Home สารบาญ Chapter 1 English Version อนุสัญญา
เกี่ยวกับการควบคุมการเดินอากาศ
ลงนาม ณ กรุงปารีส
เมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๖๒๑สหรัฐอเมริกา, เบลเยียม, โบลิเวีย, บราซิล, จักรวรรดิ์บริเตน, จีน, คิวบา, เอกวาดอร์, ฝรั่งเศส, กรีซ, กัวเตมาลา, เฮติ, THE HEDJAZ, ฮอนดูรัส, อิตาลี, ญี่ปุ่น, ไลบีเรีย, นิการากัว, ปานามา, เปรู, โปแลนด์, โปรตุเกส, โรมาเนีย, รัฐเซิร์บ-โครแอท-สโลเวน, สยาม, เชคโกสโลวาเกีย, และอุรุกวัย
ยอมรับนับถือความก้าวหน้าของการเดินอากาศ และยอมรับนับถือว่า การสถาปนา ข้อบังคับซึ่งใช้บังคับอย่างสากล จะเป็นผลประโยชน์ของรัฐทั้งปวง
เห็นคุณค่าความจำเป็นของการมีความตกลงแต่เนิ่น ๆ เกี่ยวกับหลักการและกฎเกณฑ์ บางประการซึ่งคาดว่าจะป้องกันการโต้แย้งกัน
ปรารถนาที่จะส่งเสริมให้นานาชาติติดต่อกันโดยสันติ ด้วยวิธีการคมนาคมทางอากาศ
ได้ตัดสินใจเพื่อการนี้ที่จะทำความตกลง และได้แต่งตั้งบุคคลดังต่อไปนี้เป็นผู้มีอำนาจเต็ม โดยสงวนสิทธิในการเปลี่ยนให้บุคคลอื่นลงนามอนุสัญญาฉบับเดียวกันนี้แทน
. . .
ผู้ซึ่งได้ตกลงกันดังต่อไปนี้
หมวด ๑
หลักการทั่วไปข้อ ๑
บรรดาอัครภาคีผู้ทำสัญญายอมรับนับถือว่าทุกรัฐมีอธิปไตยโดยเฉพาะและสมบูรณ์เหนือ ห้วงอากาศบนอาณาเขตของตน เพื่อความมุ่งประสงค์แห่งอนุสัญญานี้ อาณาเขตของรัฐหนึ่ง ให้หมายความรวมถึงอาณาเขตแห่งชาติ ทั้งของประเทศผู้ปกครองและของอาณานิคม และน่านน้ำอาณาเขตที่ติดต่อกับอาณาเขตนั้น
ข้อ ๒
รัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐรับรองว่าในยามสงบจะให้เสรีภาพการผ่านแดนโดยสุจริตเหนืออาณาเขต ของตนแก่อากาศยานของรัฐผู้ทำสัญญาอื่น ถ้าได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดในอนุสัญญานี้
ข้อบังคับที่รัฐผู้ทำสัญญากำหนดขึ้นเกี่ยวกับการบินสู่อาณาเขตของตนโดยอากาศยาน ของรัฐผู้ทำสัญญาอื่น ต้องใช้บังคับโดยไม่มีการแบ่งแยกสัญชาติ
ข้อ ๓
รัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐมีสิทธิห้ามมิให้อากาศยานของรัฐผู้ทำสัญญาอื่นบินเหนือเขต บางแห่งในอาณาเขตของตน ด้วยเหตุผลทางการทหารหรือเพื่อประโยชน์แห่งความปลอดภัยสาธารณะ ภายใต้บทลงโทษที่กำหนดไว้ในกฎหมายของตน แต่ทั้งนี้จะต้องไม่จำแนกปฏิบัติผิดแผกกัน ระหว่างอากาศยานเอกชนของตนและของรัฐผู้ทำสัญญาอื่น ในกรณีนั้นให้ประกาศและแจ้งขอบเขต และการกำหนดบริเวณเขตหวงห้ามไปยังรัฐผู้ทำสัญญาอื่นทราบล่วงหน้า
ข้อ ๔
อากาศยานทุกลำต้องแสดงสัญญาณทุกขภัย ตามที่กำหนดไว้ในวรรค ๑๗ แห่ง ภาคผนวก ง. ในทันทีที่รู้ว่าตนอยู่เหนือเขตหวงห้าม และต้องแวะลงนอกเขตหวงห้ามนั้นในทันทีที่ทำได้ ณ สนามบินซึ่งอยู่ใกล้ที่สุดแห่งหนึ่งของรัฐผู้ถูกบินผ่านโดยมิชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว
หมวด ๒
สัญชาติของอากาศยานข้อ ๕
รัฐผู้ทำสัญญาจะอนุญาตให้อากาศยานซึ่งไม่มีสัญชาติของรัฐผู้ทำสัญญาหนึ่งบินเหนือ อาณาเขตของตนมิได้ เว้นแต่โดยการอนุญาตพิเศษและเป็นการชั่วคราว
ข้อ ๖
อากาศยานย่อมมีสัญชาติเป็นของรัฐซึ่งตนได้จดทะเบียนไว้ ตามบทบัญญัติของตอน ๑ (ค) แห่งภาคผนวก ก.
