Home สารบาญ Chapter 2 English Version พิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ ๓
แก้ไขเพิ่มเติมอนุสัญญา
เพื่อการทำให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันซึ่งกฎเกณฑ์บางประการเกี่ยวกับ
การรับขนทางอากาศระหว่างประเทศ
ลงนาม ณ กรุงวอร์ซอ เมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๒
ตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติมเโดยพิธีสารทำ ณ กรุงเฮก เมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ. ๒๔๙๘
๑
และ ณ กรุงกัวเตมาลาซิตี เมื่อวันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๔รัฐบาลผู้มีนามข้างท้ายนี้
พิจารณาเห็นว่า เป็นที่พึงปรารถนาที่จะแก้ไขเพิ่มเติมอนุสัญญาเพื่อการทำให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันซึ่งกฎเกณฑ์ บางประการเกี่ยวกับการรับขนระหว่างประเทศทางอากาศ ลงนาม ณ กรุงวอร์ซอ เมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๒ ตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพิธีสาร ณ กรุงเฮก เมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ.๒๔๙๘ และ ณ กรุงกัวเตมาลาซิตี เมื่อวันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๔
ได้ตกลงกัน ดังต่อไปนี้
หมวด ๑
ข้อแก้ไขเพิ่มเติมอนุสัญญาข้อ ๑
อนุสัญญาซึ่งบทบัญญัติของหมวดนี้ปรับปรุง คืออนุสัญญาวอร์ซอ ตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม ณ กรุงเฮก พ.ศ. ๒๔๙๘ และ ณ กรุงกัวเตมาลาซิตี พ.ศ. ๒๕๑๔
ข้อ ๒
ให้ยกเลิกข้อ ๒๒ แห่งอนุสัญญา และใช้ความต่อไปนี้แทน
"ข้อ ๒๒ ๑. ก) ในการรับขนบุคคล ความรับผิดของผู้ขนส่งจำกัดเพียงจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ หน่วยสิทธิพิเศษ ถอนเงินสำหรับยอดเงินรวมของการเรียกร้องทั้งหลายในความเสียหาย ที่ได้รับอันเป็นผลของความตาย หรือการบาดเจ็บของ คนโดยสารแต่ละคน ไม่ว่ามูลคดีจะเป็นประการใด ในกรณีที่อาจกำหนดค่าเสียหาย เป็นการผ่อนชำระเงินตามกฎหมายของศาลที่พิจารณาคดี มูลค่าต้นเงินที่เทียบเท่าการชำระเงินดังกล่าว ต้องไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ หน่วยสิทธิพิเศษถอนเงิน
ข) ในกรณีที่มีการชักช้าในการรับขนบุคคล ความรับผิดของผู้ขนส่งจำกัดเพียง ๔,๑๕๐ หน่วยสิทธิพิเศษถอนเงินต่อคนโดยสารแต่ละคน
ค) ในการรับขนสัมภาระ ความรับผิดของผู้ขนส่งในกรณีการถูกทำลาย สูญหาย บุบสลาย หรือชักช้า จำกัดเพียง ๑,๐๐๐ หน่วยสิทธิพิเศษถอนเงินต่อคนโดยสารแต่ละคน
๒. ก) ในการรับขนของ ความรับผิดของผู้ขนส่งจำกัดเพียงจำนวนเงิน ๑๗ หน่วยสิทธิพิเศษถอนเงิน ต่อกิโลกรัม เว้นแต่ในขณะที่ส่งมอบหีบห่อให้แก่ผู้ขนส่ง ผู้ตราส่งได้ทำการแถลงพิเศษถึงผลประโยชน์ เมื่อมีการส่งมอบที่ปลายทางและได้ชำระเงินเพิ่มเติมแล้วถ้าจำเป็นแก่กรณี ในกรณีนั้นผู้ขนส่ง จะรับผิด ชำระเงินไม่เกินจำนวนที่ได้แถลงไว้ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าจำนวนเงินนั้นมากกว่าประโยชน์อันแท้จริง ของผู้ตราส่งเมื่อมีการส่งมอบที่ปลายทาง
