเนินคดี การปริวรรตจำนวนเงิน ดังกล่าว ให้เป็นเงินตราสกุลต่าง ๆ ต้องกระทำตามมูลค่าของเงินตราสกุลนั้นในอัตราสิทธิพิเศษถอนเงิน ณ วันพิพากษาคดี มูลค่าของเงินตราสกุลหนึ่งในอัตราสิทธิพิเศษถอนเงินของอัครภาคีผู้ทำสัญญาที่เป็นสมาชิก กองทุนการเงินระหว่างประเทศต้องคำนวณตามวิธีการประเมินค่าที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศใช้และ ยังมีผลบังคับสำหรับการดำเนินการและการทำธุรกรรมของตนในวันพิพากษาคดี มูลค่าของเงินตราสกุลหนึ่ง ในอัตราสิทธิพิเศษถอนเงินของอัครภาคีผู้ทำสัญญาที่มิใช่สมาชิกกองทุนการเงินระหว่างประเทศต้องคำนวณ ตามวิธีที่อัครภาคีผู้ทำสัญญานั้นกำหนด
อย่างไรก็ตาม รัฐที่มิใช่สมาชิกกองทุนการเงินระหว่างประเทศและตามกฎหมายของตนไม่อนุญาต ให้ใช้บทบัญญัติแห่งข้อ ๒๒ วรรค ๒ ข) ได้ อาจประกาศในเวลาที่ให้สัตยาบันหรือภาคยานุวัติหรือในเวลา ใด ๆ หลังจากนั้น ว่า การจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งในการดำเนินคดีในอาณาเขตของตน ให้กำหนดไว้ที่จำนวนสองร้อยห้าสิบหน่วยเงินตราต่อกิโลกรัม หน่วยเงินตรานี้เทียบเท่ากับทองคำหนัก หกสิบห้ามิลลิกรัมครึ่ง โดยมีความบริสุทธิ์เก้าร้อยในหนึ่งพันส่วน จำนวนเงินนี้อาจปริวรรตเป็นเงินตราสกุล ที่เกี่ยวข้องเป็นตัวเลขถ้วน ๆ ก็ได้ การปริวรรตจำนวนนี้ให้เป็นเงินตราสกุลใดต้องกระทำตามกฎหมาย ของรัฐที่เกี่ยวข้อง"
ข้อ ๘ ให้ยกเลิกข้อ ๒๔ แห่งอนุสัญญาและใช้ความต่อไปนี้แทน
"ข้อ ๒๔ ๑. ในการรับขนคนโดยสารและสัมภาระ การดำเนินคดีเพื่อเรียกร้องค่าเสียหาย ไม่ว่ามูลคดีจะ เป็นประการใด จะกระทำได้ภายใต้บังคับแห่งเงื่อนไขและการจำกัดที่วางไว้ในอนุสัญญานี้เท่านั้น โดยมิให้เสื่อมเสียต่อปัญหาที่ว่า ผู้ใดเป็นบุคคลผู้มีสิทธิดำเนินคดี และสิทธิของบุคคลดังกล่าว เป็นประการใดบ้าง
๒. ในการรับขนของ การดำเนินคดีใด ๆ เพื่อเรียกร้องค่าเสียหาย ไม่ว่ามูลคดีจะเป็นประการใด ทั้งที่อยู่ภายใต้อนุสัญญานี้หรือตามสัญญาหรือโดยการละเมิดหรือโดยเหตุประการอื่น จะกระทำได้ ภายใต้บังคับแห่งเงื่อนไขและการจำกัดความรับผิดที่วางไว้ในอนุสัญญานี้เท่านั้น โดยมิให้เสื่อมเสียต่อปัญหา ที่ว่า ผู้ใดเป็นบุคคลผู้มีสิทธิดำเนินคดี และสิทธิของบุคคลดังกล่าวเป็นประการใดบ้าง การจำกัดความรับผิด เช่นว่านั้น เป็นการจำกัดที่สูงที่สุดอยู่แล้ว และไม่อาจเพิ่มขึ้นเกินกว่านั้นได้อีก ไม่ว่าสถานการณ์ใดจะได้ก่อ ให้เกิดความรับผิดขึ้นมา"
ข้อ ๙ ให้ยกเลิกข้อ ๒๕ แห่งอนุสัญญาและใช้ความต่อไปนี้แทน