ข้อ ๗
ห้ามมิให้อากาศยานจดทะเบียนในรัฐผู้ทำสัญญา เว้นแต่อากาศยานนั้นเป็นของคนชาติของ รัฐเช่นว่านั้นทั้งหมด
ห้ามมิให้บริษัทจำกัด จดทะเบียนเป็นเจ้าของอากาศยาน เว้นแต่บริษัทจำกัดนั้นจะมีสัญชาติ ของรัฐที่อากาศยานนั้นจดทะเบียน ประธานบริษัทและผู้อำนวยการจำนวนอย่างน้อยสองในสาม มีสัญชาติเช่นว่านั้น และบริษัทได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขอื่นทั้งหมดที่กำหนด โดยกฎหมายของรัฐดังกล่าว
ข้อ ๘
อากาศยานลำหนึ่งจะจดทะเบียนโดยถูกต้องสมบูรณ์ในรัฐมากกว่าหนึ่งรัฐไม่ได้
ข้อ ๙
ในทุก ๆ เดือน รัฐผู้ทำสัญญาพึงแลกเปลี่ยนระหว่างกันเองซึ่งสำเนาการจดทะเบียน และการถอนทะเบียนที่ได้บันทึกไว้ในทะเบียนทางการของตนเมื่อเดือนก่อน และพึงส่งสำเนาดังกล่าว ไปยังคณะกรรมาธิการระหว่างประเทศเพื่อการเดินอากาศที่อ้างไว้ในข้อ ๓๔
ข้อ ๑๐
อากาศยานทั้งปวงที่ทำการเดินอากาศระหว่างประเทศ จะต้องมีเครื่องหมายสัญชาติและ การจดทะเบียน ตลอดจนชื่อและถิ่นที่อยู่ของเจ้าของ ตามภาคผนวก ก.
หมวด ๓
ใบสำคัญสมควรเดินอากาศและใบสำคัญความสามารถข้อ ๑๑
อากาศยานทุกลำที่ทำการเดินอากาศระหว่างประเทศจะต้องมีใบสำคัญสมควรเดินอากาศ ซึ่งรัฐเจ้าของสัญชาติอากาศยานออกให้หรือกระทำให้สมบูรณ์แล้วตามเงื่อนไขที่กำหนด ไว้ในภาคผนวก ข.
ข้อ ๑๒
เจ้าหน้าที่บังคับการ นักบิน นายช่าง และผู้อื่นที่ประจำดำเนินการในอากาศยานทุกลำ ต้องมีใบสำคัญความสามารถและใบอนุญาตซึ่งรัฐเจ้าของสัญชาติอากาศยานออกให้หรือกระทำ ให้สมบูรณ์แล้ว ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในภาคผนวก จ.