ข) ในกรณีที่มีการสูญหาย บุบสลาย หรือชักช้าแก่ส่วนหนึ่งส่วนใดของของหรือแก่สิ่งของใด ๆ ที่อยู่ในของนั้น น้ำหนักซึ่งจะใช้พิจารณากำหนดจำนวนเงินในการจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่ง ให้คิดน้ำหนักทั้งหมดของหีบห่อหนึ่งหรือหลายหีบห่อที่เกี่ยวข้องเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เมื่อการสูญหาย บุบสลาย หรือชักช้าแก่ส่วนหนึ่งส่วนใดของของหรือแก่สิ่งของใด ๆ ที่อยู่ในของนั้น กระทบต่อมูลค่าหีบห่อ อื่น ๆ ซึ่งใช้ใบตราส่งทางอากาศฉบับเดียวกัน ให้ใช้น้ำหนักทั้งหมดของหีบห่อเช่นว่านั้นหีบห่อเดียวหรือ หลายหีบห่อในการพิจารณากำหนดการจำกัดความรับผิด
๓. ก) ศาลของอัครภาคีผู้ทำสัญญาซึ่งไม่มีอำนาจตามกฎหมายของตนที่จะชี้ขาดค่าธรรมเนียม ในการดำเนินคดี รวมทั้งค่าทนายความ ย่อมมีอำนาจชี้ขาดค่าธรรมเนียมในการดำเนินคดีรวมทั้ง ค่าทนายความทั้งหมดหรือแต่บางส่วนให้แก่โจทก์ตามที่ศาลพิจารณาเห็นสมควร ในคดีที่ใช้อนุสัญญา นี้บังคับ
ข) ค่าธรรมเนียมในการดำเนินคดี รวมทั้งค่าทนายความ จะได้รับการชี้ขาดตามความในวรรค ก) เฉพาะในกรณีที่โจทก์ส่งคำบอกกล่าวเป็นหนังสือไปยังผู้ขนส่งโดยระบุจำนวนเงินที่เรียกร้องรวมถึงรายละเอียด การคำนวณจำนวนเงินที่เรียกร้องนั้นด้วย และภายในระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันที่ผู้ขนส่งได้รับ คำบอกกล่าว ผู้ขนส่งไม่ตอบรับเป็นหนังสือเสนอการระงับข้อพิพาทเป็นจำนวนเงินอย่างน้อยเท่ากับ ค่าสินไหมทดแทนที่ได้รับการชี้ขาดภายในการจำกัดที่ใช้บังคับนั้น ระยะเวลาดังกล่าวจะขยายออกไปได้ จนถึงวันเริ่มดำเนินคดี ถ้าวันเริ่มดำเนินคดีมีขึ้นภายหลัง
ค) ค่าธรรมเนียมในการดำเนินคดี รวมทั้งค่าทนายความ ย่อมไม่นำมาพิจารณาในการใช้บังคับ การจำกัดภายใต้ข้อนี้
๔. จำนวนเงินที่ระบุไว้ด้วยถ้อยคำว่าสิทธิพิเศษถอนเงินในข้อนี้และข้อ ๔๒ ให้ถือว่าอ้างถึง สิทธิพิเศษถอนเงินที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศได้นิยามไว้ ในกรณีที่มีการดำเนินคดี การปริวรรต จำนวนเงิน ดังกล่าวให้เป็นเงินตราสกุลต่าง ๆ ต้องกระทำตามมูลค่าของเงินตราสกุลนั้น ในอัตรา สิทธิพิเศษถอนเงิน ณ วันพิพากษาคดี มูลค่าของเงินตราสกุลหนึ่งในอัตราสิทธิพิเศษถอนเงินของอัครภาคี ผู้ทำสัญญาที่เป็นสมาชิกกองทุนการเงินระหว่างประเทศต้องคำนวณตามวิธีการประเมินค่าที่กองทุนการเงิน ระหว่างประเทศใช้และยังมีผลบังคับสำหรับการดำเนินการและการทำธุรกรรมของตนในวันพิพากษาคดี มูลค่าของเงินตราสกุลหนึ่งในอัตราสิทธิพิเศษถอนเงินของอัครภาคีผู้ทำสัญญาที่มิใช่สมาชิกกองทุนการเงิน ระหว่างประเทศต้องคำนวณตามวิธีที่อัครภาคีผู้ทำสัญญานั้นกำหนด