"ข้อ ๒๕ ในการรับขนคนโดยสารและสัมภาระ การจำกัดความรับผิดที่ระบุไว้ในข้อ ๒๒ จะไม่ใช้บังคับ ถ้าพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายเป็นผลมาจากการกระทำหรือละเว้นกระทำของ ผู้ขนส่ง ลูกจ้างหรือตัวแทน ของผู้ขนส่ง ซึ่งกระทำโดยจงใจก่อความเสียหายหรือโดยประมาทเลินเล่อและโดยรู้อยู่ว่าความเสียหาย อาจจะเกิดขึ้น ทั้งนี้มีเงื่อนไขว่าในกรณีที่เป็นการกระทำหรือละเว้นกระทำของลูกจ้างหรือตัวแทน ดังกล่าว จะต้องพิสูจน์ได้ด้วยว่าลูกจ้างหรือตัวแทนนั้นได้กระทำภายในขอบข่ายการจ้างของตน"
ข้อ ๑๐ ในข้อ ๒๕ ก แห่งอนุสัญญา ให้ยกเลิกวรรค ๓ และใช้ความต่อไปนี้แทน
"๓. ในการรับขนคนโดยสารและสัมภาระ บทบัญญัติของวรรค ๑ และวรรค ๒ ของข้อนี้จะไม่ใช้บังคับ ถ้าพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายเป็นผลมาจากการกระทำหรือละเว้นกระทำของลูกจ้างหรือตัวแทน ซึ่งกระทำโดยจงใจก่อความเสียหายหรือโดยประมาทเลินเล่อและโดยรู้อยู่ว่าความเสียหายอาจจะเกิดขึ้นได้"ข้อ ๑๑ หลังข้อ ๓๐ แห่งอนุสัญญา ให้เพิ่มข้อต่อไปนี้
"ข้อ ๓๐ ก ไม่มีความใดในอนุสัญญานี้กระทบถึงปัญหาที่ว่าผู้ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายตาม อนุสัญญานี้ จะมีสิทธิไล่เบี้ยต่อบุคคลอื่นใดหรือไม่"ข้อ ๑๒ ให้ยกเลิกข้อ ๓๓ แห่งอนุสัญญาและใช้ความต่อไปนี้แทน
"ข้อ ๓๓ เว้นแต่ที่ได้กำหนดไว้ในข้อ ๕ วรรค ๓ ไม่มีความใดในอนุสัญญานี้ ห้ามผู้ขนส่งมิให้ปฏิเสธการเข้าทำ สัญญารับขน หรือจัดทำข้อบังคับซึ่งไม่ขัดกับบทบัญญัติแห่งอนุสัญญานี้"
ข้อ ๑๓ ให้ยกเลิกข้อ ๓๔ แห่งอนุสัญญาและใช้ความต่อไปนี้แทน
"ข้อ ๓๔ บทบัญญัติของข้อ ๓ ถึง ๘ รวมทั้งหมดเกี่ยวกับเอกสารการรับขน ไม่ให้ใช้แก่กรณีการรับขนที่ปฏิบัติการ ในสถานการณ์พิเศษนอกขอบข่ายปกติแห่งธุรกิจของผู้ขนส่งทางอากาศ"
หมวด ๒
ขอบข่ายการใช้
อนุสัญญาตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติมข้อ ๑๔
อนุสัญญาวอร์ซอตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม ณ กรุงเฮก เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๘ และโดยพิธีสารนี้ ให้ใช้แก่การรับขน ระหว่างประเทศ ตามที่นิยามไว้ในข้อ ๑ ของอนุสัญญา โดยมีเงื่อนไขว่าถิ่นต้นทางและถิ่นปลายทางที่อ้างถึงในข้อนั้น ตั้งอยู่ในอาณาเขตของภาคีแห่งพิธีสารนี้สองภาคี หรืออยู่ภายในอาณาเขตของภาคีแห่งพิธีสารนี้ภาคีเดียว โดยมีถิ่นหยุดพักที่ตกลงกันไว้อยู่ในอาณาเขตของอีกรัฐหนึ่ง
หมวด ๓
บทสุดท้ายข้อ ๑๕
ในระหว่างภาคีแห่งพิธีสารนี้ ให้แปลความและตีความอนุสัญญาวอร์ซอตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม ณ กรุงเฮก เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๘ และพิธีสารนี้เป็นตราสารฉบับเดียวกัน และให้เรียกว่า อนุสัญญาวอร์ซอตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม ณ กรุงเฮก พ.ศ. ๒๔๙๘ และโดยพิธีสารฉบับที่ ๔ แห่งกรุงมอนตริออล พ.ศ. ๒๕๑๘