ข้อ ๑๓
ใบสำคัญสมควรเดินอากาศ ใบสำคัญความสามารถและใบอนุญาตซึ่งรัฐเจ้าของสัญชาติ อากาศยาน ออกให้หรือกระทำให้สมบูรณ์แล้ว ตามข้อบังคับที่กำหนดโดยภาคผนวก ข. และภาคผนวก จ. และถัดจากนั้นโดยคณะกรรมาธิการระหว่างประเทศเพื่อการเดินอากาศ รัฐอื่น ๆ ต้องยอมรับนับถือ ว่าสมบูรณ์
รัฐแต่ละรัฐมีสิทธิที่จะปฏิเสธไม่ยอมรับนับถือใบสำคัญความสามารถและใบอนุญาต ซึ่งรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งออกให้แก่คนชาติของตนเพื่อความมุ่งประสงค์ของการบินภายในและ เหนืออาณาเขตของตน
ข้อ ๑๔
ห้ามมิให้มีเครื่องวิทยุโดยปราศจากใบอนุญาตพิเศษซึ่งออกให้โดยรัฐเจ้าของสัญชาติอากาศยาน ห้ามมิให้ใช้เครื่องเช่นว่านั้น เว้นแต่โดยผู้ประจำทำการในอากาศยานซึ่งมีใบอนุญาตพิเศษเพื่อการนี้
อากาศยานทุกลำที่ใช้ในการขนส่งสาธารณะและมีความจุสิบคนหรือมากกว่านั้นต้องติดตั้ง เครื่องรับส่งวิทยุ
เมื่อคณะกรรมาธิการระหว่างประเทศเพื่อการเดินอากาศได้กำหนดวิธีการใช้เครื่องเช่นว่านั้นแล้ว คณะกรรมาธิการอาจกำหนดในภายหลังให้อากาศยานประเภทอื่นทั้งปวงต้องมีเครื่องวิทยุ ตามเงื่อนไขและวิธีการที่คณะกรรมาธิการอาจกำหนดขึ้น
หมวด ๔
การเข้าไปเดินอากาศเหนืออาณาเขตต่างประเทศข้อ ๑๕
อากาศยานทุกลำของรัฐผู้ทำสัญญามีสิทธิบินข้ามห้วงอากาศของอีกรัฐหนึ่งโดยไม่แวะลง ในกรณีนี้อากาศยานต้องบินตามเส้นทางที่กำหนดไว้โดยรัฐผู้ถูกบินข้าม อย่างไรก็ดี ด้วยเหตุผลทาง ด้านความมั่นคงทั่วไป อากาศยานนั้นจะต้องแวะลงถ้าได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติเช่นนั้นตามวิธีการส่ง สัญญาณที่กำหนดไว้ในภาคผนวก ง.
อากาศยานทุกลำที่บินผ่านจากรัฐหนึ่งไปยังอีกรัฐหนึ่ง ต้องแวะลง ณ สนามบินแห่งหนึ่ง ซึ่งรัฐฝ่ายหลังได้กำหนดไว้ ถ้าข้อบังคับของรัฐฝ่ายหลังกำหนดบังคับอากาศยานไว้ รัฐผู้ทำสัญญา ต้องแจ้งให้คณะกรรมาธิการระหว่างประเทศเพื่อการเดินอากาศทราบถึงสนามบินเหล่านี้ และคณะกรรมาธิการจะได้แจ้งไปยังรัฐผู้ทำสัญญาทั้งปวงต่อไป
การจัดตั้งเส้นทางบินระหว่างประเทศ ให้อยู่ภายใต้ความยินยอมของรัฐผู้ถูกบินผ่าน
ข้อ ๑๖
รัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐย่อมมีสิทธิตั้งข้อสงวนและข้อกำกัดอันเป็นคุณแก่อากาศยานแห่งชาติตน ในส่วนที่เกี่ยวกับการรับขนคนและของ เพื่อค่าเช่าระหว่างจุดสองจุดในอาณาเขตของตน
ให้ประกาศข้อสงวนและข้อกำกัดเช่นว่านั้นโดยทันที และให้ติดต่อแจ้งไปยังคณะกรรมาธิการ ระหว่างประเทศเพื่อการเดินอากาศซึ่งต้องบอกกล่าวข้อสงวนและข้อกำกัดนั้นไปยังรัฐผู้ทำสัญญาอื่น ๆ ต่อไป
ข้อ ๑๗
อากาศยานของรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งซึ่งตั้งข้อสงวนและข้อกำกัดตามข้อ ๑๖ อาจต้องปฏิบัติตาม ข้อสงวนและข้อกำกัดอย่างเดียวกันในรัฐผู้ทำสัญญาอื่นใด แม้ว่ารัฐฝ่ายหลังนี้จะมิได้กำหนดข้อสงวน และข้อกำกัดดังกล่าวบังคับแก่อากาศยานต่างชาติอื่นไว้ก็ตาม
ข้อ ๑๘
อากาศยานทุกลำที่บินผ่านอาณาเขตของรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่ง รวมทั้งที่แวะลงและหยุดพัก อันจำเป็นตามสมควรแก่ความมุ่งประสงค์ของการผ่านเช่นว่านั้น ย่อมได้รับการยกเว้นจากการยึด ด้วยเหตุแห่งการละเมิดสิทธิบัตร การออกแบบ หรือต้นแบบแต่ต้องอยู่ภายใต้การวางหลักประกัน ตามจำนวนที่เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจแห่งถิ่นที่มีการยึดพึงกำหนดโดยไม่ชักช้า สำหรับการไม่ปฏิบัติ ตามการตกลงกันอย่างฉันท์มิตร
หมวด ๕
กฎเกณฑ์ที่ต้องปฏิบัติตามในการออกเดินทาง
ในขณะเดินทาง และในการแวะลงข้อ ๑๙
อากาศยานทุกลำ ซึ่งทำการเดินอากาศระหว่างประเทศ ต้องมี
(ก) ใบสำคัญการจดทะเบียนตามภาคผนวก ก.