อย่างไรก็ตาม รัฐที่มิใช่สมาชิกกองทุนการเงินระหว่างประเทศและตามกฎหมายของตนไม่อนุญาต ให้ใช้บทบัญญัติแห่งข้อ ๒๒ วรรค ๑ และ ๒ ก) ได้ อาจประกาศในเวลาที่ให้สัตยาบันหรือภาคยานุวัติ หรือในเวลาใด ๆ หลังจากนั้น ว่า การจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งในการดำเนินคดีในอาณาเขต ของตนให้กำหนดไว้ที่จำนวน ๑,๕๐๐,๐๐๐ หน่วยเงินตราต่อคนโดยสารในกรณีของข้อ ๒๒ วรรค ๑ ก) จำนวน ๖๒,๕๐๐ หน่วยเงินตราต่อคนโดยสารในกรณีของข้อ ๒๒ วรรค ๑ ข) จำนวน ๑๕,๐๐๐ หน่วยเงินตราต่อคนโดยสารในกรณีของข้อ ๒๒ วรรค ๑ ค) และจำนวน ๒๕๐ หน่วยเงินตราต่อกิโลกรัม ในกรณีของข้อ ๒๒ วรรค ๒ ก) รัฐที่ใช้บทบัญญัติแห่งวรรคนี้ อาจประกาศด้วยว่า จำนวนเงินที่อ้างถึงในข้อ ๔๒ วรรค ๒ และ ๓ จะเป็นจำนวน ๑๘๗,๕๐๐ หน่วยเงินตรา หน่วยเงินตรานี้เทียบเท่ากับทองคำหนัก หกสิบห้ามิลลิกรัมครึ่ง โดยมีความบริสุทธิ์เก้าร้อยในหนึ่งพันส่วน จำนวนเงินเหล่านี้อาจปริวรรต เป็นเงินตราสกุลที่เกี่ยวข้องเป็นตัวเลขถ้วน ๆ ก็ได้ การปริวรรตจำนวนเหล่านี้ให้เป็นเงินตราสกุลใด ต้องกระทำตามกฎหมายของรัฐที่เกี่ยวข้อง"
ข้อ ๓ ในข้อ ๔๒ แห่งอนุสัญญา ให้ยกเลิกวรรค ๒ และ ๓ และใช้ความต่อไปนี้แทน
"๒. ในการประชุมแต่ละครั้งที่กล่าวไว้ในวรรค ๑ แห่งข้อนี้ การจำกัดความรับผิดในข้อ ๒๒ วรรค ๑ ก) ซึ่งมีผลบังคับ ณ วันที่มีการประชุมเหล่านี้ตามลำดับ จะไม่เพิ่มจำนวนเกิน ๑๒,๕๐๐ หน่วยสิทธิพิเศษ ถอนเงิน๓. ภายใต้บังคับแห่งวรรค ๒ ของข้อนี้ การจำกัดความรับผิดในข้อ ๒๒ วรรค ๑ ก) ซึ่งมีผลบังคับ ณ วันที่มีการประชุมเหล่านี้ตามลำดับ จะเพิ่มขึ้นอีก ๑๒,๕๐๐ หน่วยสิทธิพิเศษถอนเงินในวันเช่นว่านั้น เว้นแต่ก่อนวันที่สามสิบเอ็ด ธันวาคม ของปีที่ห้าและปีที่สิบหลังจากวันที่พิธีสารเริ่มใช้บังคับ ตามที่อ้างถึง ในวรรค ๑ ของข้อนี้ การประชุมดังกล่าววินิจฉัยเป็นอย่างอื่นด้วยคะแนนเสียงข้างมากสองในสามของภาคี ซึ่งมาประชุมและออกเสียง"
หมวด ๒
ขอบข่ายการใช้
อนุสัญญาตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติมข้อ ๔
อนุสัญญาวอร์ซอตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม ณ กรุงเฮก เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๘ และ ณ กรุงกัวเตมาลาซิตี เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๔ และโดยพิธีสารฉบับนี้ให้ใช้แก่การรับขนระหว่างประเทศ ตามที่นิยามไว้ในข้อ ๑ ของอนุสัญญา โดยมีเงื่อนไขว่า ถิ่นต้นทางและถิ่นปลายทางที่อ้างถึงในข้อนั้น ตั้งอยู่ภายในอาณาเขตของภาคีแห่งพิธีสารนี้สองภาคี หรืออยู่ภายใน อาณาเขตของภาคีแห่งพิธีสารนี้ภาคีเดียวโดยมีถิ่นหยุดพักที่ตกลงกันไว้อยู่ในอาณาเขตของอีกรัฐหนึ่ง
หมวด ๓
บทสุดท้ายข้อ ๕