ข้อ ๑๖
พิธีสารนี้จะคงเปิดให้รัฐใด ๆ ลงนามได้จนถึงวันที่พิธีสารนี้เริ่มใช้บังคับตามบทบัญญัติของข้อ ๑๘
ข้อ ๑๗
๑. พิธีสารนี้ต้องได้รับสัตยาบันจากรัฐผู้ลงนาม
๒. การให้สัตยาบันพิธีสารนี้โดยรัฐใด ๆ ที่มิใช่ภาคีแห่ง อนุสัญญาวอร์ซอ,หรือโดยรัฐใด ๆ ที่มิใช่ภาคีแห่งอนุสัญญา วอร์ซอตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม ณ กรุงเฮก พ.ศ. ๒๔๙๘ ย่อมมีผลเป็นการภาคยานุวัติอนุสัญญาวอร์ซอตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม ณ กรุงเฮก พ.ศ. ๒๔๙๘ และโดยพิธีสารฉบับที่ ๔ แห่งกรุงมอนตริออล พ.ศ. ๒๕๑๘ ด้วย
๓. สัตยาบันสารต้องมอบไว้กับรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนโปแลนด์
ข้อ ๑๘
๑. ทันใดที่รัฐผู้ลงนามจำนวนสามสิบรัฐได้มอบสัตยาบันสารของพิธีสารนี้แล้ว ให้พิธีสารนี้เริ่มใช้บังคับระหว่าง รัฐเหล่านั้นในวันที่เก้าสิบหลังจากการมอบสัตยาบันสารฉบับที่สามสิบ สำหรับแต่ละรัฐที่ให้สัตยาบันหลังจากนั้น ให้พิธีสารนี้เริ่มใช้บังคับในวันที่เก้าสิบหลังจากการมอบสัตยาบันสารของรัฐนั้น
๒. ทันใดที่พิธีสารนี้เริ่มใช้บังคับ ให้รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนโปแลนด์ลงทะเบียนพิธีสารนี้กับสหประชาชาติ
ข้อ ๑๙
๑. หลังจากพิธีสารนี้เริ่มใช้บังคับแล้ว จะเปิดให้รัฐที่มิใช่ ผู้ลงนามให้ภาคยานุวัติได้
๒. การภาคยานุวัติพิธีสารนี้โดยรัฐใด ๆ ที่มิใช่ภาคีแห่ง อนุสัญญาวอร์ซอ หรือโดยรัฐใด ๆ ที่มิใช่ภาคีแห่งอนุสัญญา วอร์ซอตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม ณ กรุงเฮก พ.ศ. ๒๔๙๘ ย่อมมีผลเป็นการภาคยานุวัติอนุสัญญาวอร์ซอตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม ณ กรุงเฮก พ.ศ. ๒๔๙๘ และโดยพิธีสารฉบับที่ ๔ แห่งกรุงมอนตริออล พ.ศ. ๒๕๑๘ ด้วย
๓. การภาคยานุวัติจะกระทำโดยการมอบภาคยานุวัติสารไว้กับรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนโปแลนด์ และจะเริ่มมีผล ในวันที่เก้าสิบหลังจากวันที่มอบภาคยานุวัติสารนั้น
ข้อ ๒๐
๑. ภาคีใด ๆ แห่งพิธีสารนี้อาจบอกเลิกพิธีสารได้ โดยการบอกกล่าวไปยังรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนโปแลนด์
๒. การบอกเลิกจะเริ่มมีผล,เมื่อครบหกเดือนหลังจากรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนโปแลนด์ได้รับการบอกกล่าว การบอกเลิกนั้น
๓. ในระหว่างภาคีแห่งพิธีสารนี้ การบอกเลิกโดยภาคีใดแห่งอนุสัญญาวอร์ซอตามข้อ ๓๙ ของอนุสัญญานั้น หรือการบอกเลิกพิธีสารเฮกตามข้อ ๒๔ ของพิธีสารนั้น จะไม่ตีความในทางหนึ่งทางใดเป็นการบอกเลิกอนุสัญญา วอร์ซอตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม ณ กรุงเฮก พ.ศ. ๒๔๙๘ และโดยพิธีสารฉบับที่ ๔ แห่งกรุงมอนตริออล พ.ศ. ๒๕๑๘