(ข) ใบสำคัญสมควรเดินอากาศ ตามภาคผนวก ข.
(ค) ใบสำคัญ และใบอนุญาตของเจ้าหน้าที่บังคับการ นักบิน และผู้ประจำการ ตามภาคผนวก จ.
(ง) บัญชีแสดงรายนามคนโดยสาร ถ้าอากาศยานนั้นรับขนคนโดยสาร
(จ) ใบตราส่งและบัญชีแสดงรายการ ถ้าอากาศยานนั้นรับขนสินค้า
(ฉ) สมุดปูมเดินทาง ตามภาคผนวก ค.
(ช) ใบอนุญาตพิเศษที่กำหนดตามข้อ ๑๔ ถ้ามีเครื่องวิทยุในอากาศยานนั้น
ข้อ ๒๐
ให้เก็บสมุดปูมเดินทางไว้สองปี นับแต่การเข้ามาครั้งสุดท้าย
ข้อ ๒๑
ในทุกกรณีขณะที่อากาศยานแวะลงหรือออกเดินทาง เจ้าหน้าที่ของประเทศนั้นย่อมมีสิทธิ ตรวจอากาศยาน และพิสูจน์ความถูกต้องของเอกสารทั้งหมดที่อากาศยานต้องมี
ข้อ ๒๒
อากาศยานของรัฐผู้ทำสัญญาย่อมมีสิทธิได้รับการช่วยเหลือด้วยมาตรการเช่นเดียวกับ อากาศยานแห่งชาตินั้น สำหรับการแวะลงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีประสบทุกขภัย
ข้อ ๒๓
สำหรับการช่วยเหลือกู้ภัยอากาศยานที่อับปางในทะเล หลักการแห่งกฎหมายพาณิชย์นาวี จะใช้บังคับเมื่อไม่มีความตกลงใด ๆ กำหนดเป็นอย่างอื่น
ข้อ ๒๔
สนามบินทุกแห่งในรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งซึ่งเปิดให้อากาศยานแห่งชาติของตนใช้ อย่างสาธารณะเมื่อมีการชำระค่าภาระการใช้นั้น ต้องเปิดให้อากาศยานของรัฐผู้ทำสัญญา อื่นทั้งปวงใช้เช่นเดียวกัน สนามบินเช่นว่านี้ทุกแห่งต้องมีค่าธรรมเนียมหรือค่าภาระการแวะลง และการจอดเป็นอย่างเดียวกันบังคับแก่อากาศยานแห่งชาติและต่างชาติ
ข้อ ๒๕
รัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐรับรองที่จะเลือกใช้มาตรการที่จะประกันว่า อากาศยานทุกลำ ซึ่งบินเหนือขอบเขตแห่งอาณาเขตของตนและอากาศยานซึ่งติดเครื่องหมายสัญชาติของตนไม่ว่า จะอยู่ที่ใดก็ตาม ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับที่ระบุไว้ในภาคผนวก ง.
รัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐรับรองที่จะประกันว่ามีการดำเนินคดี และการลงโทษบุคคลทั้งปวง ที่ฝ่าฝืนข้อบังคับนี้
หมวด ๖
การขนส่งที่ต้องห้ามข้อ ๒๖
การรับขนวัตถุระเบิด อาวุธ และยุทธภัณฑ์ เป็นสิ่งต้องห้ามในการเดินอากาศระหว่างประเทศ ห้ามมิให้อนุญาตให้อากาศยานต่างชาติรับขนสิ่งของเช่นว่านั้นระหว่างสองจุดใด ๆ ในรัฐผู้ทำสัญญาเดียวกัน
ข้อ ๒๗
รัฐผู้ทำสัญญาแต่ละรัฐอาจห้ามหรือวางข้อบังคับการรับขนหรือการใช้เครื่องถ่ายรูป ในการเดินอากาศข้อบังคับใด ๆ เช่นว่านี้ ต้องแจ้งโดยทันทีไปยังคณะกรรมาธิการระหว่างประเทศ เพื่อการเดินอากาศ ซึ่งจะได้ติดต่อแจ้งข้อมูลนี้ไปยังรัฐผู้ทำสัญญาอื่น ๆ ต่อไป
ข้อ ๒๘
ตามมาตรการเพื่อความปลอดภัยสาธารณะ การรับขนวัตถุอื่นใดนอกจากที่กล่าวไว้ในข้อ ๒๖ และ ๒๗ อาจตกอยู่ภายใต้ข้อกำกัดของรัฐผู้ทำสัญญาใด ๆ ข้อบังคับใด ๆ เช่นว่านี้ ต้องแจ้งโดยทันที ไปยังคณะกรรมาธิการระหว่างประเทศเพื่อการเดินอากาศ ซึ่งจะได้ติดต่อแจ้งข้อมูลนี้ไปยัง รัฐผู้ทำสัญญาอื่น ๆ ต่อไป