ในระหว่างภาคีแห่งพิธีสารนี้ ให้แปลความและตีความอนุสัญญาวอร์ซอตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม ณ กรุงเฮก เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๘ และ ณ กรุงกัวเตมาลาซิตี เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๔ และพิธีสารนี้เป็นตราสารฉบับเดียวกัน และให้เรียกว่า อนุสัญญาวอร์ซอตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม ณ กรุงเฮก พ.ศ. ๒๔๙๘ และ ณ กรุงกัวเตมาลาซิตี พ.ศ. ๒๕๑๔ และโดยพิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ ๓ แห่งกรุงมอนตริออล พ.ศ. ๒๕๑๘
ข้อ ๖
พิธีสารนี้จะคงเปิดให้รัฐใด ๆ ลงนามได้จนถึงวันที่พิธีสารนี้เริ่มใช้บังคับตามบทบัญญัติของข้อ ๘
ข้อ ๗
๑. พิธีสารนี้ต้องได้รับสัตยาบันจากรัฐผู้ลงนาม
๒. การให้สัตยาบันพิธีสารนี้โดยรัฐใด ๆ ที่มิใช่ภาคีแห่ง อนุสัญญาวอร์ซอ หรือโดยรัฐใด ๆ ที่มิใช่ภาคีแห่งอนุสัญญา วอร์ซอ ตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม ณ กรุงเฮก พ.ศ. ๒๔๙๘ และ ณ กรุงกัวเตมาลาซิตี พ.ศ. ๒๕๑๔ ย่อมมีผลเป็นการภาคยานุวัติ อนุสัญญาวอร์ซอตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม ณ กรุงเฮก พ.ศ. ๒๔๙๘ และ ณ กรุงกัวเตมาลาซิตี พ.ศ. ๒๕๑๔ และโดยพิธีสาร เพิ่มเติมฉบับที่ ๓ แห่งกรุงมอนตริออล พ.ศ. ๒๕๑๘ ด้วย
๓. สัตยาบันสารต้องมอบไว้กับรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนโปแลนด์
ข้อ ๘
๑. ทันใดที่รัฐผู้ลงนามจำนวนสามสิบรัฐได้มอบสัตยาบันสารของพิธีสารนี้แล้ว ให้พิธีสารนี้เริ่มใช้บังคับระหว่าง รัฐเหล่านั้นในวันที่เก้าสิบหลังจากการมอบสัตยาบันสารฉบับที่สามสิบ สำหรับแต่ละรัฐที่ให้สัตยาบันหลังจากนั้นให้ พิธีสารนี้เริ่มใช้บังคับในวันที่เก้าสิบหลังจากการมอบสัตยาบันสารของรัฐนั้น
๒. ทันใดที่พิธีสารนี้เริ่มใช้บังคับ ให้รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนโปแลนด์ลงทะเบียนพิธีสารนี้กับสหประชาชาติ
ข้อ ๙
๑. หลังจากพิธีสารนี้เริ่มใช้บังคับแล้ว จะเปิดให้รัฐที่มิใช่ ผู้ลงนามให้ภาคยานุวัติได้
๒. การภาคยานุวัติพิธีสารนี้โดยรัฐใด ๆ ที่มิใช่ภาคีแห่ง อนุสัญญาวอร์ซอ หรือโดยรัฐใด ๆ ที่มิใช่ภาคีแห่งอนุสัญญา วอร์ซอตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม ณ กรุงเฮก พ.ศ. ๒๔๙๘ หรือโดยรัฐใด ๆ ที่มิใช่ภาคีแห่งอนุสัญญาวอร์ซอตามที่ได้แก้ไข เพิ่มเติม ณ กรุงเฮก พ.ศ. ๒๔๙๘ และ ณ กรุงกัวเตมาลาซิตี พ.ศ. ๒๕๑๔ ย่อมมีผลเป็นการภาคยานุวัติอนุสัญญาวอร์ซอ ตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม ณ กรุงเฮก พ.ศ. ๒๔๙๘ และ ณ กรุงกัวเตมาลาซิตี พ.ศ. ๒๕๑๔ และโดยพิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ ๓ แห่งกรุงมอนตริออล พ.ศ. ๒๕๑๘ ด้วย
๓. การภาคยานุวัติจะกระทำโดยการมอบภาคยานุวัติสารไว้กับรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนโปแลนด์ และจะเริ่มมีผลในวันที่เก้าสิบหลังจากวันที่มอบภาคยานุวัติสารนั้น
ข้อ ๑๐