ข้อ ๒๑
๑. ข้อสงวนดังต่อไปนี้เท่านั้นที่อาจทำต่อพิธีสารนี้ได้
ก) รัฐอาจประกาศในเวลาใด ๆ โดยการบอกกล่าวไปยังรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนโปแลนด์ ว่า อนุสัญญาวอร์ซอตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม ณ กรุงเฮก พ.ศ. ๒๔๙๘ และโดยพิธีสารฉบับที่ ๔ แห่งกรุงมอนตริออล พ.ศ. ๒๕๑๘ จะไม่ใช้แก่การรับขนบุคคล สัมภาระ และของให้แก่หน่วยราชการทหารของตนในอากาศยานที่จดทะเบียนในรัฐนั้น ซึ่งความจุทั้งหมดของอากาศยานนั้นได้สงวนไว้โดยหรือในนามของหน่วยราชการทหารดังกล่าวแล้ว และ
ข) รัฐใด ๆ อาจประกาศในขณะที่ให้สัตยาบันหรือภาคยานุวัติพิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ ๓ แห่งกรุงมอนตริออล พ.ศ. ๒๕๑๘ หรือในเวลาใดหลังจากนั้น ว่าตนไม่ผูกพันกับบทบัญญัติของอนุสัญญาวอร์ซอตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม ณ กรุงเฮก พ.ศ. ๒๔๙๘ และโดยพิธีสารฉบับที่ ๔ แห่งกรุงมอนตริออล พ.ศ. ๒๕๑๘ ตราบเท่าที่บทบัญญัติเหล่านั้น เกี่ยวข้องกับการ รับขนคนโดยสารและสัมภาระ คำประกาศเช่นว่านั้นจะเริ่มมีผลเมื่อครบเก้าสิบวันหลังจาก วันที่รัฐบาลสาธารณรัฐ ประชาชนโปแลนด์ได้รับคำประกาศนั้น
๒. รัฐใด ๆ ที่ได้ทำข้อสงวนตามวรรคก่อน อาจเพิกถอนข้อสงวนเช่นว่านั้นในเวลาใดก็ได้ โดยการบอกกล่าวไป ยังรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนโปแลนด์
ข้อ ๒๒
รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนโปแลนด์ต้องแจ้งโดยพลันแก่รัฐภาคีทั้งปวงแห่งอนุสัญญาวอร์ซอหรืออนุสัญญา ตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติมนั้น รัฐทั้งปวงผู้ลงนามหรือภาคยานุวัติพิธีสารฉบับนี้ ตลอดจนองค์การการบินพลเรือน ระหว่างประเทศให้ทราบถึงวันที่ลงนาม วันที่มอบสัตยาบันสารหรือภาคยานุวัติสารแต่ละฉบับ วันที่พิธีสารนี้เริ่มใช้บังคับ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ
ข้อ ๒๓
ในระหว่างภาคีแห่งพิธีสารนี้ซึ่งเป็นภาคีแห่งอนุสัญญาเพิ่มเติมอนุสัญญาวอร์ซอเพื่อการทำให้เป็นอันหนึ่ง อันเดียวกันซึ่งกฎเกณฑ์บางประการเกี่ยวกับการรับขนทางอากาศซึ่งปฏิบัติการโดยบุคคลอื่นนอกจากผู้ขนส่งตามสัญญา ลงนาม ณ กรุงกวาดาลาฮารา เมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๔ ด้วย (ต่อไปนี้จะเรียกว่า "อนุสัญญากวาดาลาฮารา") การอ้างถึง "อนุสัญญาวอร์ซอ" ใน อนุสัญญากวาดาลาฮารา ให้รวมถึงการอ้างถึง อนุสัญญาวอร์ซอตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม ณ กรุงเฮก พ.ศ. ๒๔๙๘ ณ กรุงกัวเตมาลาซิตี พ.ศ. ๒๕๑๔ และโดยพิธีสารฉบับที่ ๔ แห่งกรุงมอนตริออล พ.ศ. ๒๕๑๘ ในกรณีที่การรับขน ภายใต้ความตกลงที่อ้างถึงในข้อ ๑ วรรค ข) ของอนุสัญญากวาดาลาฮารา อยู่ในบังคับของพิธีสารนี้