ข้อ ๒๙
ข้อกำกัดทั้งปวงที่กล่าวไว้ในข้อ ๒๘ ให้ใช้บังคับอย่างเท่าเทียมกันแก่อากาศยานแห่งชาติ และต่างชาติ
หมวด ๗
อากาศยานราชการข้อ ๓๐
อากาศยานต่อไปนี้ให้ถือเป็นอากาศยานราชการ
(ก) อากาศยานทหาร
(ข) อากาศยานที่ใช้โดยเฉพาะในบริการราชการ เช่น ไปรษณีย์ ศุลกากร ตำรวจ
อากาศยานอื่นทั้งปวงให้ถือเป็นอากาศยานเอกชน
อากาศยานราชการทั้งปวง นอกจากอากาศยานทหาร ศุลกากร และตำรวจแล้วย่อมได้รับ การประติบัติอย่างอากาศยานเอกชน และกรณีเช่นนี้ให้อยู่ภายใต้บทบัญญัติทั้งปวงแห่งอนุสัญญานี้
ข้อ ๓๑
อากาศยานทุกลำซึ่งบังคับโดยบุคคลในสังกัดทหารที่ได้รับมอบหมายเพื่อการนี้ ให้ถือเป็นอากาศยานทหาร
ข้อ ๓๒
ห้ามมิให้อากาศยานทหารของรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่ง บินผ่านหรือแวะลงในอาณาเขต ของรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง โดยมิได้รับอนุญาตเป็นพิเศษ ในกรณีที่มีการอนุญาตเช่นว่านี้โดย มิได้กำหนดเงื่อนไขพิเศษไว้ อากาศยานทหารดังกล่าวในหลักการแล้วย่อมมีเอกสิทธิ์เช่นเดียวกับ ที่เรือรบต่างชาติได้รับตามจารีตประเพณี
อากาศยานทหารซึ่งถูกบังคับให้แวะลงหรือได้รับการร้องขอหรือคำสั่งให้แวะลงด้วยเหตุผลดังนี้ ย่อมไม่มีเอกสิทธิ์ที่อ้างไว้ในวรรคข้างต้น
ข้อ ๓๓
การตกลงพิเศษระหว่างรัฐที่เกี่ยวข้องจะกำหนดว่ากรณีใดที่อากาศยานตำรวจและศุลกากร จะได้รับอนุญาตให้บินข้ามชายแดนได้ ไม่มีกรณีใดที่อากาศยานดังกล่าวจะได้รับเอกสิทธิ์ที่อ้างไว้ในข้อ ๓๒
หมวด ๘
คณะกรรมาธิการระหว่างประเทศ
เพื่อการเดินอากาศข้อ ๓๔
ให้จัดตั้งคณะกรรมาธิการถาวรขึ้นคณะหนึ่ง ชื่อว่า คณะกรรมาธิการระหว่างประเทศ เพื่อการเดินอากาศ โดยอยู่ภายใต้การอำนวยการขององค์การสันนิบาตชาติ และให้คณะกรรมาธิการนี้ ประกอบด้วย ผู้แทนสองคนจากแต่ละรัฐดังต่อไปนี้ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส อิตาลี และญี่ปุ่น
ผู้แทนหนึ่งคนจากบริเตนใหญ่ และหนึ่งคนจากประเทศในเครือบริเตน และหนึ่งคนจากอินเดีย
ผู้แทนหนึ่งคนจากแต่ละรัฐผู้ทำสัญญาอื่น ๆ
รัฐทั้งห้าที่กล่าวถึงข้างต้นนี้ แต่ละรัฐ (เพื่อความมุ่งประสงค์นี้ จะนับบริเตนใหญ่ ประเทศในเครือบริเตน และอินเดียเป็นหนึ่งรัฐ) ย่อมมีคะแนนเสียงเต็มอย่างน้อยที่สุด (เมื่อคูณด้วยห้าแล้วจะมีคะแนนเสียงเกินกว่าคะแนนเสียงทั้งหมดอยู่อย่างน้อยหนึ่งคะแนน) จะเท่ากับผลรวมของคะแนนเสียงของรัฐผู้ทำสัญญาอื่นทั้งปวง
รัฐอื่นทั้งปวงนอกจากรัฐทั้งห้า ที่กล่าวถึงข้างต้น แต่ละรัฐย่อมมีหนึ่งคะแนนเสียง
คณะกรรมาธิการเพื่อการเดินอากาศต้องกำหนดกฎวิธีดำเนินงานและสำนักถาวรของตน แต่คณะกรรมาธิการมีเสรีที่จะประชุมในสถานที่เช่นว่านั้นเมื่อตนเห็นว่าสะดวก การประชุม คณะกรรมาธิการครั้งแรก ให้จัด ณ กรุงปารีส รัฐบาลฝรั่งเศสต้องจัดการประชุมนี้ในทันที ที่ส่วนมากของรัฐผู้ลงนามได้แจ้งสัตยาบันอนุสัญญานี้แก่รัฐบาลฝรั่งเศสแล้ว