๑. ภาคีใด ๆ แห่งพิธีสารนี้อาจบอกเลิกพิธีสารได้ โดยการบอกกล่าวไปยังรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนโปแลนด์
๒. การบอกเลิกจะเริ่มมีผลเมื่อครบหกเดือนหลังจากรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนโปแลนด์ได้รับ การบอกกล่าว การบอกเลิกนั้น
๓. ในระหว่างภาคีแห่งพิธีสารนี้ การบอกเลิกโดยภาคีใดแห่งอนุสัญญาวอร์ซอตามข้อ ๓๙ ของอนุสัญญานั้น หรือการบอกเลิกพิธีสารเฮกตามข้อ ๒๔ ของพิธีสารนั้น หรือการบอกเลิกพิธีสารกัวเตมาลาซิตีตามข้อ ๒๒ ของพิธีสารนั้น จะไม่ตีความในทางหนึ่งทางใด,เป็นการบอกเลิกอนุสัญญาวอร์ซอตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม ณ กรุงเฮก พ.ศ. ๒๔๙๘ ณ กรุงกัวเตมาลาซิตี พ.ศ. ๒๕๑๔ และโดยพิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ ๓ แห่งกรุงมอนตริออล พ.ศ. ๒๕๑๘
ข้อ ๑๑
๑. ข้อสงวนดังต่อไปนี้เท่านั้นที่อาจทำต่อพิธีสารนี้ได้
ก) รัฐใด ๆ ซึ่งศาลของตนไม่มีอำนาจภายใต้กฎหมายของตนที่จะชี้ขาดค่าธรรมเนียมในการดำเนินคดี รวมทั้งค่าทนายความ อาจประกาศในเวลาใด ๆ โดยการบอกกล่าวไปยังรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนโปแลนด์ ว่า ข้อ ๒๒ วรรค ๓ ก) จะไม่ใช้แก่ศาลของตน
ข) รัฐใด ๆ อาจประกาศในเวลาใด ๆ โดยการบอกกล่าวไปยังรัฐบาลสาธารณรัฐประชนโปแลนด์ ว่า อนุสัญญาวอร์ซอตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม ณ กรุงเฮก พ.ศ. ๒๔๙๘ ณ กรุงกัวเตมาลาซิตี พ.ศ. ๒๕๑๔ และโดยพิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ ๓ แห่งกรุงมอนตริออล พ.ศ. ๒๕๑๘ จะไม่ใช้แก่การรับขนบุคคล สัมภาระ และของให้แก่หน่วยราชการทหารของตนในอากาศยานที่จดทะเบียนในรัฐนั้น ซึ่งความจุทั้งหมดของอากาศยาน ได้สงวนไว้โดยหรือในนามของหน่วยราชการทหารดังกล่าวแล้ว และ
ค) รัฐใด ๆ อาจประกาศในขณะที่ให้สัตยาบันหรือภาคยานุวัติพิธีสารมอนตริออล ฉบับที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๑๘ หรือในเวลาใดหลังจากนั้น ว่าตนไม่ผูกพันกับบทบัญญัติของอนุสัญญาวอร์ซอตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม ณ กรุงเฮก พ.ศ. ๒๔๙๘ ณ กรุงกัวเตมาลาซิตี พ.ศ. ๒๕๑๔ และโดยพิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ ๓ แห่งกรุงมอนตริออล พ.ศ. ๒๕๑๘ ตราบเท่าที่บทบัญญัติเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับการรับขนของและพัสดุไปรษณียภัณฑ์ คำประกาศเช่นว่านั้นจะเริ่มมีผล เมื่อครบเก้าสิบวันหลังจากวันที่รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนโปแลนด์ได้รับคำประกาศนั้น
๒. รัฐใดที่ทำข้อสงวนตามวรรคก่อน อาจเพิกถอนข้อสงวนเช่นว่านั้นในเวลาใดก็ได้ โดยการบอกกล่าวไปยังรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนโปแลนด์
ข้อ ๑๒
รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนโปแลนด์ต้องแจ้งโดยพลันแก่รัฐภาคีทั้งปวงแห่งอนุสัญญาวอร์ซอหรืออนุสัญญา ตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติมนั้น รัฐทั้งปวงผู้ลงนามหรือภาคยานุวัติพิธีสารฉบับนี้ ตลอดจนองค์การการบินพลเรือน ระหว่างประเทศ ให้ทราบถึงวันที่ลงนาม วันที่มอบสัตยาบันสารหรือภาคยานุวัติสารแต่ละฉบับ วันที่พิธีสารนี้เริ่มใช้บังคับ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ
ข้อ ๑๓
ในระหว่างภาคีแห่งพิธีสารนี้ซึ่งเป็นภาคีแห่งอนุสัญญาเพิ่มเติมอนุสัญญาวอร์ซอเพื่อการทำให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งกฎเกณฑ์บางประการเกี่ยวกับการรับขนทางอากาศซึ่งปฏิบัติการโดยบุคคลอื่นนอกจากผู้ขนส่งตามสัญญา ลงนาม ณ กรุงกวาดาลาฮารา เมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๔ ด้วย (ต่อไปนี้จะเรียกว่า "อนุสัญญากวาดาลาฮารา") การอ้างถึง "อนุสัญญาวอร์ซอ" ใน อนุสัญญากวาดาลาฮารา ให้รวมถึงการอ้างถึง อนุสัญญาวอร์ซอตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม ณ กรุงเฮก พ.ศ. ๒๔๙๘ ณ กรุงกัวเตมาลาซิตี พ.ศ. ๒๕๑๔ และโดยพิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ ๓ แห่งกรุงมอนตริออล พ.ศ. ๒๕๑๘ ในกรณีที่การรับขนภายใต้ความตกลงที่อ้างในข้อ ๑ วรรค ข) ของ อนุสัญญากวาดาลาฮารา อยู่ในบังคับของพิธีสารนี้
ข้อ ๑๔
พิธีสารนี้จะคงเปิดให้ลงนามที่สำนักงานใหญ่ขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศจนถึงวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๙ และหลังจากนั้นจนกระทั่งพิธีสารนี้เริ่มใช้บังคับตามข้อ ๘ ให้ลงนามที่กระทรวงการต่างประเทศแห่งสาธารณรัฐ โปแลนด์ องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศต้องแจ้งโดยพลันแก่รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนโปแลนด์ ให้ทราบถึงการลงนามใด ๆ และวันที่ลงนาม ในระหว่างที่พิธีสารนี้ เปิดให้ลงนามที่สำนักงานใหญ่ขององค์การ การบินพลเรือนระหว่างประเทศ
เพื่อเป็นพยานแก่การนี้ ผู้มีอำนาจเต็มที่มีนามข้างท้ายนี้ซึ่งได้รับมอบอำนาจโดยถูกต้อง ได้ลงนามพิธีสารนี้
ทำ ณ กรุงมอนตริออล เมื่อวันที่ยี่สิบห้า กันยายน พุทธศักราชสองพันห้าร้อยสิบแปด เป็นตัวบทหลักฐานสี่ฉบับ เป็นภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย และสเปน ในกรณีที่มีการขัดแย้งกัน ตัวบทภาษาฝรั่งเศสซึ่งเป็นภาษาที่ใช้ใน อนุสัญญาวอร์ซอ ลงวันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๒ ย่อมมีผลบังคับเหนือกว่า
๑ คำแปลสำนวนผู้รวบรวม พิธีสารฉบับนี้ยังไม่มีผลใช้บังคับ ทั้งนี้ต้องการรัฐผู้ลงนาม ๓๐ รัฐให้สัตยาบัน และจนถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๔ มีรัฐให้สัตยาบันแล้วทั้งหมด ๒๓ รัฐ ประเทศไทยมิได้เป็นรัฐผู้ลงนามพิธีสารฉบับนี้ Back
| Home | สารบาญ | Chapter 4 | English Version |