ข้อ ๒๔
ถ้ารัฐสองรัฐหรือหลายรัฐเป็นภาคีทั้งพิธีสารนี้และพิธีสารกัวเตมาลาซิตี พ.ศ. ๒๕๑๔ หรือพิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ ๓ แห่งกรุงมอนตริออล พ.ศ. ๒๕๑๘ ให้ใช้กฎเกณฑ์ดังต่อไปนี้ ในระหว่างรัฐเหล่านั้น
ก) บทบัญญัติที่เป็นผลจากระบบที่พิธีสารนี้สถาปนาขึ้นเกี่ยวกับของและไปรษณียภัณฑ์ มีผลบังคับเหนือกว่าบทบัญญัติที่เป็นผลจากระบบที่พิธีสารกัวเตมาลาซิตี พ.ศ. ๒๕๑๔ หรือพิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ ๓ แห่งกรุงมอนตริออล สถาปนาขึ้น
ข) บทบัญญัติที่เป็นผลจากระบบที่พิธีสารกัวเตมาลาซิตี พ.ศ. ๒๕๑๔ หรือพิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ ๓ แห่งกรุงมอนตริออล พ.ศ. ๒๕๑๘ สถาปนาขึ้นเกี่ยวกับคนโดยสารและสัมภาระ ย่อมมีผลบังคับเหนือกว่าบทบัญญัติที่เป็นผลจากระบบที่พิธีสารนี้สถาปนาขึ้น
ข้อ ๒๕
พิธีสารนี้จะคงเปิดให้ลงนามที่สำนักงานใหญ่ขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศจนถึงวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๙ และหลังจากนั้นจนกระทั่งพิธีสารนี้เริ่มใช้บังคับตามข้อ ๑๘ ให้ลงนามที่กระทรวงการต่างประเทศแห่งสาธารณ รัฐโปแลนด์ องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศต้องแจ้งโดยพลันแก่รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนโปแลนด์ ให้ทราบถึงการลงนามใด ๆ และวันที่ลงนาม ในระหว่างที่พิธีสารนี้
เปิดให้ลงนามที่สำนักงานใหญ่ขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ
เพื่อเป็นพยานแก่การนี้ ผู้มีอำนาจเต็มที่มีนามข้างท้ายนี้ซึ่งได้รับมอบอำนาจโดยถูกต้อง ได้ลงนามพิธีสารนี้
ทำ ณ กรุงมอนตริออล เมื่อวันที่ยี่สิบห้า กันยายน พุทธศักราชสองพันห้าร้อยสิบแปด เป็นตัวบทหลักฐานสี่ฉบับ เป็นภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย และสเปน ในกรณีที่มีการขัดแย้งกัน ตัวบทภาษาฝรั่งเศสซึ่งเป็นภาษาที่ใช้ใน อนุสัญญาวอร์ซอ ลงวันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๒ ย่อมมีผลบังคับเหนือกว่า
๑ คำแปลสำนวนผู้รวบรวม พิธีสารฉบับนี้เริ่มใช้บังคับเมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๑ และจนถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๔ มีภาคีทั้งหมด ๕๑ รัฐ ประเทศไทยมิได้เป็นภาคีพิธีสารฉบับนี้ Back
| Home | สารบาญ | Chapter 4 | English Version |