หน้าที่ของคณะกรรมาธิการมีดังนี้
(ก) รับข้อเสนอจากหรือยื่นข้อเสนอแก่รัฐผู้ทำสัญญาใด ๆ เพื่อการปรับปรุงหรือการแก้ไข เพิ่มเติม บทบัญญัติแห่งอนุสัญญานี้ และแจ้งการเปลี่ยนแปลงที่ได้รับแล้ว
(ข) ปฏิบัติหน้าที่ที่กำหนดไว้ในข้อนี้ และในข้อ ๙, ๑๓, ๑๔, ๑๕, ๑๗, ๒๗, ๒๘, ๓๖, และ ๓๗ ของ อนุสัญญานี้
(ค) แก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งภาคผนวก ก.- ช.
(ง) รวบรวมข้อมูลทุกประเภทเกี่ยวกับการเดินอากาศระหว่างประเทศและติดต่อแจ้งข้อมูลนั้น ไปยังรัฐผู้ทำสัญญา
(จ) รวบรวมข้อมูลทั้งปวงเกี่ยวกับวิทยุโทรเลข อุตุนิยมวิทยา และวิทยาศาสตร์การแพทย์ ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อการเดินอากาศ และติดต่อแจ้งข้อมูลนั้นไปยังรัฐผู้ทำสัญญา
(ฉ) ประกันว่ามีการตีพิมพ์แผนที่สำหรับการเดินอากาศตามบทบัญญัติแห่งภาคผนวก ฉ.
(ช) ให้ข้อคิดเห็นในปัญหาซึ่งรัฐสอบถาม
คณะกรรมาธิการระหว่างประเทศเพื่อการเดินอากาศอาจปรับปรุงบทบัญญัติแห่งภาคผนวกใด ๆ เมื่อการปรับปรุงเช่นว่านี้ได้รับการเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงจำนวนสามในสี่ของคะแนนเสียงทั้งหมด ซึ่งสามารถลงคะแนนได้ หากรัฐทั้งปวงได้มาประชุม การปรับปรุงนี้จะมีผลใช้บังคับนับแต่เวลาที่ คณะกรรมาธิการกระหว่างประเทศเพื่อการเดินอากาศได้แจ้งไปยังรัฐผู้ทำสัญญาทั้งปวง
คณะกรรมาธิการระหว่างประเทศเพื่อการเดินอากาศต้องตรวจสอบข้อเสนอปรับปรุง ข้อบทแห่งอนุสัญญานี้ ไม่ว่าข้อเสนอนั้นจะมาจากรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งหรือคณะกรรมาธิการเอง ห้ามมิให้รัฐผู้ทำสัญญาเสนอข้อปรับปรุงเช่นว่านั้นเพื่อการรับเว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง จำนวนสองในสามของคะแนนเสียงที่สามารถลงคะแนนได้ทั้งหมด
การปรับปรุงเช่นนี้ทั้งปวงของข้อบทแห่งอนุสัญญานี้ (แต่มิใช่บทบัญญัติแห่งภาคผนวก) ต้องมีการรับอย่างเป็นทางการโดยรัฐผู้ทำสัญญาก่อนที่การปรับปรุงนั้นจะมีผลใช้บังคับ
ค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งและการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการระหว่างประเทศเพื่อการเดินอากาศ จะตกแก่รัฐผู้ทำสัญญาตามสัดส่วนจำนวนคะแนนเสียงตามความสะดวกของรัฐเหล่านั้น
ค่าใช้จ่ายอันเกิดจากการจัดส่งตัวแทนทางเทคนิคจะตกแก่รัฐผู้ส่งตัวแทนนั้น
หมวด ๙
บทบัญญัติสุดท้ายข้อ ๓๕
อัครภาคีผู้ทำสัญญารับรองว่าในเรื่องที่ตนเกี่ยวข้องนั้นจะให้ความร่วมมือเท่าที่จะเป็นไปได้ ในมาตรการระหว่างประเทศ เกี่ยวกับ
(ก) การรวบรวมและการเผยแพร่ข้อมูลอุตุนิยมวิทยาทางสถิติ เป็นปัจจุบัน และเป็นพิเศษ ตามบทบัญญติแห่งภาคผนวก ช.
(ข) การตีพิมพ์แผนที่ทางอากาศฉบับมาตรฐานและการจัดตั้งระบบที่เป็นรูปแบบเดียวกัน เกี่ยวกับเครื่องหมายภาคพื้นสำหรับการบินตามภาคผนวก ฉ.
(ค) การใช้วิทยุโทรเลขในการเดินอากาศ การจัดตั้งสถานีวิทยุที่จำเป็น และการปฏิบัติตาม ข้อบังคับวิทยุระหว่างประเทศ
ข้อ ๓๖
บทบัญญัติทั่วไปทางศุลกากรซึ่งเกี่ยวกับการเดินอากาศระหว่างประเทศจะเป็นเรื่องความตกลง พิเศษที่อยู่ในภาคผนวก ซ. ท้ายอนุสัญญานี้
ไม่มีความใดในอนุสัญญานี้จะตีความเป็นการกีดกันมิให้รัฐผู้ทำสัญญาตกลงทำพิธีสาร พิเศษระหว่างรัฐ เกี่ยวกับศุลกากร ตำรวจ ไปรษณีย์ และเรื่องอื่น ๆ ที่มีผลประโยชน์รวมกัน ทางด้านการเดินอากาศ โดยสอดคล้องกับหลักการของอนุสัญญานี้ พิธีสารใด ๆ เช่นว่านั้น ต้องบอกกล่าวโดยทันทีไปยังคณะกรรมาธิการระหว่างประเทศเพื่อการเดินอากาศ ซึ่งจะติดต่อแจ้งข้อมูลนี้ไปยังรัฐผู้ทำสัญญาอื่น ๆ ต่อไป
ข้อ ๓๗
ในกรณีที่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นระหว่างรัฐสองรัฐหรือมากกว่าเกี่ยวกับการตีความอนุสัญญานี้ ให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศถาวรซึ่งองค์การสันนิบาตชาติจะได้ก่อตั้งขึ้นมา เป็นผู้วินิจฉัย และจนกว่าจะมีการก่อตั้งดังกล่าวแล้ว ให้อนุญาโตตุลาการเป็นผู้วินิจฉัย
ถ้าภาคีแห่งข้อพิพาทนั้นตกลงกันไม่ได้ในการเลือกอนุญาโตตุลาการ ภาคีนั้นต้องดำเนินการดังนี้
ให้ภาคีแต่ละฝ่ายแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการขึ้นคนหนึ่ง และให้อนุญาโตตุลาการเหล่านั้นประชุม ตั้งผู้ชี้ขาดขึ้นคนหนึ่ง ถ้าอนุญาโตตุลาการเหล่านั้นไม่สามารถตกลงกันได้
ให้ภาคีแต่ละฝ่ายแต่งตั้งรัฐที่สามขึ้นรัฐหนึ่ง และรัฐที่สามที่ได้รับการแต่งตั้ง ต้องดำเนินการกำหนดตัวผู้ชี้ขาด โดยการจับฉลากจากชื่อที่ภาคีเห็นพ้องกันเสนอขึ้นมา หรือแต่ละฝ่ายเสนอชื่อหนึ่งขึ้นมา
ข้อโต้แย้งเกี่ยวกับข้อบังคับทางเทคนิคซึ่งผนวกต่อท้ายอนุสัญญานี้ ให้คณะกรรมาธิการ ระหว่างประเทศเพื่อการเดินอากาศเป็นผู้วินิจฉัยโดยคะแนนเสียงข้างมาก
ในกรณีที่มีความแตกต่างกันในปัญหาไม่ว่าจะเกี่ยวกับการตีความอนุสัญญานี้หรือ การตีความข้อบังคับข้อหนึ่ง ให้อนุญาโตตุลาการที่กำหนดไว้ในวรรคแรกของข้อนี้ ทำคำวินิจฉัยเป็นที่สุด
ข้อ ๓๘
ในกรณีที่มีสงคราม บทบัญญัติแห่งอนุสัญญานี้ไม่กระทบถึงเสรีภาพในการปฏิบัติของ รัฐผู้ทำสัญญา ไม่ว่าจะเป็นคู่สงครามหรือเป็นกลาง
ข้อ ๓๙
บทบัญญัติแห่งอนุสัญญานี้จะครบถ้วนสมบูรณ์ เมื่อรวมภาคผนวก ก. ถึง ซ. ซึ่งภายใต้ ข้อ ๓๔ (ค) จะมีผลเช่นเดียวกับอนุสัญญานี้ และจะใช้บังคับในเวลาเดียวกับตัวอนุสัญญาเอง
ข้อ ๔๐
ให้ถือว่าประเทศในเครือบริเตนและอินเดียเป็นรัฐ เพื่อความมุ่งประสงค์ของอนุสัญญานี้
เพื่อความมุ่งประสงค์แห่งอนุสัญญานี้ ให้ถือว่าอาณาเขตและคนชาติของรัฐในอารักขาหรือ ของอาณาเขตที่ปกครองในนามขององค์การสันติบาตชาติ เป็นหนึ่งเดียวกับอาณาเขต และคนชาติของรัฐผู้ให้อารักขาและรัฐผู้รับมอบอาณัติ
ข้อ ๔๑
รัฐซึ่งมิได้เข้าร่วมในสงครามในปี พ.ศ. ๒๔๕๗-๒๔๖๒ ย่อมได้รับอนุญาตให้ ภาคยานุวัติอนุสัญญานี้
ให้แจ้งการภาคยานุวัตินี้ผ่านพิธีทางการทูตไปยังรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งจะแจ้งต่อไปยังรัฐผู้ลงนามและรัฐผู้ภาคยานุวัติทั้งปวง
ข้อ ๔๒
รัฐซึ่งเข้าร่วมสงครามในปี พ.ศ. ๒๔๕๗ ถึง พ.ศ. ๒๔๖๒ แต่มิได้เป็นผู้ลงนามอนุสัญญานี้ อาจภาคยานุวัติได้หากรัฐนั้นเป็นสมาชิกขององค์การสันนิบาตชาติ หรือนับจนถึงวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๖ การภาคยานุวัติของรัฐนั้นได้รับการเห็นชอบจากรัฐฝ่ายพันธมิตรและฝ่ายสมาพันธ์ผู้ลงนาม ในสนธิสัญญาสันติภาพซึ่งได้ตกลงกันกับรัฐดังกล่าว การภาคยานุวัติหลังจากวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๖ อาจได้รับการยอมรับ ถ้าตกลงกันได้ด้วยคะแนนเสียงจำนวนสามในสี่ของรัฐผู้ลงนาม และรัฐผู้ให้ภาคยานุวัติ ซึ่งได้ลงคะแนนเสียงตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในข้อ ๓๔ ของอนุสัญญานี้
ให้ส่งคำขอภาคยานุวัติไปยังรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งจะติดต่อแจ้งคำขอนั้นไปยัง รัฐผู้ทำสัญญาอื่น ๆ ต่อไป รัฐบาลฝรั่งเศสจะรับคะแนนเสียงจากรัฐดังกล่าวและจะประกาศ การลงคะแนนเสียงให้รัฐเหล่านั้นทราบ เว้นแต่รัฐผู้ยื่นคำขอจะได้รับการยอมรับโดยพฤตินัย ในฐานะสมาชิกขององค์การสันนิบาตชาติ
ข้อ ๔๓
อนุสัญญานี้ไม่อาจบอกเลิกก่อนวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๕ ในกรณีที่มีการบอกเลิก ให้แจ้งคำบอกกล่าวนั้นไปยังรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งจะติดต่อแจ้งการบอกกล่าวนั้น ไปยังภาคีผู้ทำสัญญาอื่น ๆ ต่อไป การบอกเลิกเช่นว่านั้นจะไม่มีผลจนกว่าจะครบหนึ่งปีนับจากการให้ คำบอกกล่าว และจะมีผลเฉพาะแก่รัฐผู้แจ้งการบอกเลิกเท่านั้น
๑คำแปลโดยประเสริฐ ป้อมป้องศึก อนุสัญญานี้สิ้นผลใช้บังคับแล้วรัฐดังต่อไปนี้ได้มอบสัตยาบันเมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๕ เบลเยียม, โบลิเวีย, จักรวรรดิ์บริเตน, ฝรั่งเศส, กรีซ, ญี่ปุ่น, โปรตุเกส, ราชอาณาจักรเซิร์บ โครแอทส์ และสโลเวนิส, และสยาม
ไลบีเรียภาคยานุวัติอนุสัญญานี้ด้วยตราสารพิเศษเมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๕
เปอร์เซียได้แจ้งการภาคยานุวัติอนุสัญญานี้เมื่อวันที่ ๙ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๓ จึงได้เป็นภาคีเมื่อวันที่อนุสัญญานี้มีผลใช้บังคับ
Back
| Home | สารบาญ | Chapter 1 | English Version |